[InfoQuest] TCAP VS SSI : วิสัยทัศน์เจ้าหนี้-ลูกหนี้

[InfoQuest] TCAP VS SSI : วิสัยทัศน์เจ้าหนี้-ลูกหนี้

13-11-2012 04:05:33

เหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจของธนาคารธนชาต จำกัด บริษัทลูกของ บริษัททุนธนชาต จำกัด(มหาชน) หรือ TCAP ต่อบมจ.สหวิริยาสตีลอินดัสตรีจำกัด ()มหาชน) หรือ SSI ด้วยวงเงินยอดหนี้เพียงแค่ 300 ล้านบาท อาจจะดูมีเหตุผลจากมองจากมุมของสถาบันการเงินภายใต้กฏของBasel III ที่เข้มงวดในการกำกับดูแลสินเชื่อ แต่มันเป็นมุมที่แสนจะคับแคบของเจ้าหนี้
ในมุมของ SSI แล้ว การฟ้องของธนาคารธนชาตนั้น มีเหตุผลน้อยเกินไป เมื่อพิจารราจากข้อเท็จจริงว่า ธุรกิจเหล็กของตนเองนั้น เป็นธุรกิจสำคัญของเศรษฐกิจที่จำต้องได้รับการสนับสนุนในยามที่กำลังขยายตัวและเผชิญกับความยากลำบากในช่วงธุรกิจถดถอย โดยเฉพาะอย่างยิ่งแผนธุรกิจของบริษัทอย่าง SSI ในการก่อหนี้นั้น มาจากการรุกเข้าไปสร้างฐานการผลิตใหม่ในตลาดโลกที่อังกฤษ ซึ่งมีความเปราะบางของสถานการณ์อันควบคุมไม่ได้รอบด้าน
SSI นั้น มีเจ้าหนี้สำคัญจากวงเงินก่อหนี้ 3 ราย สำหรับวงเงินกู้ 4.3 หมื่นล้านบาทในการเข้าซิ้กิจการที่โรงงานเหล็ทีไซด์ในอังกฤษตอนเหนือ ประกอบด้วย ธนาคารไทยพาณิชย์(SCB) วงเงิน 1.9 หมื่นล้านบาท ธนาคารกรุงไทย(KTB) วงเงิน 1.9 หมื่นล้านบาท และธนาคารทิสโก้ (TISCO) วงเงิน 4 พันล้านบาท รวมทั้งหมด 4.3 หมื่นล้านบาทหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้เงินกู้ระยะยาว และเงินทุนหมุนเวียนที่ธนาคารผู้ให้สินเชื่อร่วมทั้ง 3 ราย ให้กู้ยืมแก่บริษัท และบริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี ยูเค จำกัด หรือ SSI UK ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทถือหุ้นอยู่ร้อยละ 100 ในวงเงินรวม 23,900 ล้านบาท และ 790 ล้านเหรียญสหรัฐ จากยอดหนี้สินรวมท้งหมดของบริษัทตามที่ปรากฏในงบการเงิน 7.4 หมื่นล้านบาท
เมื่อเร็วๆนี้SSI ได้ประกาศเพิ่มทุนอีก 19,434 ล้านหุ้น หรือ 413 ล้านดอลลารน์สหรัฐฯ เพื่อให้สามารถชำระหนี้คืนให้กับธนาคารพาณิชย์เจ้าหนี้รายใหญ่จำนวน 3 ราย ได้ตรงตามกำหนด และ และไม่ได้มีปัญหาแต่อย่างใด ซึ่งคิดเป็นมูลหนี้จำนวน 4.3 หมื่นล้านบาท โดยเป็นหนี้เงินกู้ระยะยาว และเงินทุนหมุนเวียน
กรณีของธนาคารธนชาตนั้น เป็นหนี้อีกส่วนหนึ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับหนี้ 4.3 หมื่นล้านบาท แต่เป็นส่วนก้อนหนี้เดิมตั้งแต่ครั้งธนาคารนครหลวงไทย โดยมีหลักทรัพย์ คือ โรงงานมาค้ำประกัน โดยที่ฝ่ายของธนาคารธนชาตได้เจรจากับทาง SSI มาแล้วหลายรอบ ทั้งเรื่องการลดต้น ลดดอกเบี้ย
การเจรจาที่ไม่คืบหน้านั้น ทางธนชาตอ้างว่า SSI ยังคงเพิกเฉยอยู่ ทั้งที่ทางธนชาตได้มีการตั้งสำรองวงเงินดังกล่าวตามกฎระเบียบไปแล้ว ทางเลือกของการที่ลูกหนี้อย่าง SSI ไม่จ่ายชำระเงินกู้ และดอกเบี้ยตามสัญญาที่ทำไว้กับธนาคาร ขณะที่ก็ได้มีการสอบถามไปแล้ว จึงลงเอยด้วยการฟ้องร้องทางกฏฟหมายดังกล่าว
ถือเป็นการฟ้องเพื่อรักษาสิทธิตามกฎหมายของเจ้าหนี้
ในมุมของ SSI นั้นผู้บริหารชี้แจงว่า หนี้จำนวน 300 ล้านบาทดังกล่าว เป็นหนี้ที่ติดมากับธนาคารนครหลวงไทย แต่ยังไม่ได้มีการชำระเพราะบริษัทมีเงื่อนไขกับเจ้าหนี้รายอื่นๆ เรื่องการชำระคืนหนี้ เนื่องจากปัจจุบันสถานการณ์ธุรกิจเหล็กไม่ค่อยดีนัก บริษัทจึงมีการหารือและตกลงกับธนาคารเจ้าหนี้ ในการกำหนดตารางชำระหนี้ใหม่ โดยธนาคารรายอื่นๆ ยอมรับเงื่อนไขดังกล่าว มีเพียงธนาคารธนชาตรายเดียว ที่ไม่ยอมรับเงื่อนไขการชำระคืนหนี้ในการแปลงหนี้ระยะสั้นเป็นหนี้ระยะยาว
พร้อมกันนั้น ก็ยังยืนยันว่า ยินดีร่วมเจรจากับธนาคารธนชาต เพื่อหาทางออกเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยกัน
ท่าทีแข็งกร้าวธนาคารธนชาตในฐานะเจ้าหนี้โดยใช้แง่มุมของกฎหมาย และท่าทีใจดีสู้เสือของลูกหนี้อย่าง SSI เป็นความขัดแย้งจากมุมมองและจุดยืนของผลประโยชน์ที่ไม่ลงรอยกัน แต่ไม่ได้หมายความว่า จะเป็นการปะทะที่ไม่สามารถประนีประนอมยอมความไม่ได้แต่อย่างใด
โดยข้อเท็จจริง การก่อหนี้ของ SSI เป็นผลพวงของวิสัยทัศน์ที่เกิดจากยุทธศาสตร์ระยะยาวของ SSI ในการเข้าซื้อกิจการถลุงเหล็กในอังกฤษตอนเหนือผ่านบริษัทลูก SSI UK เมื่อปลายปี 2553 ซึ่งส่งผลให้สัดส่วนหนี้สินต่อส่วนผู้ถือหุ้นอยู่ที่ระดับ 3.1 เท่า
ผู้บริหารของ SSI ตัดสินใจทุ่มเงินเข้าซื้อสินทรัพย์โรงถลุงเหล็ก Teesside ในอังกฤษ เพื่อเชื่อมต่อการผลิตเหล็กแท่งแบน (สแล็บ) สำหรับเป็นวัตถุดิบให้กับการผลิตเหล็กแผ่นครบวงจรในอาเซียน ในวงเงินลงทุนเบื้องต้น 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยผ่านบริษัท SSI UK ซึ่งเป็นบริษัทลูก ซึ่งหากครบจะต้องใช้เงินประมาณ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
การลงทุนดังกล่าว นอกจากทำให้ SSI จำต้องเพิ่มทุนครั้งใหญ่ โดยการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุน 5,240 ล้านหุ้น เพื่อระดมทุนประมาณ 6 พันล้านบาท แล้วยังกู้เงินจากสถาบันการเงินอีก 200 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมกับการจัดหาเงินกู้ของบริษัท SSI UK ซึ่งSSI ถือหุ้น 100% อีก 650 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้ SSI UK มีเงินทุน 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพียงพอในการทำธุรกิจ เพื่อใช้ซื้อสินทรัพย์โรงงานถลุงเหล็ก Teesside เป็นเงินทุนหมุนเวียนและปรับปรุงการผลิตต่างๆ ภายใน 2 ปี
โครงการลงทุนจำนวนมากในอังกฤษถือเป็นการแก้ปัญหาทางยุทธศาสตร์ธุรกิจของบริษัทระยะยาว หลังจากที่โครงการเก่าของ SSI ในการสร้างโรงถลุงเหล็กในไทยถูกต่อต้านมายาวนานนับสิบปี ซึ่งการลงทุนในอังกฤษทำให้ความจำเป็นต้องลงทุนในไทยไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป และถูกยกเลิกการลงทุนโดยปริยาย
สถานการณ์ของ SSI จะถูกต้องและไร้ปัญหาอย่างยิ่ง ถ้าหากไม่บังเอิญเพราะว่า ความเลวร้ายของวิกฤตเศรษฐกิจในยุโรปไม่ยืดยาวต่อมาอีกนานเกินคาดหมาย ส่งผลให้ผลตแอนแทนการลงทุนต้องเลื่อนยาวออกไปจนคาดไม่ถึง ทำให้ความสามารถในการชำระหนี้เงินกู้กับเจ้าหนี้ลดลงไปอย่างเลี่ยงไม่พ้น
การลงทุนของ SSI ที่เคยถูกมองว่าเป็นนวัตกรรมทางธุรกิจครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งของบริษัทไทยในการรุกไปในต่างประเทศ ด้วยยุทธศาสตร์การซื้อสินทรัพย์เพื่อผลิตวัตถุดิบป้อนกิจการในเครือที่มีฐานในไทย กลายสภาพจากบริษัทท้องถิ่นไปสู่การเป็นบริษัทข้ามชาติ ในการจัดหาวัตถุดิบ (แร่เหล็ก) จากทั่วทุกมุมโลก โดยมีจุดแข็งอยู่ที่ตลาดในประเทศไทย จึงกลายเป็นภาระมากกว่าความรุ่งโรจน์
ที่ผ่านมา ผู้บริหารของ SSI ได้พยายามปลดภาระทางการเงินออกไปหลายวิธีการ โดยเน้นหนักไปที่กดการเจรจากับกลุ่มสถาบันการเงินเจ้าหนี้ เปลี่ยนสถานะวงเงินกู้จากเงินกู้ยืมเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน เป็นเงินกู้ยืมระยะยาวอายุ 3 ปี แบบทยอยชำระคืนเงินต้น เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจอุตสาหกรรม และการดำเนินธุรกิจในระยะยาว ก็เป็นเงื่อนไขที่ทำให้สภาพคล่องดีขึ้นอย่างชัดเจน เพราะธุรกิจเหล็กของโลกในปัจจุบันและอนาคตอันใกล้ยังเป็นขาลงต่อไปอีกพอสมควร
นอกากนั้น ยังมีเงื่อนไขอื่นๆ ในการลดสัดส่วนหนี้สินต่อทุนโดยซื้อคืนหุ้นกู้แปลงสภาพคงค้างของบริษัทจำนวนประมาณ 2,097 ล้านบาท และชำระคืนเงินกู้ยืมด้อยสิทธิพร้อมดอกเบี้ยจำนวนไม่เกิน 33 ล้านเหรียญสหรัฐ และการเพิ่มทุนโดยการออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพื่อระดมทุนจำนวนไม่เกิน 413 ล้านเหรียญสหรัฐ ก็เป็นการปรับทิศทางการเงินที่ช่วยให้สภาพคล่องกลับฟื้นคืนมาได้
รวมตลอดถึงเงื่อนไขการดำเนินการกับ SSI UK ที่ปรับเปลี่ยนไปจากการเป็นลูกหนี้/ผู้ผลิตวัตถุดิบล่วงหน้า ให้กลายเป็นบริษัทในเครือกระชับมากขึ้น ก็เห็นได้ชัดจากข้อตกลงที่จะเปลี่ยนค่าสินค้าเหล็กแท่งแบนล่วงหน้าที่บริษัทจ่ายให้แก่ SSI UK จำนวน 125 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นหุ้นสามัญเพิ่มทุนใน SSI UK เพื่อสร้างความแข็งแกร่งทางโครงสร้างเงินทุนของบริษัท
การดำเนินการทั้งหมดนี้ ไม่ได้ทำให้บริษัทกลับมาทำกำไรได้อย่างงดงามในทันที แต่ทำให้ความคล่องตัวทางการเงินเกิดขึ้นได้ในยามยากลำบาก หลังจากที่แผนธุรกิจจากการลงทุนขนาดใหญ่ในต่างประเทศผิดพลาดในด้านประเมินล่วงหน้า
นอกจากนั้น SSI ก็ยังตัดสินใจลดภาระและเยสละบางส่วนมากขึ้นอีก โดยตัดสินใจเพิ่มทุน 413 ล้านเหรียญสหรัฐ ให้กับผู้ถือหุ้นพันธมิตรใหม่และเซ็นสัญญา VANOMET AG ผู้ค้าเหล็กโลกรายใหญ่ ร่วมลงทุนวงเงินไม่เกิน 170 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนที่เหลือขายผู้ถือหุ้นเดิม และนักลงทุนเฉพาะเจาะจง ส่งผลหนี้สินต่อทุนลดเหลือ 1.6 เท่า จาก 3.1 เท่า ถือเป็นการตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยวของธุรกิจที่มีวัฏจักรขาขึ้นและลงยาวนานกว่าธุรกิจอื่นอย่างมาก
การยอมเจ็บปวดในระยะสั้น ทั้งขายหุ้นแบบ R/O และ P/P รวมทั้งยืดหนี้ยาวขึ้น เพื่อกลับมายืนหยัดในระยะยาวได้ ไม่ได้ทำให้การเจรจาเรื่องหนี้ที่ค้างชำระในจำนวนไม่มากนักกับธนาคารธนชาตที่เป็นเจ้าหนี้แก้ได้ตก
การตัดสินใจฟ้องให้ SSI ชำระหนี้ของธนาคารธนชาต จึงถือเป็นเส้นทางวิบากอีกครั้งที่ SSI ต้องเผชิญและก้าวข้ามไปให้ได้ แม้จะไม่ใหญ่โตมากนัก แต่ก็ส่งผลเสียหายต่อภาพลักษณ์ของบริษัทพอสมควรทีเดียว
แม้ว่าโอกาสจะยังคงเปิดสำหรับการเจรจาต่อรองต่อไปก็ตาม
ถือเป็นบทเรียนสำหรับธุรกิจที่มีความสำคัญอีกกรณีหนึ่ง ทั้งเจ้าหนี้ และลูกหนี้
ที่ 1:58
ส่งอีเมลข้อมูลนี้
BlogThis!
แบ่งปันไปที่ Twitter
แบ่งปันไปที่ Facebook

ป้ายกำกับ: SSI

Advertisements