หลังตระกูลมหากิจศิริ ทุ่มทุนกว่า 2,000 ล้านบาท ยึดกุมหุ้นใหญ่ และยึดเก้าอี้กรรมการบริษัท 5 ตัวในทีทีเอ มีหรือที่ “เสี่ยประยุทธ” จะอยู่เฉย!!

เส้นทางธุรกิจของ บมจ.โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ (ทีทีเอ) หลายปีที่ผ่านมาต้องโต้คลื่นฝ่ามรสุม “ขาลง” มาโดยตลอด ขณะเดียวกันบริษัทแห่งนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นใหญ่ และผู้บริหารมาแล้วหลายครั้ง ล่าสุดกิจการตกอยู่ในมือ “ตระกูลมหากิจศิริ” ที่ส่งทายาท “กึ้ง” เฉลิมชัย มหากิจศิริ และ “ณา” อุษณา มหากิจศิริ ลูกสะใภ้ “กร ทัพพะรังสี” เข้ามาร่วมกำหนดทิศทางบริษัทโดยมี “เสี่ยเนสกาแฟ” ประยุทธ มหากิจศิริ เป็นขุมกำลังหลักอยู่เบื้องหลัง

ขณะเดียวกันก็เชิญ ประเสริฐ บุญสัมพันธ์ มาเป็น “ประธานกรรมการบริษัท” พร้อมส่งกรรมการเข้ามาอีกหลายคน โดยผลักดัน “กึ้ง” เฉลิมชัย ขึ้นรักษาการกรรมการผู้จัดการ บมจ.ยูนิค ไมนิ่ง เซอร์วิสเซส (UMS) ควบตำแหน่งรักษาการกรรมการผู้จัดการ บมจ.เมอร์เมด มาริไทม์ หนึ่งในเส้นเลือดหลักของทีทีเอ เท่ากับกุมอำนาจการบริหารได้เกือบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดก็ว่าได้

จากประวัติที่ผ่านมาครอบครัวมหากิจศิริ มีการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์มาโดยตลอดทั้งส่วนบุคคล และในนามบริษัท โดยเป็นเจ้าของ บมจ.ไทยฟิล์มอินดัสตรี่ (TFI) และ บมจ.ไทยน๊อคซ์ สเตนเลส (INOX) ภายหลังขายหุ้น INOX ใหักับกลุ่ม POSCO จากเกาหลีใต้ เมื่อปี 2554 ได้เงินสดออกไปกว่า “หมื่นล้านบาท” และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น บมจ.โพสโค-ไทยน๊อคซ์ แต่นักลงทุนจำนวนไม่น้อยกลับมีประสบการณ์ “ที่ไม่ดี” กับหุ้นทั้งสองบริษัทนี้ ขณะเดียวกัน “กึ้ง” และ “ณา” ก็เป็นนักลงทุนรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ ปัจจุบันพบถือหุ้น BROOK, TFI, TTA, SUSCO, GOLD, GSTEEL, GJS, BTS และ JUTHA เป็นต้น

ทีทีเอในมือ “หม่อมไอซ์” ม.ล.จันทรจุฑา จันทรทัต กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แม้หลายคนจะ “เชื่อมือ” แต่ยังรู้สึกแคลงใจผู้ถือหุ้นใหญ่ “กลุ่มมหากิจศิริ” ที่กำลังเดินแผนสร้าง Wealth กับหุ้นตัวนี้อยู่ ล่าสุดทีทีเออยู่ระหว่างการเพิ่มทุนก้อนใหญ่มูลค่า 9,900 ล้านบาท จำนวน 708 ล้านหุ้น อัตราส่วน 1 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่ ราคาเสนอขายหุ้นละ 14 บาท เป็นหนึ่งในแผนธุรกิจที่กลุ่มมหากิจศิริ ต่อจิ๊กซอว์เอาไว้

“หม่อมไอซ์” ม.ล.จันทรจุฑา จันทรทัต เปิดเผยกับ กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ว่า ปกติบริษัทจะนัดประชุมวางแผนธุรกิจ 3 ปี (2556-2558) ทุกเดือนมิถุนายน ครั้งนี้ผู้ถือหุ้นใหญ่ก็เข้ามาช่วยวางยุทธศาสตร์ด้วย ทุกอย่างผ่านพ้นไปได้ด้วยดี บริษัทสามารถปรึกษาหารือกันได้อย่างตรงไปตรงมา ใช้เวลาเพียง 2 เดือน ก็สามารถสรุปแผนธุรกิจได้

เขาเล่าว่า ผู้ถือหุ้นรายใหม่ได้เชิญ ประเสริฐ บุญสัมพันธ์ อดีตซีอีโอ ปตท. มานั่งเป็นประธานบริษัทถือเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะท่านมีประสบการณ์ในองค์กรใหญ่ ผู้ถือหุ้นใหญ่และคณะกรรมการทุกคนปักธงว่า อยากเห็นบริษัทมีกำไรสุทธิขยายตัวสม่ำเสมอ หากเพิ่มทุนสำเร็จบริษัทจะมีกำไรสุทธิเพิ่มมากกว่า 1 เท่าตัว ถ้าไม่สำเร็จกำไรจะวิ่งแถว 300-400 ล้านบาทต่อปี

“ผู้ถือหุ้นใหญ่อยากเห็น 3 หน่วยธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจขนส่ง ธุรกิจพลังงาน และธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน มีความแข็งแกร่ง และสามารถต่อยอดธุรกิจได้ นี่จึงเป็นที่มาของการเพิ่มทุน ที่ผ่านมาเราได้รับกระแสไม่ค่อยดีเกี่ยวกับเรื่องเพิ่มทุน ผมก็หนักใจ แต่ก็เข้าใจหัวอกผู้ถือหุ้นรายย่อย แต่อยากจะบอกว่าธุรกิจเราเริ่มดีขึ้น แผนธุรกิจทั้งหมดไม่ได้พูดขึ้นมาเองลอยๆ ทุกอย่างมีเหตุผล มีข้อมูลสนับสนุน เงินเพิ่มทุนก็นำไปขยายธุรกิจไม่ได้นำไปใช้หนี้”

หม่อมไอซ์ ฉายภาพให้ฟังว่า สาเหตุที่ต้องเพิ่มทุนเพราะช่วงนี้เป็นจังหวะดีที่จะลงทุนซื้อสินทรัพย์ใหม่ ไม่ได้มีกำไรแค่เด้งเดียว แต่จะมากถึง “สี่เด้ง” ซึ่งรายได้และกำไรของบริษัทจะเติบโตอย่างเห็นได้ชัดในปี 2556 เป็นต้นไป ปี 2555 ขาดทุนกว่า 4,619 ล้านบาท แต่ปีหน้าจะพลิกเป็น “กำไรสุทธิ” และการันตีตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นไปกำไรจะ “ทะยาน” ในแง่ของรายได้อาจเติบโตมากกว่า 20%

“กำไรเด้งแรก” จะเกิดจากธุรกิจขนส่ง วันนี้เริ่มส่งสัญญาณแล้วว่าจะกลับมา “สดใส” อีกครั้ง พยากรณ์ว่าภายในปี 2557-2558 ดัชนีค่าระวางเรือจะกลับมายืนภาวะปกติ 2,000-3,000 จุด จากสิ้นปี 2555 ที่จะยืนระดับ 1,000 จุด อธิบายง่ายๆ อุปสงค์ยังคงเพิ่มขึ้นทุกปีเฉลี่ย 6-7% แต่ในแง่ของอุปทาน โดยเฉพาะการขยายกองเรือ เริ่มลดลงตั้งแต่ปี 2557 เฉลี่ยน่าจะอยู่ระดับ 2.5% และ 2% ในปี 2558 เมื่อเทียบกับปี 2555 ที่อยู่ระดับ 6.5%

“กำไรเด้งที่สอง” ในช่วง 6-12 เดือนข้างหน้า ราคาเรือบรรทุกสินค้าแห้งเทกองในตลาดมือสองอายุ 5 จะมีราคาต่ำเพียง 19-20 ล้านเหรียญต่อลำ เมื่อเทียบกับ 2 ปีก่อนที่มีราคาสูงถึง 33 ล้านเหรียญต่อลำ และเทียบกับ 4 ปีก่อนที่มีราคาสูงถึง 76 ล้านเหรียญต่อลำ หากบริษัทซื้อเรือในราคา 30 ล้านเหรียญจะมี จุดคุ้มทุนจะอยู่ที่ 11,644 เหรียญต่อวัน แต่ถ้าซื้อที่ราคา 20 ล้านเหรียญ จุดคุ้มทุนจะลดเหลือ 9,452 เหรียญต่อวัน ซึ่งแตกต่างกันถึง 19% แถมดอกเบี้ยและค่าเสื่อมก็น้อยกว่า เท่ากับว่าเรือลำนี้จะ “โชว์กำไร” ทันที

“ตอนนี้ต้องรีบหาเงินมาซื้อเรือทั้งแบบสั่งใหม่และมือสองอายุไม่เกิน 8 ปี ประมาณ 15 ลำ จากปลายปี 2555 ที่บริษัทมีเรือ 16 ลำ เท่ากับว่าภายในปี 2558 เราจะมีเรือประมาณ 24-30 ลำ สัดส่วนระหว่างเรือใหม่และเก่าจะเป็นเท่าไร ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ราคาในช่วงนั้น ตอนนี้ราคาเรือใหม่อยู่ที่ 24-26 ล้านเหรียญต่อลำ”

“กำไรเด้งที่สาม” ธุรกิจพลังงาน นำโดย บมจ.เมอร์เมด มาริไทม์ เขาเป็นเจ้าของเรือบริการนอกชายฝั่ง 8 ลำ และเรือขุดเจาะ 2 ลำ ช่วงนี้กำลังอยู่ในช่วง “ขาขึ้น” ล่าสุดบริษัทร่วมทุนของเมอร์เมด เพิ่งได้รับสัญญาจ้างงานสำหรับการให้บริการนอกชายฝั่งในการตรวจสอบ ซ่อมแซม และบำรุง อายุสัญญา 5 ปี มูลค่า 530 ล้านเหรียญ หรือกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท โดยเมอร์เมดจะได้รับส่วนแบ่ง 60-70% ตลอด 5 ปี ปัจจุบันทีทีเอ ถือหุ้นเมอร์เมด 57.14%

นอกจากนั้น บริษัท เอเชีย ออฟชอร์ ดริลลิ่ง (AOD) ซึ่งเมอร์เมดถือหุ้น 33.75% สามารถหาสัญญาจ้างงานให้กับเรือขุดเจาะ อายุสัญญา 3 ปี มูลค่า 236.5 ล้านเหรียญ หรือกว่า 7,000 ล้านบาท ซึ่งจะได้ค่าเช่าต่อวัน 187,000 เหรียญต่อวัน สัญญานี้ถือว่าสูงสุดในรอบนี้ ตอนแรกเราทำราคาภายในแค่ 150,000 เหรียญต่อวันเอง ถือว่าเซอร์ไพรส์เหมือนกัน

ขณะเดียวกันบริษัทยังได้อีก 1 สัญญา มูลค่าน้อยหน่อยเกือบ 800 ล้านบาท เป็นสัญญาให้บริการนอกชายฝั่งลูกค้าในประเทศกาตาร์ อายุ 5 ปี ลูกค้ารายนี้ทำงานเพียง 60-100 วัน ซึ่งเราจะมีรายได้ขั้นต่ำ 25 ล้านเหรียญสหรัฐ ตลอดระยะเวลา 5 ปี แต่ถ้าเขาทำงานมากขึ้น บริษัทก็จะมีรายได้มากขึ้น ช่วงนี้อัตราการใช้ประโยชน์เรือขุดเจาะทุกประเภทสูงถึง 92-99%

“ผมบินไปกลับตะวันออกกลางหลายรอบมาก ถามเลขาดูสิ! ใช้เวลาคุยกับลูกค้าในแถบตะวันออกกลางเพียง 5 สัปดาห์ ก็ปิดดีลสำเร็จ (ยิ้ม) เราคุยกับลูกค้ามานานหลายปีแล้ว ในเมื่อธุรกิจอยู่ในช่วงขาขึ้น เราก็ต้องสร้างเรือใหม่ แม้ราคาจะสูงถึง 120-140 ล้านเหรียญต่อลำ เพราะเรือท้องแบน 2 ลำ อายุเยอะมากแล้ว ลำหนึ่งอายุ 31 ปี อีกลำอายุ 34 ปี ตอนนี้ผู้บริหารของเมอร์เมด กำลังดูอยู่ว่าจะสั่งซื้อหรือมีทางอื่นที่ดีกว่า”

“กำไรเด้งสุดท้าย” ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน นำทีมโดยบริษัท บาคองโค ซึ่งทำธุรกิจโลจิสติกส์ที่เวียดนาม เป็นบริษัทที่ดีมาก ปี 2555 เพิ่งขยายโกดังเพิ่มใช้เม็ดเงินลงทุนแค่ 3.5 ล้านเหรียญ คิดเป็น 1 ใน 6 ของเรือ 1 ลำ และ 1 ใน 40 ของเรือขุดเจาะ (หัวเราะ) เรียกว่าลงทุนน้อยมาก ปกติ “บาคองโค” มีกำไรเฉลี่ย 7 ล้านเหรียญ ฉะนั้นเขาสามารถนำเงินสดมาลงทุนได้ แทบไม่ต้องการอะไรจากเรา (ทีทีเอ) เลย เขาดูแลตัวเองได้

ส่วน ยูนิค ไมนิ่ง เซอร์วิสเซส (UMS) หากดูจากสินทรัพย์ต่างๆ เขาพร้อมเดินเครื่อง 30 ล้านตันต่อไปได้สบายๆ แต่ปัญหาคือ เรื่องสิ่งแวดล้อมที่โรงงานสมุทรสาคร ตราบใดยังไม่จบก็คงวิ่งได้เพียงโรงงานอยุธยาแห่งเดียว ตอนนี้กำลังคุยกับแกนนำที่เขาต่อต้าน เจรจากันมาสักระยะแล้ว เราอยากอยู่ร่วมกันกับเขาให้ได้ ปกติบริษัทนำเข้าถ่านหิน 1.2 ล้านตันต่อปี

หม่อมไอซ์ ทิ้งท้ายว่า หากคำพยากรณ์เป็นจริง สัดส่วนรายได้จะเปลี่ยนแปลงไปเป็นธุรกิจขนส่ง 40% ธุรกิจพลังงาน 40% และธุรกิจโครงสร้างขั้นพื้นฐาน 20%

“ผมอยากให้แฟนพันธุ์แท้หุ้น TTA อดทนหน่อย รับรองตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นไป เราจะ “วิ่ง” ไปเจอกันที่จุดสูงสุด แต่อนาคตจะมีกำไร 8,000 ล้านบาท ตามที่ผู้ถือหุ้นใหญ่อยากเห็น (เคยพูดไว้) หรือไม่! ทำงานแค่นี้คงไม่ได้ ต้องทำมากกว่านี้อีก” บิซวีคถามต่อว่า ที่ผ่านมา (มีแต่ข่าวไม่ดี) เหนื่อยบ้างมั้ย!!! “ไม่เหนื่อยครับ..ผมชินแล้ว” หม่อมไอซ์ ตอบ

มหากาพย์ ‘ทีทีเอ’จาก ‘ไทเก้น’ สู่มือ ‘เสี่ยเนสกาแฟ’ ประวัติของบริษัทเดินเรือยักษ์ใหญ่ บมจ.โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ (TTA) ไม่ต่างไปจากมหากาพย์ ที่คลุกเคล้าไปด้วยผลประโยชน์และการหักเหลี่ยมแย่งชิงกันทางธุรกิจ ประหนึ่งความไม่แน่นอนของมหาสมุทรที่มีภัยธรรมชาติและโจรสลัดเป็นเพื่อนร่วมทาง

ทีทีเอก่อตั้งเมื่อปี 2526 โดย “กลุ่มไทเก้น” นักเดินเรือชาวนอร์เวย์ เข้าตลาดหลักทรัพย์เมื่อปี 2538 ในยุคแรกๆนั้นมี “แต้อี่เล้า” เสฐียร เตชะไพบูลย์ หรือ ชิกเสี่ย เป็นกรรมการและร่วมถือหุ้น โดยมี อาร์เน่ ไทเก้น กับบุตรชาย 2 คนคือ โฟรเด้ ไทเก้น และ โอเลย์ ไทเก้น กุมอำนาจการบริหาร และมี ม.ร.ว.จันทรแรมศิริโชค จันทรทัต อดีตผู้อำนวยการธนาคารออมสิน นั่งเป็นประธานกรรมการมาตั้งแต่ปี 2537 (ปัจจุบันเสียชีวิต)

วัฎจักรธุรกิจเดินเรือลุ่มๆดอนๆ มานานนับสิบปีจนกระทั่งปี 2546 ธุรกิจนี้กลับมา “รุ่งเรือง” ได้ทีตระกูลไทเก้นเห็นโอกาส “ถอนสมอ” ก็เริ่มขายหุ้น TTA ได้เงินไปร่วม 2,000 ล้านบาท และเดินหน้าขายหุ้นออกตลอดปี 2537 ได้เงินไปอีกกว่า 3,000 ล้านบาท รวมๆแล้วกลุ่มไทเก้นขายหุ้น TTA เอาเงินออกไป 5,000-6,000 ล้านบาท จาก “ผู้ถือหุ้นใหญ่” กลายเป็นผู้ถือหุ้น “รายย่อย” แล้วเอาเงินไปเก็งกำไรหุ้น RAIMON, GRAND, MALEE และ TIPCO อย่างสนุกมือ

พอเข้าปี 2548 อาร์เน่ ไทเก้น ผู้ก่อตั้งบริษัทในวัย 68 ปี จึงขอลาออกจากตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ เช่นเดียวกับ โฟรเด้ ไทเก้น และ โอเลย์ ไทเก้น ซึ่งขอลดบทบาทตัวเอง ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2548 ม.ร.ว.จันทรแรมศิริโชค ก็ไปดึงบุตรชาย “หม่อมไอซ์” ม.ล.จันทรจุฑา จันทรทัต วัย 39 ปี ดีกรีปริญญาโท MBA มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์คลีย์ อดีตผู้บริหารกลุ่มบริษัท มอร์แกน สแตนเลย์ (สิงคโปร์) เข้ามาเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่

เส้นทางของหม่อมไอซ์ในทีทีเอช่วงที่พ่อยังมีชีวิตอยู่แม้จะผ่านอุปสรรคเรื่องวัฎจักรธุรกิจเดินเรือขึ้นๆลงๆ ก็ไม่มีปัญหาจนกระทั่งม.ร.ว.จันทรแรมศิริโชค เสียชีวิตและหุ้น TTA ไม่มี “เจ้ามือ” ดูแล ช่วงเดือนพฤษภาคม 2554 บี เตชะอุบล บุตรชายคนโต “เสี่ยไมค์” สดาวุธ เตชะอุบล ประธานกรรมการบริหาร บล.คันทรี่ กรุ๊ป เปิดเกมร่วมกับ วิจิตร สุพินิจ อดีตประธานกรรมการ ก.ล.ต. และ วีระ มานะคงตรีชีพ อดีตผู้บริหารบงล.ซิทก้า 1 ใน 56 ไฟแนนซ์ที่ถูกแบงก์ชาติสั่งปิดกิจการไปขอพบหม่อมไอซ์ เพื่อแจ้งให้ทราบว่าได้มีกลุ่มนักลงทุนรวบรวมหุ้น TTA ได้แล้ว 30% ขอเปลี่ยนตัว อัศวิน คงสิริ ประธานกรรมการทีทีเอ และอยากให้บริษัทเปลี่ยนเป็นบริษัทเพื่อการลงทุน (Investment Company) คล้ายกับ Berkshire Hathaway ของ วอร์เรน บัฟเฟตต์

“จุดอ่อน” ของทีทีเอที่ทำให้ “หม่อมไอซ์” เสียภูมิคุ้มกัน เพราะวัฎจักรธุรกิจเดินเรืออยู่ในช่วง “ขาลง” ขณะที่เงินลงทุนในธุรกิจใหม่ยังไม่ให้ผลตอบแทนที่ดี ระหว่างที่ บี เตชะอุบล “ล่าถอย” ด้วยกระแสสังคมกดดัน ได้มีตาอยู่ “เสี่ยเนสกาแฟ” ประยุทธ มหากิจศิริ ที่ขายหุ้น “ไทยน๊อคซ์” ให้ “โพสโค” จากเกาหลีใต้ กำเงินสดๆ 10,278 ล้านบาท (4,671.96 ล้านหุ้นๆ ละ 2.20 บาท) เอาเงินสดกว่า 2,000 ล้านบาท ไปไล่เก็บหุ้น TTA ในตลาดหลักทรัพย์
หลังตระกูลมหากิจศิริ ทุ่มทุนกว่า 2,000 ล้านบาท ยึดกุมหุ้นใหญ่ และยึดเก้าอี้กรรมการบริษัท 5 ตัวในทีทีเอ มีหรือที่ “เสี่ยประยุทธ” จะอยู่เฉย!!!

Advertisements