[InfoQuest] SUSCO กับมรดกปิโตรนาส
12-10-2012 09:39:40

SUSCO กับมรดกปิโตรนาส
ในที่สุด ดีลซื้อกิจการสถานีบริการปิโตรเลียมระหว่างผู้ซื้อ บริษัท ซัสโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ SUSCO กับตัวแทนของกลุ่มยักษ์ใหญ่พลังงานจากมาเลเซีย ปิโตรนาสก็ได้สมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว หลังจากที่ ได้รับอนุมัติให้เข้าซื้อกิจการ หุ้นในบริษัท ปิโตรนาส รีเทล (ประเทศไทย) จำกัด (PRTCL) และบริษัท ยูนิเวอร์แซล ทรัพย์สิน จำกัด (UPCL)
ราคาซื้อขายกิจการดังกล่าว ไม่ระบุว่าที่ราคาหุ้นเท่าใด แต่ระบุว่าเป็นเงินมูลค่าที่ SUSCO ต้องจ่าย 1,792 ล้านบาท โดยผ่านการคำนวณมูลค่าที่แอบ่งออกเป็นกิจการไม่มีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยและไม่มีเงินสด 46 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1,421 ล้านบาท และมีคงเหลือของบริษัทที่ถูกซื้อ 370 ล้านบาท ตามสูตรทางการเงิน
หากมองย้อนกลับไปที่ในอดีตเมื่อ 7 ปีก่อน ตัวแทนของปิโตรนาส ได้เคยทุ่มเงินเคยจ่ายเงินซื้อต่อจากกลุ่มคิวเอท ของคูเวต ปิโตรเลียมที่ถอนตัวจากเมืองไทย ที่มูลค่ารวมประมาณ 2,400 ล้านบาท หรือ 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ถือว่า ราคาที่ SUSCO ซื้อ ถือว่าค่อนข้างต่ำประมาณ 33% เลยทีเดียว
เมื่อตอนที่ ปิโตรนาส รุกเข้ามาในตลาดครั้งแรกนั้น ถือเป็นข่าวครึกโครมไปทั่ว ซึ่งสร้างผลสะเทือนให้กับตลาดค้าปลีกน้ำมันอย่างมาก เพราะขนาดใหญ่ของปิโตรนาสนั้น น่าเกรงขามไม่น้อย เนื่องจากเทียบรายได้และกำไรต่อปีแล้ว เหนือกว่า ปตท.ของไทยเกือบ 10 เท่าทีเดียว ถือเป็นตัวแทนของรัฐบาลมาเลเซียที่ไปปักธงในหลายประเทศทั่วโลกมาแล้ว
ครั้งนั้น ปตท.ถึงขั้นแสดงอาการร้อนรนเพื่อหาทางสกัดการรุกของกลุ่มปิโตรนาสอย่างมุ่งมั่น ด้วยการรุกเข้าไปประมูลซื้อกิจการของกลุ่มโคโนโค่ของสหรัฐฯ ที่ถอนตัวออกไปจากสถานีบริการปั๊ม JET ในไทยทั้งหมด เพื่อไม่ให้เสียยุทธศาสตร์ในการแข่งขันเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้ธุรกิจไทย ในธุรกิจค้าปลีก
ภาพอันน่ากลัวของปิโตรนาสในระดับโลกนั้น เมื่อเผชิญเข้ากับสภาพของการแข่งขันธุรกิจสถานีบริการน้ำมันในไทยแล้ว เป็นแค่เขียนเสือให้วัวกลัวเท่านั้น เพราะหลังจากการลองผิดลองถูก ก็พบว่า ตลาดค้าปลีกน้ำมันในไทยนั้น เป็นสนามปราบเซียน เนื่องจากมีค่าการตลาดต่ำมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แถมยังต้องเผชิญกับการแทรกแซงราคาตลาดของรัฐบาลอยู่เนืองๆ ไม่ว่างเว้น
ที่สำคัญ ธุรกิจค้าปลีกไทยนั้น มีสถานีบริการทั่วประเทศมากถึง 1.8 หมื่นแห่ง (มากเท่ากับอินเดียทั้งประเทศ) โดย ปตท. มีส่วนแบ่งมากที่สุด 1,250 แห่ง ดังนั้น เมื่อผ่านการทดลองไปแล้ว 7 ปี ปิโตรนาสจึงได้ตัดสินใจว่าไปไม่รอดแน่นอน เพราะหลายปีมานี้ แม้จะมีความพยายามทำกำไร แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นกำไรจากการขายสินทรัพย์เก่า ไม่ใช่กำไรจากการดำเนินงานล้วนๆ) เพราะปั๊มสาขาเดิมจาก 117 ลดเหลือแค่ 100 ปั๊ม (ยังไม่ชัดว่าเป็นเจ้าของเองหรือแฟรนไชส์) เพื่อมุ่งไปหาตลาดอื่นที่น่าสนใจกว่าเช่นอินเดีย และแอฟริกาตะวันออกที่กำลังเติบโตจากการเปิดเสรีนโยบายค้าปลีกน้ำมัน
แม้ผู้บริหารของ SUSCO นายชัยฤทธิ์ สิมะโรจน์ กรรมการผู้จัดการจะพยายามชี้แจงว่า ผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการลงทุนเพื่อเติบโตทางลัดในครั้งนี้ จะสามารถร่นระยะเวลาใช้ในการขยายธุรกิจ และเพิ่มจำนวนสถานีบริการ เนื่องจากสถานีบริการของกลุ่มปิโตรนาสส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ในเมืองใหญ่ โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล โดยกว่า 57% ตั้งอยู่ในสามจังหวัดที่มีประชากรหนาแน่นและมีตำแหน่งที่ตั้งที่ไม่ทับซ้อนกับสถานีของ SUSCO ซึ่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในต่างจังหวัด
นอกจากนี้ การเข้าทำรายการนี้จะช่วยลดค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการขยายเครือข่ายสถานีบริการลงได้เป็นอย่างมาก สามารถช่วยขยายส่วนแบ่งทางการตลาดในธุรกิจค้าปลีกน้ำมันและแก๊สเชื้อเพลิงภายประกอบกับปริมาณการจำหน่ายน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจากสถานีบริการที่ได้มาจะทำให้เกิดความได้เปรียบในการประหยัดต่อขนาด รวมทั้งเป็นการขยายธุรกิจเชิงกลยุทธ์ ของบริษัท
คำชี้แจงดังกล่าว ดูจะขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่นำเสนอต่อตลาดหลักทรัพย์พอสมควร เพราะในเอกสารสนเทศเกี่ยวกับการได้มาซึ่งสินทรัพย์ได้ระบุอีกว่า บริษัทที่ซื้อมานั้นมีสินทรัพย์ที่มีตัวตนสุทธิ (NTA) สิ้นงวด 2554 มูลค่าติดลบ 4,255.19ล้านบาท ส่วนสิ้นเดือนมิถุนายน 2555 มีมูลค่าเพิ่มขึ้นมาเป็นบวกที่ 1,285.78 ล้านบาท เนื่องจากมีการกู้ยืมเงินจากผู้ถือหุ้นใหญ่คือกลุ่มปิโตรนาสมาใช้เพิ่มสินทรัพย์
นอกจากนั้น ทางบริษัทก็ยังระบุว่าจะได้ผลประโยชน์ทางภาษี จากการซื้อกลุ่มเป้าหมาย เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายมีผลประกอบการขาดทุนสะสมในอดีตรวมกันประมาณ 1,439.27 ล้านบาท โดยผลการดำเนินงานงวด 9 เดือน สิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. 54 มีรายได้ขาย 9,479 ล้านบาท มี EBITDA จำนวน 113 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราส่วน 1.19% และในส่วนของงบแสดงฐานะการเงิน ยังระบุอีกว่ามีสินทรัพย์รวม 3,439 ล้านบาท มีสำรองขาดทุน 7,041 ล้านบาท และมีเงินกู้จากผู้ถือหุ้น 7,760 ล้านบาท
ผู้บริหารของ SUSCO ชี้แจงว่า สำหรับขาดทุนสะสม 1,439.27 ล้านบาท เป็นตัวเลขขาดทุนสะสมตั้งแต่ดำเนินธุรกิจ ซึ่งปัจจุบันได้เปลี่ยนมาเป็นอัตราเท่าไหร่คงต้องรอการส่งงบไปอีกครั้ง รวมถึงข้อมูลสำรองขาดทุนที่แจ้ง 7,041 ล้านบาท เป็นข้อมูลเก่าในช่วงที่ผ่านมา ไม่มีผลอะไรต่อทางบริษัทและได้จัดการเคลียร์ไปแล้ว เพราะการลงทุนในครั้งนี้ได้เข้าซื้อกันในแบบ Debt free and cash free ส่วนสินทรัพย์ที่มีตัวตนสุทธิขณะนี้ได้พลิกกลับมาเป็นบวกและปัจจุบันน่าจะมีมูลค่ามากเกินกว่าระดับ 1.2 พันล้านบาท
สำหรับแนวทางดำเนินธุรกิจหลังการเข้าซื้อกิจการ โดยรวมแล้วทั้งหมดยังอยู่ในกระบวนการบริหาร รวมถึงเรื่องการปรับโลโก้สถานีบริการจะทยอยดำเนินการเช่นกัน สำหรับอัตรากำไรในอนาคตอาจเพิ่มขึ้นถึงระดับ 2% เพราะหลังควบรวมกิจการจะส่งผลให้บริษัทมีความแข็งแกร่งมากขึ้น ขณะที่เงินลงทุนเข้าซื้อกิจการ ยืนยันว่า มีเพียงพออย่างแน่นอน ไม่มีปัญหาขาดสภาพคล่องและไม่ต้องเพิ่มทุน ส่วนเงินที่กู้จากธนาคาร จะเป็นการขอวงเงินจะธนาคารในประเทศ
จากการตรวจสอบ พบว่า กิจการค่อนข้างเล็กของ SUSCO (ดูตารางประกอบ) มีเงินสดในมือค่อนข้างต่ำ แม้จะมีหนี้น้อย เพราะค่า D/E ที่ 0.8 แต่ส่วนผู้ถือหุ้นก็ต่ำด้วยเพียงแค่ 1,400 ล้านบาท มีกำไรสะสมแค่ 181 ล้านบาท หากต้องกู้เงินมาซื้อกิจการทั้งหมด จะทำให้D/E กระฉูด แต่หากใช้เงินสดบางส่วนของบริษัท ก็จะทำให้ขาดสภาพคล่องได้ง่ายมาก ดังนั้น หากจำเป็นอาจจะต้องมีการเพิ่มทุนได้ในอนาคตอันใกล้ แม้ผู้บริหารจะยืนยันว่าไม่มีการเพิ่มทุนก็ตาม
แม้ว่าการุกเข้าซื้อกิจการต่อจากปิโตรนาสจะมีเหตุผลสำหรับ SUSCO ในการเพิ่มจำนวนของสถานีบริการน้ำมันให้มากขึ้นเพื่อสร้างเครือข่าย แต่เมื่อพิจารณาถึงคู่แข่งขันแล้ว ก็ยังถือว่ายังต้องทำงานอย่างหนักเพราะปัจจุบัน คู่แข่งรายใหญ่อย่าง คาลเท็กซ์แม้จะลดปั๊มลงไปก็ยังใหญ่อยู่มาก มีถึง 320 ปั๊ม เชลล์ 600 แห่ง ปตท. 1,250 แห่ง ส่วนบางจากมีประมาณ 900 แห่งแต่ตั้งเป้าขยายให้ได้ 1,100 แห่ง
จำนวนปั๊มนั้น ยังไม่บอกข้อมูลได้ทั้งหมด เพราะหากคิดถึงปริมาณการขายจริง จะพบว่า ส่วนแบ่งตลาดค้าปลีกในประเทศไทย มีรายใหญ่ยึดครองอยู่ประมาณ 80% เป็นของ 6 บริษัท คือ ปตท. (34.9%) เอสโซ่ (12.3%) เชลล์ (11.5%) เชฟรอน (11.3% คาลเท็กซ์เดิม) และบางจาก (7.6%) ซึ่ง SUSCO ต้องทำการบ้านอีกมากเพื่อแข่งขันให้ได้
ดังนั้น การพุ่งขึ้นของราคา จากระดับ 1.50 บาทมาอยู่ที่เหนือ 3.50 บาท ซึ่งทำให้ค่าP/E สูงถึง 20 เท่า จึงเป็นคำถามที่นักลงทุนต้อตอบกับตัวเองให้ได้ว่า คุ้มค่าหรือไม่

Advertisements