การเงิน – การลงทุน : ถนนนักลงทุน
วันที่ 3 ธันวาคม 2555 01:00
ทางของ..ลูกเป็ดขี้เหร่ ‘ไออาร์พีซี’

สัดส่วนรายได้จากธุรกิจปิโตรเลียมที่สูง ราคาน้ำมันที่ผันผวน ทำให้ ‘ไออาร์พีซี’ กลายเป็นบริษัทในเครือปตท.ที่มีงบการเงิน ‘ขี้เหร่’ ที่สุด

แม้ผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 3 ปี 2555 จะตีตื้นเป็นบวกค่อนข้างแรง แต่ยังหักลบผลขาดทุนงวด 9 เดือนไม่หมด โดยบริษัทมีผลขาดทุน 974 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2554 ที่มีกำไรสุทธิ 5,463 ล้านบาท หลังกำไรขั้นต้น (Market GIM) ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 5.56 เหรียญต่อบาร์เรล จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ 9.71 เหรียญต่อบาร์เรล ปฏิเสธไม่ได้ว่าสัดส่วนรายได้จากธุรกิจปิโตรเลียมที่สูงถึง 70% ต่อปี ทำให้ บมจ.ไออาร์พีซี กลายเป็นบริษัทในเครือปตท.ที่มีงบการเงินในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา “ขี้เหร่ที่สุด”

นับตั้งแต่ “ต้น” อธิคม เติบศิริ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ไออาร์พีซี แตะมือรับช่วงบริหารต่อจาก ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร โดยเขาเข้ามารับตำแหน่ง “เบอร์ 1 ไออาร์พีซี” เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2554 ผ่านมาแล้วกว่า 1 ปี ยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงภายในบริษัทมากนัก หนึ่งในกลยุทธ์ที่อธิคม นำเสนอบอร์ดก็คือ การนำที่ดินเปล่ากว่า 10,000 ไร่ มาสร้างให้เกิดประโยชน์สูงสุด “กำจัดจุดอ่อน” ผลการดำเนินงานที่ “ผันผวน” ตามทิศทางราคาน้ำมัน และมุ่งสร้างความเติบโตที่สม่ำเสมอมากขึ้น

แม่ทัพใหญ่ ไออาร์พีซี กล่าวกับกรุงเทพธุรกิจ BizWeek ว่า ตนเองเป็นลูกหม้อเครือปตท.มากว่า 20 ปี แต่เข้ามาทำงานในไออาร์พีซีได้ 3 ปี ก่อนจะมารับตำแหน่ง “เอ็มดี” ตลอดเวลาเห็น “จุดอ่อน” ของบริษัทนี้มาตลอด โดยเฉพาะการมีสินทรัพย์ “มหาศาล” แต่ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ เปรียบเสมือน “คนอ้วนที่มีไขมันเยอะ” ทำให้ไม่สามารถทำงานได้เต็มกำลัง การที่เรามี “โครงการฟีนิกซ์” ขึ้นมาจะทำให้บริษัทสามารถใช้สินทรัพย์ได้อย่างเต็มที่
โครงการฟีนิกซ์ เป็นโครงการลงทุน 5 ปี (2553-2557) ใช้งบลงทุนรวม 1.3 พันล้านดอลลาร์ หรือ 3.9 หมื่นล้านบาท มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรลุวิสัยทัศน์การเป็นผู้นำทางด้านธุรกิจปิโตรเคมีครบวงจรชั้นนำของเอเชีย ภายในปี 2557 แต่ถึงวันนี้ 3 ปีแล้วก็ยังไม่เห็นผลลัพธ์ที่น่าพอใจ

“ผมคิดว่าเราเดินมาถูกทาง แต่ต้องใช้เวลาอีก 1-2 ปี หากช่วงนี้มีพายุเข้ามาเราจะเป็นไข้หวัดง่ายกว่าคนอื่นที่อยู่ในกลุ่มปตท. เพราะเราไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนเขา (PTT, PTTEP, PTTGC, TOP, BCP) ที่ปรับโครงสร้างการผลิต หรือครบรวมกิจการกันหมดแล้ว ในเมื่อเขาปิดจุดอ่อนกันหมดแล้ว ต่อให้เศรษฐกิจไม่ดีเขาก็ยังสามารถโชว์กำไรได้ ไม่เหมือนเราที่ยังต้องเหนื่อยต่อไป” แม่ทัพใหญ่ IRPC ระบายความในใจ

อธิคม บอกกับทีมงานเสมอว่าไออาร์พีซี เปรียบเหมือน “ผู้หญิงตั้งครรภ์” ลูกก็ยังเล็กไม่สามารถหาประโยชน์ได้ เราเองก็ไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ แถมโลกเกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นอีก แต่นักลงทุนไม่ต้องกังวลเรื่องฐานะการเงินของบริษัท วันนี้ถือว่าแข็งแกร่งขึ้นมากแต่ก็ยังมีปัญหามากมายให้ต้องแก้ไข คิดว่าถ้าลงทุนเพิ่มเติมอีกนิดหน่อยรับรองไปได้อีกยาว..เราเหมือนน้ำครึ่งแก้วยังสามารถเติมน้ำได้อีก

เขาบอกว่า ตั้งแต่มานั่งตำแหน่งเอ็มดี ให้คะแนนการทำงานของตัวเอง 60% เท่ากับระดับ “พอใช้ได้” ตัวเองมีความมุ่งมั่น แต่ผลยังไม่ปรากฎชัดเจน เพราะการแก้ไขปัญหาต้องใช้เวลา อีกอย่างได้รับโจทย์ยากมากๆ จากบอร์ด (หัวเราะ) ถามว่าต้องได้คะแนนเท่าไรจึงจะบรรลุเป้าหมาย สำหรับตัวเอง 80% ถือว่าดีที่สุด

ผู้บริหารเบอร์หนึ่ง ไออาร์พีซี เปิดเผยแผนธุรกิจ 5 ปี (2556-2560) จากนี้ว่า ภายใต้โครงการฟีนิกซ์จะทำให้ยอดขายของบริษัทเติบโตเฉลี่ย 7% ต่อปี ถ้าสิ้นปี 2555 มียอดขายตามเป้าหมาย 250,000- 270,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปีข้างหน้า เราจะพูดกันที่ตัวเลขกว่า 320,000 ล้านบาท ขณะที่ความสามารถในการทำกำไร (EBITDA) อาจขยายตัวเฉลี่ยมากกว่า 17% เท่ากับว่าภายใน 5 ปีข้างหน้า เราต้องมี EBITDA เพิ่มขึ้นมากกว่า “เท่าตัว” เมื่อเทียบกับปัจจุบัน โดยประมาณ 90% มาจากธุรกิจปิโตรเคมี

เขาบอกว่า โครงฟีนิกซ์ไม่ได้เน้นเชิงปริมาณ แต่จะเน้นเชิงคุณภาพมากกว่า โดยจะนำผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่สร้างแวลูได้เต็มที่มาอัพเกรดหรือปรับปรุงคุณภาพ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีตรงกับความต้องการของตลาด และยังสามารถต่อยอดธุรกิจได้อีกมากมายนับไม่ถ้วน

ปัจจุบันธุรกิจปิโตรเลียม (โรงกลั่นน้ำมัน) มีกำลังการผลิต 180,000 บาร์เรลต่อวัน จากกำลังการผลิตทั้งหมด 215,000 ต่อวัน จะสามารถสร้างยอดขายได้สูงที่สุด (มากกว่า 70% ของรายได้รวม) บริษัทคงไม่มุ่งเน้นขยายกำลังการผลิต เพราะไม่ใช่ธุรกิจที่สร้างผลกำไร แถมราคาน้ำมันยังผันผวน ปีหน้า (2556) ราคาน้ำมันน่าจะวิ่งอยู่ระดับ 105-110 เหรียญต่อบาร์เรล ถ้าบริษัทลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตมันไม่คุ้มค่าการลงทุน สู้หันไปอัพเกรดผลิตภัณฑ์ที่จะได้จากโรงกลั่นน้ำมันจะดีกว่า

ล่าสุด ไออาร์พีซีไปทำโครงการ Upstream Project for Hygiene and Value Added Products (UHV) ส่งผลให้มีโพรพิลีนมากขึ้นอีก 320,000 -340,000 ตันต่อปี คาดว่าจะเสร็จต้นปี 2558 ทุกคนจะเห็นความเปลี่ยนแปลงในแง่ของผลประกอบการ ถามว่ากำไรไม่ดีแล้วทำไมไม่ลดสัดส่วนการขาย เราต้องทำเพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาด (มาร์เก็ตแชร์ธุรกิจโรงกลั่นประมาณ 18% ของทั้งประเทศ) ธุรกิจปิโตรเคมี จากนี้จะกลายเป็นธุรกิจที่ทำกำไรได้เป็นอย่างดี เพราะยังมีผลิตภัณฑ์อีกมากมายที่บริษัทยังไม่ได้ทำ หลายบริษัทในกลุ่มปตท.ก็เป็นแบบนี้

สำหรับธุรกิจบริหารจัดการทรัพย์สิน เช่น ธุรกิจท่าเรือ นิคมอุตสาหกรรม ธุรกิจไฟฟ้า เป็นต้น แม้สัดส่วนยอดขายจะยังไม่มากมาย แต่ธุรกิจนี้จะก่อให้เกิดความมั่นคงในแง่ของกำไรอย่างมาก เขาบอกว่า หากบริหารจัดการดีๆ โอกาสที่จะมีอัตรากำไรสุทธิเฉลี่ย 15-20% มีสูงมาก ยกให้สายธุรกิจนี้เป็น ”พระเอก” ยังได้! เพราะทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็นของเก่าไม่ได้เพิ่งไปซื้อมา

“ตอนนี้เรามีที่ดินเปล่าประมาณ 15,000 ไร่ กระจายอยู่แถว อ.บ้านค่าย จ.ระยอง จ.สงขลา 2,500 ไร่ อ.วังจันทร์ 3,000 ไร่ แต่เราใช้ประโยชน์เพียง 4,000 ไร่ ส่วนที่เหลืออีก 10,000 ไร่ คงทยอยใช้ประโยชน์ เพราะทุกอย่างต้องใช้เวลา อีกอย่างคิดจะทำโครงการอะไรสักอย่างประชาชนต้องยอมรับไม่เช่นนั้นเราไม่ทำ”

ล่าสุดการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เห็นชอบให้บริษัทจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมบ้านค่ายแล้ว ซึ่งเป็นนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศน์ สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมชิ้นส่วน อุตสาหกรรมการเกษตร พลังงานทดแทน โรงไฟฟ้าชีวะมวล ฯลฯ บนเนื้อที่ 2,200 ไร่ มูลค่า 1,200 ล้านบาท เบื้องต้นจะแบ่งขายเฟสแรก 400-500 ไร่ ราคาขายอาจมากกว่า 5 ล้านบาทต่อไร่ ซึ่งเป็นราคาตลาดในปัจจุบัน ฉะนั้นไตรมาสแรกของปี 2556 ไออาร์พีซี จะมีรายได้ในส่วนนี้เข้ามาทันที ปัจจุบันได้ทำข้อตกลงขายที่ดินในพื้นที่เขตอุตสาหกรรมเชิงเนิน จังหวัดระยอง 200 ไร่ ให้กับผู้ประกอบการต่างชาติแล้ว

อธิคม ทิ้งท้ายว่า แผนลงทุนภายใน 5 ปีข้างหน้า ภายใต้โครงการฟีนิกซ์อาจลงทุนเพิ่มอีก 30,000 ล้านบาท ส่วนโครงการอื่นๆ จะใช้เงินอีก 20,000 ล้านบาท เช่น โครงการโรงไฟฟ้า SPP จำนวน 2 ยูนิต จังหวัดระยอง ซึ่งกฟผ.จะรับซื้อไฟฟ้าในปี 2560 แต่โรงไฟฟ้าจะสร้างเสร็จในปี 2558 ถ้าเปิดประมูลอีก บริษัทก็พร้อมเข้าไปประมูล

“ผมอยากฝากบอกนักลงทุนว่า ใครที่กลัวเจ้าของเก่า (ประชัย เลี่ยวไพรัตน์) จะมายึดบริษัทคืน ผมคิดว่าไม่มีเรื่องที่ต้องกังวลแล้ว เพราะเราบริหารอย่างมืออาชีพ ไม่ว่าใครจะไปใครจะมา ผมก็จะบริหารแบบนี้ ทุกวันนี้พนักงานมีกำลังใจที่ดี ฉะนั้นนักลงทุนใจต้องแข็งๆ หน่อย อีกไม่นานเราจะสวย ไม่เชื่อรอดู” แม่ทัพใหญ่ไออาร์พีซี กล่าวอย่างมั่นใจ

Advertisements