PTT เมื่อมาพิจารณาความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นปตท. หรือ PTT กับตลาดจะพบว่า ราคา PTT ดูจะแข็งกว่าตลาด เพราะในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ตลาดหุ้นไทยอ่อนตัวลง 1.21% แต่ราคาหุ้น PTT อ่อนตัวลงแค่ 0.94% มองกันกว้างๆ ก็คือ ไปในทิศทางเดียวกับตลาดคือ ตลาดอ่อน ราคาหุ้น PTT ก็อ่อน แต่ PTT กลับอ่อนน้อยกว่าตลาด แสดงว่ามีหุ้นที่มีราคาดิ่งลงมามากกว่า PTT มาก จึงจะสามารถทำให้ดัชนีลดลงได้มากกว่า PTT เพราะปกติแล้ว PTT ควรจะเป็นตัวนำในการกดดัชนีตลาดมากกว่าหุ้นตัวอื่นๆเพราะมีมาร์เก็ตแชร์ในตลาดมากกว่า 8.34% เป็นหุ้นที่มีอิทธิพลมากที่สุดในตลาด ที่จะทำให้ดัชนีบวกและลบได้มากที่สุดไปด้วย ดังนั้น เมื่อราคาหุ้นPTT ลดลงน้อยกว่าตลาด แสดงว่ายังมีสภาวะที่ค่อนข้างดี คือยังมีราคาที่แข็งแกร่งดี แต่การที่ราคายังอ่อนตัว จึงมีผลกับตลาดในเชิงลบไปด้วย อย่างไรก็ดี เมื่อกลับมาดูพื้นฐานในปัจจุบันของ PTT เปรียบเทียบกับราคาหุ้นในปัจจุบัน ต้องมองว่าราคาหุ้นไม่สมดุลกับความเป็นจริง คือ ราคาหุ้นยังต่ำกว่าพื้นฐานจริงในปัจจุบัน ดูจากผลประกอบการที่ออกมาไม่ดีในครึ่งปีแรก 2555 นี้ ยังทำกำไรรวมได้ 45,899 ล้านบาท ทำให้ประเมินกันอย่างต่ำๆ ว่า ปี 2555 นี้จะมีกำไรที่ระดับ 95,000 ล้านบาทได้แน่นอน เพราะนับจากไตรมาส 3 เป็นต้นมา ราคาน้ำมันได้ขยับสูงขึ้นจากต่ำกว่า 80 เหรียญฯ มาอยู่เหนือกว่า 95 เหรียญฯ ทำให้ธุรกิจโรงกลั่นจะกลับมามีกำไรได้มาก และแม้ไตรมาส 4 จะมีกำไรในส่วนสต็อกน้ำมันไม่มาก ก็จะไม่มีผลให้มีกำไรลดลงมาก จึงเชื่อว่าเป้าหมายกำไรที่กล่าวมาจะทำได้อย่างแน่นอน คิดแล้วจะเป็นกำไรต่อหุ้นที่ 33.26 บาท แม้จะเป็นกำไรที่ต่ำกว่าปีกลาย แต่ก็ยังเป็นผลกำไรที่ดี เมื่อเปรียบเทียบกับราคาหุ้นที่ยังต่ำกว่ามากในปัจจุบัน เพียงใช้ค่าพีอีของกลุ่มพลังงานที่ปัจจุบันมีค่า 12.1 เท่ามาคิด จะได้คำตอบว่าราคาหุ้น PTT ควรยืน 402 บาทได้ แต่ยังพบว่าราคาซื้อขายในตลาดอยู่แค่ 316 บาท จึงมี Up side ได้อีกมากถึง 27.36% จึงยังลงทุนได้ดี

SPALI เป็นหุ้นในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่มองเผินๆ อาจคิดว่าราคาปรับขึ้นมาไกลมากแล้ว แต่เมื่อพิจารณาให้ละเอียดจะได้คำตอบว่าราคายังอยู่ในระดับที่ต่ำเกินจริงอยู่มาก เพราะหลังจากภาวะน้ำท่วมคลี่คลายไปแล้ว ก็มีการรุกทำโครงการต่างๆ เพิ่มมาก เพียงแต่ต้องใช้เวลาในการดำเนินการ ดังนั้น ครึ่งปีแรกอาจดูเหมือนจะมีผลประกอบการที่ไม่ดีนัก คือ มีกำไรเพียง 568 ล้านบาทเท่านั้น แต่ครึ่งปีหลัง 2555 นี้ จะมีการรับรู้รายได้อย่างมากมาย แค่ดูการปรับเป้าหมายยอดขายในปีนี้จาก 2 หมื่นล้านบาทมาเป็น 2.1 หมื่นล้านบาทก็เป็นการยืนยันชัดเจนว่าจะต้องมีกำไรกว่าปีกลาย จากการที่มีการรับรู้รายได้แน่นอนกว่า 8 พันล้านบาท ทำให้มองว่ากำไรที่เคยประเมินที่ 2,900 ล้านบาท จะสามารถทำได้ตามเป้าหมาย คิดแล้วจะเป็นกำไรต่อหุ้น ที่ 1.69 บาท คงไม่ใช่ค่าพีอีกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่มีค่าสูงกว่า 24 เท่ามาคิด เอาแค่ค่าพีอีที่ 12 เท่ามาคิด ยังได้คำตอบว่าราคาหุ้นควรยืน 20.28 บาท ได้ทันที แต่ราคาซื้อขายในตลาดแค่ 18 บาทเท่านั้น จึงมี Up side ได้อีกถึง 12.67% โดยไม่ได้คิดรวมผลตอบแทนจากเงินปันผลที่จะได้มากกว่า 4% รวมอยู่ด้วย เชื่อว่าข้อมูลแค่นี้ก็มากเกินพอต่อการพิจารณาการลงทุน เนื่องจากเฉพาะเงินปันผลอย่างเดียวก็ดีกว่าการฝากเงินเพื่อรับดอกเบี้ยจากธนาคารแล้วทำให้การลงทุน SPALI จะมีโอกาสได้กำไรต่อที่ 2 จากส่วนต่างราคาเพิ่มอีกด้วย

KBANK หลายคนคงคิดว่าราคาหุ้น KBANK ที่ปรับขึ้นมายืนที่ 179.50 บาท เป็นราคาที่ขึ้นมามากแล้ว แต่นั่นเป็นการประเมินด้วยการใช้แค่สายตามองและใช้ความรู้สึกตัดสิน จึงอาจมีข้อผิดพลาดได้มาก ดังนั้น เพื่อให้ได้คำตอบที่แท้จริงควรกลับมาใช้ข้อมูลจริงที่เกิดขึ้นมาประเมินจะดีกว่ามาก ตัวธุรกิจคงไม่ต้องกลับไปมองกันแล้ว ดูกันที่จุดสุดท้ายว่า KBANK มีผลประกอบการอย่างไรก็พอ จากผลกำไรที่ทำได้ในช่วง 9 เดือนได้มา 27,567.89 ล้านบาท เฉลี่ยจะเป็นกำไรต่อไตรมาสสูงกว่า 9 พันล้านบาท แต่ในที่นี้มองว่ากำไรไตรมาส 4 ลดลงจากการรับรู้ค่าใช้จ่ายทางการตลาดและระบบการปรับปรุงระบบธนาคาร ทำให้ประเมินกำไรไว้แค่ 5.5 พันล้านบาท ก็จะได้กำไรปี 2555 นี้ ที่ 3.3 หมื่นล้านบาททันทีคิดแล้วจะเป็นกำไรต่อหุ้นที่ 13.79 บาท แค่นี้ก็น่าสนใจแล้ว เมื่อใช้ค่าพีอีกลุ่มธนาคารที่ปัจจุบันมีค่าที่ 14.05 เท่ามาคิดราคาหุ้น เพราะจะได้คำตอบว่าราคาควรยืนที่ 193.73 บาท แต่ราคาในตลาดอยู่แค่ 179.50 บาท จึงมี Up Side ได้อีกอย่างน้อย 7.9% แต่ที่น่าสนใจมากกว่าคือ มีการคาดหมายว่าปีหน้า 2556 กำไรจะเพิ่มเป็น 4.3 หมื่นล้านบาทกำไรต่อหุ้นก็จะเพิ่มเป็น 17.85 บาท จะทำให้ราคาหุ้นเพิ่มเป็น 250 บาททันที ก็จะมี Up Side ได้มากกว่า 39% จึงน่าสนใจมาก

UMI เป็นหุ้นอยู่ในกลุ่มธุรกิจวัสดุก่อสร้างที่บอกได้เลยว่าสดใสมากในปีนี้และปีหน้า เพราะนอกจากจะได้รับผลดีจากอุทกภัยจากปีกลาย ที่จะทำให้มีการซ่อมแซมมากแล้ว ยังรับผลดีจากการเติบโตของเศรษฐกิจและธุรกิจอสังหาฯ ที่ฟื้นตัวอย่างมากอีกด้วย ทำให้เชื่อได้เลยว่าธุรกิจจะมีรายได้และกำไรสูงมากในปัจจุบันและอนาคต แต่ผลกำไรครึ่งปีแรกได้มายังน้อยแค่ 77.83 ล้านบาท จึงคาดว่าตลอดปีจะมีกำไรที่ระดับ 180 ล้านบาทได้ คิดเป็นกำไรต่อหุ้นได้ 0.38 บาท ส่วนปีหน้า 2556 กำไรจะเพิ่มเป็น 250 ล้านบาทได้ คิดเป็นกำไรต่อหุ้นที่ 0.52 บาท ดังนั้นการประเมินราคาจากกำไรปีหน้า จะได้ราคาที่ประมาณ 9.9 บาท ในขณะที่ราคาปัจจุบันอยู่ที่ 8 บาท จึงยังเก็งกำไรได้อีกประมาณ 23% คงไม่มองเป็นหุ้นที่เหมาะกับการลงทุนมากนัก แต่มองเป็นหุ้นที่มีการเก็งกำไรได้มากกว่า เพราะต้องใช้ค่าพีอี กลุ่มที่สูงถึง 19 เท่ามาคำนวณ จึงเป็นหุ้นที่เหมาะกับการเก็งกำไรมากกว่าการลงทุน

TUF ผลประกอบการไตรมาส 3 ของ TUF ทำสถิติสูงสุดของปีที่ 1,610 ล้านบาท ทำให้มีกำไร 9 เดือน ที่ 4,080 ล้านบาท คาดว่าตลอดปี 2555 นี้จะมีกำไร 5,400 ล้านบาทได้ คิดเป็นกำไรต่อหุ้นที่ 4.71 บาท ส่วนปีหน้า หากคิดตามการตั้งเป้าเพิ่มอีก 17% ก็จะทำให้มีกำไรเพิ่มเป็น 6,300 ล้านบาทได้ กำไรต่อหุ้นจะเพิ่มเป็น 5.49 บาท ดังนั้นในการประเมินราคาหุ้นด้วยการใช้ค่าพีอีกลุ่มอาหารที่ปัจจุบันอยู่ระดับ 15.32 เท่า จะได้คำตอบว่าราคาหุ้นปีนี้ควรเป็น 72 บาท เท่ากับราคาในตลาดขณะนี้พอดี แต่ราคาปีหน้าจะเพิ่มเป็น 84.11 บาท ทำให้ยังมี Up Side ได้อีก 17.23% โดยยังไม่คิดรวมเงินปันผลตอบแทนที่จะได้รับในปีนี้ 3.06% และเพิ่มเป็น 3.3% ในปีหน้า จึงเป็นหุ้นที่ยังพอลุ้นเก็งกำไรได้ดี แต่จะให้ดีกว่าคือ รอลงทุนในช่วงที่ราคาอ่อนตัว จะได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่า และการลงทุนระยะยาวจะได้กำไรมากขึ้นด้วย จึงควรพิจารณาให้ดีๆ.

Advertisements