[InfoQuest] SPCG กับดักอันท้าทาย
09-11-2012 09:59:15

สำหรับนักลงทุนที่ถือหุ้นของบริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ SPCG คงจะไม่มีถ้อยคำไหน ที่เหมาะกับชะตากรรมของบริษัทนี้ได้ดีเท่ากับประโยคที่ว่า “ในวิกฤตมีโอกาส และในโอกาสมีวิกฤตซ่อนอยู่”
สถานการณ์นับตั้งแต่เริ่มต้นของบริษัทนี้ นับแต่เข้ามาสู่การเป็นบริษัทมหาชนจดทะเบียนผ่านการซื้อกิจการทางประตูหลังในบริษัทสตีล พาวเวอร์ จำกัด(มหาชน) แล้วเปลี่ยนชื่อใหม่ เป็นมากกว่าจุดเริ่มต้นอันน่าตื่นใจของธุรกิจพลังงานธรรมดา เพราะมันท้าทายโมเดลธุรกิจอย่างมากกว่า ภายใต้การเติบโตที่เต็มไปด้วยอนาคตอันหวือหวานั้น จะยั่งยืนได้เพียงใด
ชะตากรรม SPCG เริ่มต้นขึ้นจากการที่มีนโยบายในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตรใน พ.ศ.2549 ที่กระทรวงพลังงานได้ประกาศให้การสนับสนุนส่วนเพิ่มค่าไฟฟ้า (Adder) ให้กับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ จำนวน 8 บาทต่อหน่วยสำหรับพลังงานแสงอาทิตย์ และ 2.50 บาทต่อหน่วยสำหรับพลังงานลม เป็นเวลา 7 ปีนับจากวันเริ่มผลิตป้อนการไฟฟ้าฝ่ายผลิตและภูมิภาค เพื่อส่งเสริมพลังงานทางเลือกทดแทนวิกฤตพลังงานในยามนั้น
ในช่วงแรกของนโยบายดังกล่าว ความสนใจของผู้ลงทุนมีไม่มากนัก ทำให้ 2 ปีต่อมา รัฐบาลจึงขยายเวลาใบอนุญาตให้แอดเดอร์จาก 7 เป็น 10 ปี และเพิ่มแอดเดอร์สำหรับพลังงานลมเป็น 3.50 บาทต่อหน่วย โดยตั้งเป้าภายใน 18 ปี จะมีโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์รวม 3,000 เมกะวัตต์ ผลลัพธ์คือเกิดความตื่นตัวในเรื่องโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์อย่างครึกโครมตามมา แต่คนที่คว้าโอกาสได้มากที่สุดคือ นางสาววันดี กุญชรยาคง อดีตผู้ถือหุ้นและผู้บริหารของธุรกิจผลิตแผงโซลาร์รายใหญ่บริษัท โซลาร์ตรอน จำกัด(มหาชน) หรือ SOLAR ซึ่งมองเห็นโอกาสทางธุรกิจครั้งใหม่ หลังจากพักผ่อนนานหลายปีเมื่อถอนตัวออกจากบริษัทเดิม
นางสาววันดี ระดมทุนจัดตั้งบริษัท โซลาร์ พาวเดอร์ จำกัด ขึ้นมา พร้อมกับหาทางดำเนินการเชิงรุกพร้อมกัน 2 ด้าน คือกว้านซื้อใบอนุญาตที่มีผู้ที่ได้ใบอนุญาตจำนวนมากไม่ใช่นักลงทุนที่แท้จริงได้มากถึง 34 ใบ ใบละ 6 เมกะวัตต์ พร้อมกับซื้อขายกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)จำนวน 34 โครงการ ซึ่งมีกำหนดจะพัฒนาให้แล้วเสร็จในปี 2556
ความพร้อมทั้งด้านใบอนุญาต และสัญญาการขายไฟฟ้าทำให้โมเดลหลักของ โซลาร์ พาวเวอร์ คือ ต้องเร่งระดมทุนมีมูลค่าการลงทุนประมาณ 24,000 ล้านบาทมาสร้างโซลาร์ฟาร์มให้ได้ เพราะหากทำได้ตามเป้าหมาย บริษัทจะกลายเป็นผู้ผลิตพลังไฟฟ้าแสงอาทิตย์อิสระรายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของไทยโดยปริยาย
โจทย์อันท้าทายจึงอยู่ที่ว่าจะเร่งก่อสร้างโซลาร์ฟาร์มแข่งกับเวลาได้ครบถ้วนตามที่วางเป้าหมายได้หรือไม่ ชะตากรรมนี้ คือเดิมพันอันสูงยิ่งของโซลาร์ พาวเวอร์ เพื่อรองรับยุทธศาสตร์การระดมทุนจำนวนมหาศาล ทำให้โซลาร์ พาวเวอร์ ซึ่งมีนางสาววันดีเป็นกลจะจักรหลักของบริษัทควบตำแหน่งทั้ง ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ จำต้องมองหาช่องทางเข้าตลาดหุ้นในทางลัดเพื่อระดมทุนที่สะดวกที่สุดด้วยกลยุทธ์เงินของผู้อื่น(OPM)นั่นเอง เป็นที่มาของการเข้าซื้อกิจการบริษัท สตีล อินเตอร์เทค จำกัด (มหาชน) หรือ STEEL แล้วใช้วิศวกรรมการเงินเข้าควบรวมกิจการกับโซลาร์ พาวเวอร์ จำกัด เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น SPCG ในปัจจุบัน ที่มีการมีการแบ่งสายธุรกิจเป็น 3 สายคือ
ธุรกิจการจัดการลงทุนในสายธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์ก่อสร้างโซลาร์ฟาร์มจำนวน 34 โครงการ โครงการละประมาณ 6 เมกะวัตต์ มูลค่าโครงการรวมกว่า 24,000 ล้านบาท โดยมีกำหนดเวลาเสร็จภายในปี พ.ศ.2556
ธุรกิจเหล็ก SPCG เป็นผู้ผลิต จำหน่ายให้บริการติดตั้งหลังคาเหล็กรีดลอน(Metal Sheet Rooftop) ภายใต้เครือหมายการค้า “ROLLFORM” ธุรกิจการให้บริการออกแบบวิศวกรรม
ธุรกิจการให้บริการออกแบบทาววิศวกรรม จัดซื้อก่อสร้างโซลาร์ฟาร์มแบบครบวงจร (Engineering Procurement Construction-EPC) ทั้งในประเทศ และต่างประเทศตลอดจนธุรกิจบริหารด้านการปฏิบัติการและการบำรุงรักษาโซลาร์ฟาร์ม(OMM) แก่โซลาร์ฟาร์มที่พัฒนาโดยบริษัท โซล่า เพาเวอร์ จำกัด “SPC” และที่เป็นลูกค้า EPC ของ SPC
การเติบใหญ่ของยอดขายของ SPCG นับแต่เข้ามาในตลาดหลักทรัพย์ 2 ปีที่ผ่านมา อย่างก้าวกระโดด (ดูตารางประกอบ) จะช่วยให้เข้าใจยุทธศาสตร์นี้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยที่ข้อมูลล่าสุดถูกเปิดเผยออกมาว่า มีการพัฒนาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ล้วนเป็นการจับมือกับพันธมิตรไม่ซ้ำหน้า) และอยู่ระหว่างดำเนินการที่มีกำหนดจ่ายไฟฟ้าอีก 7 โครงการที่ลงทุนเองทั้งหมด ทำให้ปีนี้บริษัทจะมีการรับรู้รายได้ 16 โครงการซึ่งจะทำให้มีรายได้เกิน 1,000 ล้านบาท
รายได้ที่เพิ่มพูนขึ้นมานี้ ถือว่าค่อนข้างช้า เมื่อเทียบกับความต้องการเงินทุนใหม่สำหรับการก่อสร้างโซลาร์ฟาร์มมูลค่ามหาศาล ส่งผลให้เกิดปัญหาตามมาในลักษณะของ “โอกาสสร้างวิกฤต” เมื่อการลงทุนมากกว่าราบได้ที่กลับคืนมาค่อนข้างมาก ดังจะเห็นได้จากงบการเงินเมื่อสิ้นไตรมาส 2 ของปีนี้ว่ามีปัญหาสภาพคล่องที่ค่อนข้างรุนแรงทีเดียว
สินทรัพย์หมุนเวียนแค่ 994.47 ล้านบาทเทียบกับหนี้สินหมุนเวียนที่ 4,169.42 ล้านบาท ทำให้ current ratio มีเพียงแค่ 0.23 เท่า ในขณะที่หนี้สินรวมเพิ่มขึ้นไปที่ 7,345.72 ล้านบาทเทียบกับส่วนของผู้ถือหุ้น 2,449.83 ล้านบาท อัตราหนี้สินต่อทุน (D/E) ที่ 2.99 เท่า ส่งผลให้ต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายตกไตรมาสสะประมาณ 92 ล้านบาท หรือปีละ 360 ล้านบาทเลยทีเดียวซึ่งกดดันให้ผลกำไรถูกถ่วงลงไป แม้ว่าภาพรวมยอดการเติบโตของกำไรจะยังคงสวยงามก็ตาม
การเพิ่มทุนคือทางเลือกหนึ่งที่ถูกนำออกมาใช้เพื่อแก้ปัญหาสภาพคล่อง โดยต้นปีนี้ SPCG ได้ทำการเพิ่มทุนไปแล้ว 1 ครั้งคือ มติวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2555 จำนวน 60,000,000 หุ้น ขายในราคา 21 บาทต่อหุ้น ได้เงินมา 1,260 ล้านบาท โดยเงินที่ได้รับสุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายเท่ากับ 1,222,824,807.73 บาท แต่ก็ไม่เพียงพอ ต้องมีการกู้เงินเพิ่มเป็นระยะๆ
แม้นางสาววันดีจะพยายามชี้แจงกับนักลงทุนหลายครั้งว่ากรณีอัตราหนี้สินต่อทุน(D/E)ที่สูงจากการกู้เงินนั้น บริษัทเชื่อว่าจะค่อยๆ ลดลง เนื่องจากลักษณะการลงทุนโครงการโซลาร์ฟาร์ม จะลงทุนในครั้งแรก หลังจากนั้นจะมีการรับรู้เป็นรายได้กลับมา โดยที่ไม่ต้องมีการลงทุนเพิ่มเติม จะมีเพียงค่าใช้จ่ายพลังงานแสงอาทิตย์ ได้รับสิทธิยกเว้นภาษี 8 ปี หลังจากนั้น 5 ปี จะได้รับสิทธิลดภาษี 50% แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความกังวลเลือนหายไปได้
ทางเลือกต่อไปคือ การหวังระดมทุนจากกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (อินฟราสตรัคเตจอร์ฟันด์) ซึ่งผลักดันโดย ก.ล.ต.แต่ยังไม่สามารถออกมาบังคับใช้ เพราะติดขัดกับปัญหาเรื่องภาษีธุรกิจเฉพาะที่ยังไม่ผ่านกระทรวงการคลังและรัฐสภาที่จะทำให้ผู้ลงทุนเสียประโยชน์
แผนการจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานของ SPCG มีรายละเอียดเบื้องต้นคือจะมีมูลค่ากองละ 5,000 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการโดยที่บริษัทพร้อมจะยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) ต่อ ก.ล.ต.ภายในไตรมาส 1/56 เพื่อระดมเงินมาใช้พัฒนาโครงการที่ 10-16 แต่เมื่อโครงการถูกเวลาด้วยเหตุขัดข้องเรื่องภาษี แผนการดำเนินการต่อไปจึงกลายเป็นความไม่แน่นอนขึ้นมา
ทางออกในการระดมทุนผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐานไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ จึงต้องหวนกลับมาที่การสร้างหนี้ต่อไป โดยเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการบริษัทของ SPCG ก็ลงมติอนุมัติให้บริษัทย่อย ชื่อโซลาร์ฟาร์ม กู้เงินอีก 3.3 พันล้านบาท จากธนาคารกสิกรไทย ในรุป Equity Bridging Facilities เพื่อใช้พัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์มที่ 10-34 และใช้เงินกู้ที่เหลือบางส่วนให้โซล่า เพาเวอร์ นำไปซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนในบริษัทย่อยของตนเอง สำหรับการดำเนินธุรกิจพัฒนาโซลาร์ฟาร์ม โครงการที่ 29-32 จำนวน 4 โครงการรวมทั้งหมดประมาณ 2.52 พันล้านบาท และการลงทุนขยายขนาดโซลาร์ฟาร์มในโครงการที่ 1-9 จากเดิมที่มีประมาณ 7.5 เมกะวัตต์ คิดเป็นเงินลงทุนรวมประมาณ 1.08 พันล้านบาท
การก่อหนี้เพิ่ม จะยิ่งทำให้กับดักของหนี้เป็นภาระมากยิ่งขึ้นในอนาคต เพราะเท่ากับอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนผู้ถือหุ้นล่าสุดเพิ่มเป็น 5 เท่าเข้าไปแล้ว
อนาคตที่แขวนเอาไว้กับนโยบายและการระดมทุนที่ขึ้นกับนโยบาย จึงกลายเป็นความเสี่ยงทางธุรกิจอย่างช่วยไม่ได้ความคาดหวังอันสวยงามที่กำหนดล่วงหน้าเอาไว้ว่า หากทั้ง 34 โครงการโซลาร์ฟาร์มแล้วเสร็จ SPCG จะมีมูลค่าทรัพย์สินรวมกันกว่า 24,000 ล้านบาท โดยมีรายได้ก็จะเข้ามาเฉลี่ยปีละ 4,000 ล้านบาท จึงเริ่มมีคำถามและกังวลตามมา
โดยเฉพาะความคาดหวังที่ผู้บริหารบริษัทเคยบอกว่า จะสามารถจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นได้ในปี 2556 รวมถึงการแก้ไขอัตราหนี้สินต่อทุน(D/E)ให้ลดลง ซึ่งเริ่มแกว่งไกวไปกับความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น
ในขณะที่โจทย์ใหญ่ในเรื่องการแข่งขันกับเวลาที่ต้องเร่งทำให้เสร็จก่อนใบอนุญาตที่ซื้อมาจะหมดอายุ

Advertisements