[InfoQuest] TCAP สุดยอดกลยุทธ์ขายกิจการ
06-11-2012 04:09:26

การตัดสินใจของธนาคารธนชาต ซึ่งเป็นบริษัทอยู่ในกลุ่ม บมจ.ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TCAP ในการขายหุ้นทั้งหมดในบริษัทธนชาตประกันชีวิต ให้กับบริษัท พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต โดยมีมูลค่า 1.75 หมื่นล้านบาท และมีค่าตอบแทนส่วนเพิ่มอีก 500 ล้านบาท โดยคาดว่า จะชำระค่าหุ้น และโอนหุ้นได้ประมาณไตรมาส 1 ของปี 2556 นั้น ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความสามารถจะหาประโยชน์จากกิจการที่มีอยู่ในกำมือเพื่อให้เป็นกำไรในระยะสั้นเท่านั้น แต่ยังเป็นกลยุทธ์สร้างกำไรตอบแทนในระยะยาวจากรายได้ค่าธรรมเนียมที่สำคัญในระยะยาวได้อีกด้วย
โดยเฉพาะหน้า TCAP ถือหุ้นอยู่ในธนาคารธนชาต ประมาณ 51% ดังนั้นมูลค่าการซื้อขายกิจการบริษัทประกันชีวิตดังกล่าว จะบันทึกกลับมาในรูปกำไรพิเศษจากเงินลงทุนประมาณ 8.75 พันล้านบาท หากรายการดังกล่าวได้รับการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ก่อน จึงจะชำระเงินค่าหุ้น และโอนหุ้น
ราคาขายดังกล่าว แม้ว่าจะไม่ได้สูงมากนักดังเป้าที่ตั้งเอาไว้คือ ประมาณ 3 หมื่นล้านบาท แต่ก็ถือว่าดีกว่าเป้าเดิมที่เคยตั้งเอาไว้ 1.5 หมื่นล้านบาทพอสมควร ก็ถือว่าเป็นราคาที่เหมาะสม
ส่วนในระยะยาว การที่ธนาคารธนชาต กับพรูเด็นเชียลฯ ได้ทำข้อตกลงความร่วมมือในการทำธุรกิจขายประกันผ่านสาขาธนาคาร (Bancassurance) ในไทยเป็นเวลา 15 ปี ซึ่งธนาคารจะมีรายได้จากค่าธรรมเนียมตลอดระยะเวลาของสัญญา ซึ่งจะเป็นประโยชน์โดยตรงเพราะว่า การเข้าซื้อกิจการของธนชาตประกันชีวิตไปอยู่ในร่มธงนั้น จะทำให้ขนาดของธุรกิจประกันชีวิตของกลุ่มพรูเดนเชียลในไทยที่มีส่วนแบ่งการตลาดเดิมอันดับที่ 10 มาอยู่ในส่วนแบ่งอันดับที่ 6 ของตลาดประกันชีวิต ซึ่งจะช่วยให้ยอดค่าธรรมเนียมจากการนำเสนอบริการขายประกันชีวิตผ่านสาขาของธนาคารธนชาตเติบโตได้อีกมาก
การเปิดเผยของผู้บริหาร TCAP ที่ว่า หลังจาก คปภ.อนุมัติการขายหุ้นแล้ว ธนาคารธนชาตจะนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตของพรูเด็นเชียลทั้งหมด และมีการอบรมให้ความรู้กับพนักงานสาขาของธนาคารมากขึ้น จึงเป็นทิศทางที่กระชับสร้างรายได้จากค่าธรรมเนียม โดยไม่ต้องกังวลกับการตั้งสำรองเงินกองทุนของธุรกิจประกันชีวิตอีกต่อไป ลดภาระทางการเงินไปได้มาก
ที่สำคัญมากกว่านั้น หลังการขายหุ้นธนชาตประกันชีวิตไปแล้ว จะทำให้แรงกดดันเรื่องเงินกองทุนขั้นที่ 1 ของธนาคารธนชาตผ่อนคลายมากขึ้น เพราะจะมีเงินกองทุนขั้นที่ 1 เพิ่มขึ้นอีกราว 2% เพียงพอในการรองรับ Basel 3 ทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องเพิ่มทุน และเพิ่มโอกาสในการขยายสินเชื่อในปีหน้าโดยสะดวกยิ่งขึ้น
งานนี้ ไม่ได้ดีเฉพาะ TCAP เท่านั้น หากยังเป็นผลดีต่อธนาคารโนวาสโกเทีย หนึ่งในผู้ถือหุ้นใหญ่ของธนาคารธนชาตอีกด้วย เพราะเท่ากับได้ผลตอบแทนเร็วกว่าที่คาดจากการขายกิจการในมือออกไป ทำให้ผู้บริหารบอกว่า ยินดีที่จะลงทุนในธนาคารธนชาตต่อไป
การขายหุ้นธนชาตประกันชีวิตนั้น เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการขายสินทรัพย์ในธุรกิจประกันชีวิตออกจากมือของกลุ่มTCAP เพราะยังมีอีก 2 บริษัทในกำมือที่แสดงเจตนาจะขายออกไปหากได้ราคาเหมาะสม ทั้งที่เบี้ยประกันรับ และกำไรสุทธิที่ดีอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่ โดยเฉพาะผลประกอบการย้อนหลังในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นในทุกๆ ช่องทาง นั่นคือ บริษัท ประกันชีวิตนครหลวงไทย และบริษัท สยามซัมซุงประกันชีวิต โดยบริษัทแรก กลุ่มธนชาตถืออยู่ 100% ส่วนหลังสุดถือหุ้นอยู่ 25% เพื่อรองรับยุทธศาสตร์ของกลุ่มที่ต้องการถอนตัวไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจประกันภัยอีกต่อไป มุ่งไปสู่การเป็นธนาคารพาณิชย์เต็มรูปที่เน้นหนักไปทางด้านรีเทล แบงกิ้ง และสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์อันเป็นธุรกิจที่ถนัดเป็นหลัก
บริษัท นครหลวงประกันชีวิต จำกัด มีกำไรสุทธิสำหรับปี 2554 จำนวน 185 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปีก่อนจำนวน 165.4 ล้านบาท หรือคิดเป็น 843% โดยอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุนตามกรอบการดำรงเงินกองทุนตามระดับความเสี่ยง (CAR) อยู่ที่ 528.6% สูงกว่าเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กำหนด
ส่วนบริษัท สยามซัมซุงประกันชีวิต จำกัด นั้น เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างกลุ่มผู้ร่วมทุนชาวไทย 2 กลุ่ม ได่แก่ กลุ่มสหพัฒน์ และธนาคารนครหลวงไทย โดยมี Samsung Life บริษัทประกันชีวิตอันดับที่ 12 ของโลก จากเกาหลีใต้ถือหุ้นใหญ่ โดยในรอบปี 2554 ที่ผ่านมา สามารถปิดรอบบัญชีด้วยผลรวมของยอดเบี้ยประกันภัยที่ 1,086 ล้านบาท แสดงให้เห็นว่าบริษัทเติบโตขึ้น 25% ซึ่งมากกว่าผลรวมของยอดในปี 2553 และทำได้ดีกว่าในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกันเฉลี่ย 15% แต่ถือเป็นหุ้นพันธมิตรที่อาศัยช่องทางของธนาคารนครหลวงไทยจัดจำหน่ายกรมธรรม์เป็นหลัก และกลุ่มธนชาตได้แสดงเจตนาตั้งแต่แรกว่าจะถอนตัวออกจากการร่วมทุนดังกล่าวตั้งแต่มีการรวมกิจการกับธนาคารนครหลวงไทย
TCAP และธนาคารธนชาตเป็นกลุ่มธุรกิจการเงินซึ่งโตมากับสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ ซึ่งมีส่วนแบ่งทางการตลาดที่สูงถึง 25% แล้วเติบโตทางลัดโดยการเข้าซื้อกิจการธนาคารนครหลวงไทยจากกองทุนฟื้นฟูฯมื่อปี 2553 ซึ่งมีฐานลูกค้าเงินฝากที่กว้างขวาง และยังมีลูกค้าสินเชื่อธุรกิจ-สินเชื่อ SME-สินเชื่อบ้าน และ บริษัท ราชธานีลีสซิ่ง จำกัด เพื่อบุกตลาดสินเชื่อเช่าซื้อ “รากหญ้า-แท็กซี่-รถบรรทุก” เพื่อเสริมธุรกรรมซึ่งกันและกัน สร้างประสิทธิภาพในเชิงรายได้ ทั้งจากสินเชื่อรถยนต์ซึ่งเป็นการคิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ และสินเชื่อธุรกิจซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว ใต้ร่มธงเดียวกัน
การละทิ้งธุรกิจประกันชีวิต เหลือเอาไว้แต่การหารายได้จากค่าธรรมเนียมจาก Bancasurance เพื่อปรับโฟกัสธุรกรรมที่มีความถนัดและมีอนาคตมากที่สุดคือธุรกิจสินเชื่อรถเช่าซื้อและสินเชื่อธุรกิจ-รายย่อย เพื่อรับมือคู่แข่งที่ใหญ่กว่าอย่าง ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ที่มีแบรนด์ “กรุงศรี คาร์ฟอร์แคช” ที่ทำตลาดมานานแล้ว และแบรนด์ “ศรีสวัสดิ์ เงินติดล้อ” ซึ่งเป็นบริษัทลูก จนเป็นเบอร์ 2 ในตลาดรถใหม่ แต่เป็นเบอร์ 1 ในตลาดรถมือสอง ซึ่งมีมูลค่าพอร์ตสินเชื่อรถมือสองและสินเชื่อทะเบียนรถแข็งแกร่งกว่า จึงเป็นทางเลือกของธนาคารที่ตรึกตรองถ่องแท้แล้ว
กลยุทธ์ทำตัวให้เบาเพื่อสร้างรายได้ต่อ ถือเป็นการปรับองค์กรเชิงยุทธศาสตร์ของธุรกิจกาเงินสมัยใหม่ หลังจากการเติบโตอย่างก้าวกระโดดเมื่อหลายปีก่อนจากการซื้อกิจการเพื่อควบรวมธนาคารนครหลวงไทย ที่ถือว่าเป็นดีลควบรวมที่ใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของตลาดหลักทรัพย์ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ในราคาประมาณหุ้นละ 32.50 บาท หรือ ประมาณ 1.5 เท่าของมูลค่าทางบัญชี ซึ่งปัจจุบันถือว่าพ้นจากสภาพฮันนีมูนไปแล้ว และต้องสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ชัดเจนขึ้นมาใหม่
ผลของการทยอยขายทรัพย์สินที่มีราคาขายอย่างได้จังหวะ มีมูลค่าสูง ทำให้มุมมองต่อ TCAP เป็นไปในทางบวก ล่าสุด นักวิเคราะห์มองว่า ราคาที่เหมาะสมควรจะอยู่ที่ 48 บาทขึ้นไป แต่นั่นก็เป็นแค่มุมมอง เพราะในอดีตเมื่อ 2 ปีก่อน หลังจากที่มีการควบรวมกับธนาคารนครหลวงไทยนั้น นักวิเคราะห์หลายสำนัก เคยประเมินไว้ที่ราคามากกว่านี้ถึง 57 บาทด้วยซ้ำ
ไม่ว่าราคาเป้าหมายของนักวิเคราะห์สำนักไหนจะมากหรือน้อย จะถูกหรือผิด แต่ข้อเท็จจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ก็คือ ราคาหุ้นปัจจุบันของ TCAP ถูกเกินไปเสียแล้ว จากความสามารถในการขายกิจการแล้วยังสร้างกำไรต่อเนื่องชนิดสุดยอดที่แสดงให้ประจักษ์ในกรณีของธนชาตประกันชีวิต

Advertisements