การที่ค่าเงินยูโรแข็งค่า สะท้อนการคลายความวิตกในวิกฤติยุโรปไปอีกระดับหนึ่ง รวมทั้งการตอบรับของตลาดหุ้นยุโรปที่มีการปิดบวกเป็นปัจจัยสนับสนุนความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้มากขึ้น และการที่นักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทยยังมีการซื้อๆ ขายๆ หุ้นในระยะนี้ นอกจากจะเป็นการเตรียมปิดบัญชีประจำปีแล้ว ยังเป็นการแสดงออกให้รู้ว่าต้องการเก็งกำไรควบคู่ไปด้วย ซึ่งหากไม่มีปัจจัยเสี่ยงมาเพิ่ม คาดว่าตลาดจะมีบรรยากาศของการเก็งกำไรในระดับกลางๆ ต่อไป นั่นหมายถึงจะยังมีการเก็งกำไรในหุ้นขนาดเล็กเป็นหลัก และให้หุ้นบลูชิปขนาดใหญ่เป็นฐานของตลาด จึงยังทำให้ตลาดลุ้นได้ต่อเนื่องจึงไม่ควรนิ่งเฉยในการลงทุน.RATCH หากไม่ติดตามอย่างใกล้ชิดจะไม่รู้เลยว่า หุ้นราชบุรี หรือ RATCH มีราคาที่ค่อนปรับสูงขึ้นมาตลอด ที่นำเอาหุ้นตัวนี้มาพิจารณาก็เพราะว่ากำลังมีผลประกอบการที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องแม้ว่ากำไรไตรมาส 3 จะต่ำกว่าไตรมาส 2 ค่อนข้างมาก แต่ก็ยังมากกว่าไตรมาส 1 ที่จัดว่าอยู่ในสภาพที่ดีแล้ว เพราะไตรมาส 1 ราคาน้ำมันมีการปรับต่ำลง แต่มาสูงมากในไตรมาส 2 ทำให้มีกำไรในส่วนสต็อกน้ำมันมาก มาไตรมาส 3 ราคาน้ำมันมีการปรับลดต่ำลงอีก จึงมีกำไรลดลงไปด้วย เมื่อนับรวม3 ไตรมาส หรือ 9 เดือน พบว่ามีกำไรสะสมมาแล้ว 6,864.72 ล้านบาท คาดว่าไตรมาส 4 กำไรอาจไม่มากเท่าไตรมาส 3 แต่กำไรจะไม่ต่ำกว่าไตรมาสแรกเช่นกัน จึงประเมินว่าปี 2555 นี้ RATCH จะมีกำไรมากกว่า 8,400 ล้านบาทได้ คิดเป็นกำไรต่อหุ้นอย่างน้อยที่ 5.79 บาท ข้อมูลนี้มีความหมายกับการประเมินราคาหุ้น เพราะแม้จะนำมาใช้คำนวณจากค่าพีอีของกลุ่มพลังงาน ที่ปัจจุบันมีค่าต่ำมากแค่ 10.37 เท่า ก็ยังได้คำตอบว่าราคาหุ้น RATCH ควรยืน 60 บาทได้ทันที ทั้งๆ ที่หุ้นบลูชิปอย่างนี้ควรจะมีค่าพีอีสูงกว่ากลุ่มที่เป็นค่าเฉลี่ย และยังควรคิดค่าพีอีอย่างต่ำที่ 16.51 เท่าของพีอีตลาดด้วย แต่จากราคาเป้าหมายที่คำนวณออกมานี้ เมื่อเปรียบเทียบกับราคาหุ้นในตลาดที่ซื้อขายกันแค่ 55.25 บาท ก็ยังมี up side ได้อีกอย่างน้อยๆ 8.6% โดยยังไม่ได้คิดค่ารวมเงินปันผลตอบแทนที่จะได้รับอีกประมาณ 4% รวมอยู่ด้วย จึงน่าลงทุนมาก

KTB เป็นหุ้นธนาคารพาณิชย์ที่นับว่าน่าสนใจมากตัวหนึ่ง เนื่องจากราคาหุ้นยังคงต่ำกว่าราคาจากพื้นฐานจริงอยู่มาก แม้ว่า KTB จะมีการเพิ่มทุนอยู่แล้วก็ตาม แต่จากผลประกอบการที่ดีมาตลอด ทำให้ราคาหุ้นยังคงต่ำเกินจริงเหมือนเดิม เห็นได้ชัดจากผลกำไรที่ KTB ทำได้ดีอย่างต่อเนื่องทุกไตรมาสจากไตรมาส 1 มีกำไร 6,376.56 ล้านบาท เพิ่มเป็น 7,342.61 ล้านบาทในไตรมาส 2 และเพิ่มเป็น 8,915.26 ล้านบาทในไตรมาส 3 ถ้าดูแนวโน้มอย่างนี้แทบจะประเมินได้ว่าไตรมาส 4 กำไรจะมากกว่า 9 พันล้านบาทได้ แต่ในที่นี้เพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุนมากที่สุดจึงประเมินต่ำว่าไตรมาส 4 ทำกำไรแค่ 7.4 พันล้านบาท ก็จะทำให้ปี 2555 นี้ KTB จะมีกำไรที่ 31,000 ล้านบาทได้ทันที คิดเป็นกำไรต่อหุ้นได้ 2.63 บาท หากใช้ค่าพีอีกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่มีค่า 13.13 เท่ามาคำนวณราคา จะได้ราคาที่ 34.53 บาท ในขณะที่หุ้นซื้อขายในตลาดมีราคาแค่ 17.30 บาทเท่านั้น จึงมี up side ได้มากถึง 99.6% เลยทีเดียว โดยไม่ได้คิดรวมผลตอบแทนจากเงินปันผลอีก 4.3% รวมอยู่ด้วย นี่คือจุดเด่นที่นักลงทุนยังมองไม่ถึง จึงไม่รู้ว่าหุ้น KTB น่าลงทุนมากแค่ไหน บอกได้เลยว่าน่าลงทุนมากๆ ไม่ว่าจะลงทุนในรูปแบบใดก็คุ้มค่าแน่นอน

VNT จากการที่ราคาน้ำมันผันผวนสูงมาก มีผล กระทบกับผลิตภัณฑ์จากปิโตรเคมีมากไปด้วย อาจพบว่าหลายธุรกิจในกลุ่มปิโตรเคมีมีกำไรแปรปรวนสูง แต่เมื่อมาดู VNT กลับตรงกันข้าม พบว่า แม้ปี 2555 นี้ ราคาน้ำมันจะผันผวนมาก แต่กลับพบว่าผลประกอบการและกำไรของ VNT กลับแปรปรวนไม่มาก ดูได้จากกำไรไตรมาสแรกอยู่ที่ 509 ล้านบาท ไตรมาส 2 กำไรเพิ่มเป็น 525 ล้านบาท และไตรมาส 3 กำไรเพิ่มเป็น 597.58 ล้านบาท เรียกได้ว่ากำไรเพิ่มขึ้นทุกไตรมาส ไม่ได้ผันผวนตามราคาน้ำมันเลย แสดงถึงการมีประสิทธิภาพในการทำกำไรได้ดีของ VNT มาก หากมองตามแนวโน้มที่เป็นใน 9 เดือน คงจะประเมินได้ว่าไตรมาส 4 กำไรควรจะมากกว่า 600 ล้านบาท แต่ในที่นี้เราก็คิดผลกำไรในระดับต่ำแค่ 500 ล้านบาทเศษ จึงประเมินกำไรรวมปี 2555 นี้ไว้แค่ 2,150 ล้านบาท กำไรต่อหุ้นจะได้ 1.71 บาท และเมื่อมาประเมินราคาหุ้นVNT จากค่าพีอีของกลุ่มปิโตรเคมีที่ต่ำแค่ 11.22 เท่าในปัจจุบัน ยังได้คำตอบว่าราคาควรยืน 20.31 บาทได้ทันที เมื่อกลับไปดูราคาซื้อขายในตลาดพบว่าอยู่แค่ 17.40 บาท จึงมี up side ได้อีก 16.72% เป็นอย่างต่ำ โดยยังไม่ได้คิดรวมผลตอบแทนจากเงินปันผลอีกประมาณ 5% รวมอยู่ด้วย ทำให้ยังลงทุนได้ดี

SAT ปัจจุบันเชื่อว่านักลงทุนส่วนใหญ่คงจะรับทราบแล้วว่าอุตสาหกรรมยานยนต์มีการเติบโตอย่างมาก จนมีการทำลายสถิติสูงสุดทั้งการผลิตและการจำหน่าย ทั้งนี้ ก็เป็นผลมาจากปีกลายเกิดอุทกภัยจนทำให้ไม่สามารถผลิตได้ตามออเดอร์ หรือความต้องการจริง จึงมีการสะสมปริมาณความต้องการมาถึงปี 2555 นี้มากกว่าปกติ และก็เป็นเหตุให้มีการคาดหมายว่าธุรกิจต่างๆ ในกลุ่มยานยนต์จะมีกำไรเพิ่มมาก แต่ในทางปฏิบัติอาจยังมีอุปสรรคอยู่บ้าง จึงทำให้ผลกำไรอาจไม่เกิดได้ทันใดทันที อย่างกรณี SAT พบว่า มีอุปสรรคในโรงงานหล่อเหล็ก ICP2 ที่ไม่สามารถผลิตได้เต็มประสิทธิภาพในระยะสั้นในปีนี้ ทำให้ผลจะเกิดเต็มประสิทธิภาพในปีหน้า 2556 ดังนั้นการที่ SAT มีกำไรในปี 2555 นี้ที่คาดว่าจะได้ 820 ล้านบาท แต่ผลปัจจุบัน 9 เดือนทำกำไรได้แล้ว 626 ล้านบาท จึงคาดว่ากำไรตลอดปีจะได้ถึง 880 ล้านบาท กำไรต่อหุ้นจะได้ 2.59 บาท ส่วนปีหน้ากำไรจะสูงกว่า 1,060 ล้านบาท กำไรต่อหุ้นจะเป็น 3.12 บาท ดังนั้นในการประเมินราคาในปี 2555 นี้ เพียงใช้ค่าพีอีตลาดที่ 16.51 เท่าแทนพีอีกลุ่มที่สูงกว่า 21 เท่าคำนวณ ยังได้ราคาหุ้นที่ 42.76 บาท แต่ราคาในตลาดอยู่ที่ 27.50 บาท จึงมี up side ได้อีกมากถึง 55.49%

PS เป็นหุ้นในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่ยังน่าสนใจ เพราะพบว่าผลประกอบการดีขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยได้รับผลดีจากความต้องการสะสมจากปีกลายมาตรการสนับสนุนจากรัฐบาล และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ยังต่ำ ทำให้ธุรกิจยังเติบโตได้ดี PS มีกำไรในไตรมาสแรกเพียง 633.13 ล้านบาท หลังจากนั้น 3 ไตรมาสมีกำไรเพิ่มเป็น 1,000 ล้านบาท รวม 9 เดือนมีกำไร 2,635.75 ล้านบาทแล้ว จึงคาดว่าปี 2555 นี้จะมีกำไรรวม 3,600 ล้านบาทได้ คิดเป็นกำไรต่อหุ้นที่ 1.63 บาท จุดที่น่าสนใจคือ แม้จะประเมินราคาหุ้น PS จากค่าพีอีตลาดที่ 16.51 เท่า ซึ่งต่ำกว่าพีอีกลุ่มที่สูงกว่า 21 เท่า ก็ยังได้คำตอบว่าราคาควรเป็น 26.91 บาท แต่ราคาในตลาดซื้อขายที่ 19.70 บาท จึงมี up side ได้อีก 36.5% โดยไม่คิดรวมผลตอบแทนจากเงินปันผลที่จะได้รับประมาณ 3% รวมอยู่ด้วย คงจะมองออกว่าหุ้น PS ยังสามารถเลือกลงทุนและเก็งกำไรได้ดี อยู่ที่จะเลือกจังหวะในการลงทุน จะทำให้มีกำไรได้มากยิ่งขึ้น.

Advertisements