[InfoQuest] PTT ก้าวใหญ่ในอาเซียน
29-11-2012 04:09:49

การเปิดเผยของผู้บริหาร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ถึงโครงการลงทุนครั้งใหญ่ในเวียดนามตอนกลาง มีความหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่สะท้อนว่า ย่างก้าวของการเปิดรุกเข้าไปในธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมีครบวงจรในอาเซียนนั้น เป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญอย่างยิ่ง
การเปิดเผยของนายสุกฤตย์ สุรบถโสภณ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น PTT ว่า กลุ่มปตท.เตรียมเข้าลงทุนโครงการปิโตรเคมีครบวงจร ในวงเงินลงทุน 2.87 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นประมาณ 8.6 แสนล้านบาท โดยมีโรงกลั่นน้ำมันที่มีกำลังการกลั่น 6.6 แสนบาร์เรล/วัน และโรงงานปิโตรเคมี กำลังผลิต 10.2 ล้านตัน/ปี ได้แก่ โอเลฟินส์ 6.5 ล้านตัน/ปี และอะโรเมติกส์ 3.7 ล้านตัน/ปี โดยโครงการดังกล่าวจะตั้งอยู่ใน จ. Binh Dinh ตอนกลางของประเทศเวียดนาม ในนิคมอุตสาหกรรมพื้นที่ 1 หมื่นกว่าไร่ หรือ 2 พันเฮกตาร์ ที่ทางเวียดนามสนับสนุนให้กลุ่ม ปตท.เข้าไปลงทุน เป็นเกมรุกครั้งสำคัญที่สอดรับกับยุทธศาสตร์การเติบโตของแผน 5 ปีล่าสุด
ก่อนหน้านี้ ในปี 2554 นายเทวินทร์ วงศ์วานิช (ปัจจุบันเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ของ PTTEP) ได้เคยวาดเค้าโครงเอาไว้ถึงการลงทุนครบวงจรของ PTTR เอาไว้ชัดเจนว่า ต้องมีองค์ประกอบครบ 3 ประการ คือ 1) ต้องมีขนาดใหญ่ จึงจะไปแข่งระดับโลกได้ 2) มีความต่อเนื่องความยาวของสายโซ่ธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ เพื่อให้มีความสามารถในการแข่งขัน 3) เข้มแข็งทั้ง Performance ความสามารถในการแข่งขันในเรื่องของประสิทธิภาพ และความแข็งแกร่งโครงสร้างทางด้านการเงิน
โมเดลของการลงทุนในเวียดนามที่แถลงข่าวไป จึงเป็นการนำเอาต้นแบบไปทดลองใช้ หลังจากที่ บริษัท PTT Energy Solutions ซึ่งเป็นบริษัทรับศึกษาความเป็นไปได้โครงการต่างๆ ในเครือ ปตท.ได้ทำการศึกษาความเป็นได้ของโครงการดังกล่าวที่บินห์ ดินห์ เมืองใหญ่ทางตอนกลางของเวียดนาม (ดูแผนที่ประกอบ) โดยที่ขั้นตอนการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการเบื้องต้น(pre-feasibility study) ได้นำเสนอ จ. Binh Dih และกำลังจะนำเสนอต่อรัฐบาลเวียดนาม คาดว่าจะได้รับการอนุมัติอย่างเร็วที่สุดภายใน 2 เดือน
แม้จะยังไม่มีความชัดเจนว่า โครงการดังกล่าวจะได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลเวียดนามในเวลาที่ต้องการหรือไม่ เพราะธุรกิจพลังงานนั้น คงจะต้องพิจารณาจากหลายแง่มุม เนื่องจากโยงใยเข้ากับความมั่นคงทางด้านพลังงานของประเทศ ซึ่งจะต้องมีฝ่ายเวียดนามเข้ามาร่วมลงทุนด้วยอย่างแน่นอน ซึ่งต้องพิจารณาแหล่งเงินทุนประกอบกันด้วย แต่หากไม่มีอุปสรรค PTT ก็คาดว่าโครงการนี้สร้างแล้วเสร็จ และเริ่มผลิตได้ภายในปี 2562 ซึ่งจะใช้เวลาพัฒนาโครงการและหาพันธมิตรเข้ามาร่วมโครงการประมาณ 6-7 ปี
ตามแผนการดังกล่าว รูปแบบการเข้าลงทุนจะไม่ใช่การ “ฉายเดี่ยว”แน่นอน แต่จะเป็นการร่วมทุน โดยฝ่ายไทยจะมี บริษัท พีทีทีโกลบอลเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC เป็นหลัก ผสมเข้ากับพันธมิตรจากเวียดนาม และพันธมิตรธุรกิจอื่น เช่น ซัพพลายเออร์น้ำมันดิบเข้ามาร่วมพัฒนาโครงการ
ข้อมูลของ PTT นั้น สอดรับกับข่าวของหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น “ต่วยเจร” ของทางการเวียดนามในทำนองเดียวกัน ซึ่งส่งสัญญาณในทางบวกว่า โอกาสเป็นไปได้ค่อนข้างสูงที่จะได้รับการอนุมัติ เพราะว่า ในปัจจุบัน เวียดนามมีโรงกลั่นน้ำมันเพียงแห่งเดียวนั่นคือโรงกลั่นน้ำมันในเขตเศรษฐกิจดุงควท ที่มีกำลังการผลิตวันละ 135,000 บาร์เรลต่อวัน (คาดว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 240,000 บาร์เรลต่อวันในเร็วๆ นี้) ในขณะที่โรงกลั่นน้ำมันหงิเซินที่จะเป็นโรงกลั่นน้ำมันแห่งที่ 2 ของเวียดนามนั้นยังต้องรอการลงนามในสัญญาโครงการแบบงานวิศวกรรมจัดหาและก่อสร้างกับผู้รับเหมาในเดือนธันวาคมนี้ แต่นโยบายของรัฐบาลเวียดนามวางแผนว่าจะให้มีการสร้างโรงกลั่นน้ำมันเพิ่มอีกอย่างน้อย 4 แห่ง เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันให้ได้ถึง 25-30 ล้านตัน ภายในปี 2563
เป้าหมายการลงทุนของ PTT นี้ มุ่งไปที่ตลาดภายในของเวียดนามเองในการรองรับผลิตภัณฑ์และน้ำมัน เนื่องจากเวียดนามมีเศรษฐกิจเติบโตสูงและมีประชากรถึง 80 กว่าล้านคนมากกว่าไทย มีการลงทุนหลั่งไหลไปเวียดนามมาก ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันและพลาสติกเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย
มองในมุมของธุรกิจ ก้าวย่างครั้งใหม่นี้ สอดรับกับแผนการลงทุน 5 ปี 4 ภารกิจ ซึ่ง PTT ได้ประกาศเอาไว้ว่าจะลงทุนใหม่อีก 9 แสนล้านบาท เพื่อเพิ่มเค้กพลังงาน 52% ประกอบด้วย
ภารกิจ 1 จัดหาพลังงานภายในปี 2563 จะต้องครองส่วนแบ่งพลังงานเพิ่มเป็น 52% จากปัจจุบัน 18% เป้าหมายเป็นน้ำมันและแก๊ส วันละ 9 แสนบาร์เรล ถ่านหินต้องผลิตเป็น 70 ล้านตัน ปาล์มน้ำมันต้องเป็นผู้นำต้นน้ำด้านเชื้อเพลิงชีวภาพ 500 kHA
ภารกิจ 2 วางแผนใช้เงินลงทุนภายใน 5 ปีนี้กว่า 9 แสนล้านบาทแบ่งเป็น จาก PTT 3.6 แสนล้านบาท PTTEP 3.6 แสนล้านบาท และกลุ่มธุรกิจในเครือ เช่น IRPC และ PTTGC เกือบ 3 แสนล้านบาท ตั้งเป้าเป็นผู้นำในธุรกิจก๊าซธรรมชาติอันดับ 1 ใน 3 ของเอเชีย ไฟฟ้าเป็น 1 ในเอเชีย ปิโตรเคมี สามารถคิดค้นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงในเอเชียแปซิฟิก
ภารกิจ 3 นำพาองค์กรภายในปี 2560 ก้าวเข้าสู่บริษัทชั้นนำของโลกติดอันดับ Global TOP 100 Enterprise หรือติดฟอร์จูน 1 ใน 100 อันดับสร้างรายได้ปีละ 4 ล้านล้านบาทขึ้นไป จากปัจจุบันทำได้ราว 2 ล้านล้านบาท มุ่งเป็นผู้นำการค้าระหว่างประเทศ
ภารกิจ 4 พัฒนารายได้จากระหว่างธุรกิจน้ำมัน (oil) กับไม่ใช่ธุรกิจน้ำมัน (nonoil) ให้ได้สัดส่วน 50 : 50 เป็นผู้นำอย่างสมบูรณ์แบบในธุรกิจน้ำมันสีเขียว
การรุกเข้าลงทุนในดินห์ บินห์ ถือได้ว่าเป็นจุดที่เหมาะสม เพราะเมืองดังกล่าวถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการพัฒนาของเวียดนามตอนกลาง ซึ่งถือว่ามีความอุดมสมบูรณ์และมีรากฐานมั่นคงอย่างมาก
ในประวัติศาสตร์ ดินห์ บินห์ คือ เมืองหลวงเก่าของอาณาจักรจามปาที่ล่มสลายไปหลังจากการรบพุ่งยาวนานกับกัมพูชาและเวียดนาม มีความอุดมสมบูรณ์ทางการเกษตรอย่างมาก มีประชากรแน่นอน ปัจจุบัน เป็นแหล่งนิคมอุตสาหกรรมประมง และส่งออกเฟอร์นิเจอร์ที่มีขนาดใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุดของเวียดนาม เป็นส่วนหนึ่งของเขตเศรษฐกิจดานัง ซึ่งมีการพัฒนาสูงที่สุดในประเทศ ถือเป็นประตูเปิดสู่ทั้งภาคเหนือและภาคใต้ของประเทศ ที่สำคัญคือมีท่าเรือขนาดใหญ่ที่สามารถขนถ่ายสินค้าได้โดยสะดวก เพราะเป็นชุมทางรถไฟและรถยนต์สำคัญ
ที่สำคัญเมืองนี้ถือเป็นแหล่งแรงงานคุณภาพสูงซึ่งมีความกระตือรือร้นในการสร้างตัวเองแข่งกับคนในภาคใต้อย่างเอาการเอางาน ดังจะสังเกตได้จากจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเตอร์เน็ตที่หนาแน่นกว่าจุดอื่นใดของประเทศ
แม้ว่าโครงการดังกล่าวจะเย้ายวนใจอย่างมาก แต่ความสำเร็จของการลงทุนจะเกิดขึ้นได้ ต้องอยู่ที่รัฐบาลกลางของเวียดนามเป็นสำคัญว่าจะยอมรับเงื่อนไขการลงทุนซึ่งมีขนาดใหญ่ไม่แพ้กับการลงทุนในไทยปัจจุบันเลย
ก้าวย่างของ PTT ครั้งนี้ นอกจากจะทำให้ธุรกิจของกลุ่มก้าวข้ามพรมแดนไปยังอาเซียนเต็มที่แล้ว ยังจะทำให้เวียดนามกลายเป็นคู่แข่งที่สำคัญของเศรษฐกิจไทยในอนาคตในอัตราเร่งมากขึ้น เป็นข้อสังเกตที่ท้าทายยิ่งนัก

Advertisements