RPC-SAMCO แค่แวะชมดอกไม้ริมทาง
12 ธันวาคม 2555

แล้วในที่สุด ปฏิบัติการ ”กระดองเต่าไล่ล่าหาตัว” ของบริษัท ระยองเพียวริฟายเออร์ จำกัด (มหาชน) หรือ RPC ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ก็ได้บทสรุปเบื้องต้น เมื่อผู้บริหารของบริษัทได้ตัดสินใจเข้าซื้อหุ้น 22% และจะซื้อหุ้นเพิ่มทุนอีกเล็กน้อยใน บริษัท สัมมากร จำกัด (มหาชน) หรือ SAMCO การเข้าถือหุ้นดังกล่าว มีคำอธิบายว่า เป็นการต่อยอดจากของเดิม หลังจากก่อนหน้านี้ RPC ได้ร่วมลงทุนกับ SAMCO จัดตั้งบริษัท เพียว สัมมากรดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (PSDC) เพื่อพัฒนาพื้นที่ศูนย์การค้าประชาคม และสถานีบริการน้ำมัน บริเวณพื้นที่โครงการอสังหาริมทรัพย์ของสัมมากรหลายแห่ง รายละเอียดที่ RPC แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯนั้น ระบุถึงการทำรายการได้มาซึ่งสินทรัพย์ของบริษัทในครั้งนี้สามารถแบ่งได้เป็น 2 ส่วน กล่าวคือ 1.การซื้อหุ้นสามัญของ SAMCO จากผู้ถือหุ้นใหญ่จำนวน 99 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 2.60 บาท คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 257.40 ล้านบาท ทั้งนี้ บริษัทได้ทำรายการซื้อขายหุ้นของ SAMCO จากผู้ถือหุ้นใหญ่ไปแล้วในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2555 โดยเป็นการซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์ 2.การซื้อหุ้นเพิ่มทุนตามสัดส่วนการถือหุ้นใน SAMCO ในอัตราส่วน 3 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่ เป็นจำนวนทั้งสิ้น 33 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 2.20 บาท คิดเป็นมูลค่า 72.60 ล้านบาท ทั้งนี้ บริษัทจะสามารถเข้าซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนดังกล่าวได้ก็ต่อเมื่อที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของ SAMCOครั้งที่ 1/2555 ซึ่งจะจัดให้มีขึ้นในวันที่ 13 ธันวาคม 2555 มีมติอนุมัติการเพิ่มทุนดังกล่าวแล้ว เงื่อนไขเพิ่มเติมระบุอีกว่า สัดส่วนการถือหุ้นของ RPC หลังได้มาร้อยละ 22.54 ในกรณีที่ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของ SAMCO มีมติไม่อนุมัติการเพิ่มทุน และไม่ต่ำกว่าร้อยละ 20.68 ในกรณีที่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นของ SAMCO มีมติอนุมัติการเพิ่มทุนจำนวน 200 ล้านหุ้น และ SAMCO สามารถจำหน่ายหุ้นเพิ่มทุนดังกล่าวได้ทั้งหมด การปรับธุรกิจใหม่จากที่เคยทำธุรกิจด้านพลังงาน มาสู่อสังหาริมทรัพย์ถือเป็นการย้ายฐานธุรกิจในแนวระนาบ ซึ่งตามหลักการทางธุรกิจแล้วถือว่าไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยครั้งและไม่ควรกระทำ เพราะธุรกิจที่ย้ายไปทำใหม่นั้น ไม่มีความชำนาญมาก่อน เป็นความเสี่ยงทางด้านการงทุนที่มีความสำคัญ ข้อเท็จจริงนี้ นายศุภพงศ์ กฤษณกาญจน์ ประธานคณะกรรมการบริหาร ของ RPC ก็ยอมรับว่า การเข้าซื้อหุ้น 22% ใน SAMCO ซึ่งทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งบริษัทไม่ชำนาญมาก่อน เป็นเพียงแค่โอกาสการขยายฐานธุรกิจจากที่ดำเนินการอยู่แล้วเท่านั้น โดยใช้เม็ดเงินสดของบริษัท ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้ลงทุนมากนัก และบทบาทหลักของ RPC ก็เพียงจะเข้าไปช่วยบริหารจัดการ และเข้าไปช่วยเสริมการทำงานของ SAMCO ที่ดีอยู่แล้ว หลังจากที่มีความร่วมมือกันมาก่อนหน้านี้ นอกจากนั้น การที่ RPC ถือหุ้นใน SAMCO ไม่เกินระดับ 25% ซึ่งก็จะได้รับส่วนกำไรหรือขาดทุนจากการลงทุนตามสัดส่วนดังกล่าว ก็ไม่มีนัยสำคัญมากนัก เพราะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นลักษณะน้ำซึมบ่อทราย คงจะเห็นผลในระยะยาวเพราะ SAMCO มี asset value ที่สูงแต่ไม่ค่อยได้ใช้ ซึ่งคงจะช่วยดูว่าจะใช้อย่างไรให้เกิดผลประกอบการที่ดี นั่นหมายความว่า การเข้าไปถือหุ้นใน SAMCO เป็นเพียงแค่การ ”แวะชมดอกไม้ริมทาง” เท่านั้น เพราะธุรกิจหลักของ RPC จะยังคงมุ่งเน้นไปที่การทำธุรกิจจำหน่ายน้ำมัน ผ่านสถานีบริการน้ำมัน “เพียว” รวมถึงเข้าไปลงทุนในโรงไฟฟ้าชีวมวลด้วย และล่าสุดการเข้าไปถือหุ้น 22% ใน SAMCO อย่างไรก็ตาม RPC ยังยืนยันที่จะมองหาโอกาสการลงทุนในธุรกิจพลังงานเป็นหลักอยู่ต่อไป เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ผู้บริหารของ RPC ชี้แจง จะพบถึงความสอดคล้องกันอย่างมีนัยสำคัญ SAMCO เป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เก่าแก่รายหนึ่งของไทย มีชื่อเสียงจากโครงการ ”สัมมากร” หลายโครงการ ด้วยจุดแข็งของการมีแลนด์แบงก์ที่ยังไม่ได้พัฒนาค่อนข้างมากในต้นทุนต่ำ แต่หลังจากที่เกิดวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ล้นเกินในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ชื่อเสียงของบริษัทก็ถูกกลบด้วยนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รุ่นใหม่ๆ ที่นำเอาเทคโนโลยีพัฒนาธุรกิจเข้ามา โดยเฉพาะการ ”ก่อสร้างให้เร็ว ขายให้หมด ตั้งกองทุนอสังหาริมทรัพย์มารองรับ” ซึ่งมีความเหนือกว่าการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ตามแบบจารีตเดิม แม้ชื่อเสียงจะถดถอยลงไป แต่ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา SAMCO ก็ยังคงสามารถประคองตัวทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง (ดูตารางประกอบ) โดยปักหลักกับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในแลนด์แบงก์เดิมที่มีอยู่ในเขตตะวันออกของกรุงเทพฯ แม้ว่าจะยังคงสามารถทำกำไรได้ดี ไม่มีตัวเลขขาดทุน เพราะผู้บริหารพยายามพลิกตัวจากการพัฒนาการขายอาคารและที่ดิน ซึ่งไม่ได้มีการเคลื่อนไหวรวดเร็วเหมือนผู้ประกอบการรายใหม่ ไปสู่การสร้างรายได้จากค่าเช่ามากขึ้น ทั้งการสร้างคอมมูนิตี้มอลล์ แบ่งพื้นที่เช่าทำตลาดนัด และทำธุรกิจบริการอื่นมาชดเชยจุดอ่อนมากขึ้น ดังจะเห็นตัวเลขรายได้จากให้บริการ และอื่นๆ เพิ่มขึ้น สัดส่วนมากกว่า 25% ของรายได้รวม เพื่อแก้ปัญหาสภาพคล่องทางการเงินที่ดูเหมือนจะฝืดเคืองพอสมควรจากการที่ไม่มีตัวเลขรายรับจากอสังหาริมทรัพย์มากมาย งบการเงินเมื่อสิ้นไตรมาส 3 ของ SAMCO ระบุว่ามีเงินสดเหลืออยู่ในมือค่อนข้างต่ำ เพราะเงินไปจมกับสินค้าเหลือขายมหาศาล (สะท้อนถึงการบันทึกบัญชีที่ยังไม่ได้ส่งมอบสินค้าให้ลูกค้า) ทำให้ต้องพึ่งพาเงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้ระยะสั้นจากสถาบันการเงินค่อนข้างมาก ส่งผลต่อต้นทุนการเงินในงบรายจ่ายที่ค่อนข้างสูงไตรมาสละประมาณ 50 ล้านบาททีเดียว ซึ่งถือว่าสูงเกินไปสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่มียอดขายต่ำอย่างนี้ การได้เงินทุนก้อนใหม่ประมาณ 200 ล้านบาท ที่ RPC จ่ายให้ในการเข้าร่วมทุน จึงเป็นการแก้ปัญหาสภาพคล่องทางการเงินให้กับ SAMCO อย่างมีนัยสำคัญ และทำให้ธุรกิจเดินหน้าคึกคักมากยิ่งขึ้น โดยที่ RPC ได้รับผลตอบแทนในรูปเงินปันผลกลับคืนไม่มากนัก ยุทธศาสตร์ ”แวะชมดอกไม้ริมทาง” ของ RPC จึงเป็นยุทธศาสตร์เฉพาะหน้าที่ไม่มีความหมายมากนัก เพราะผู้บริหารยังคงเดินหน้าค้นหาธุรกิจหลักทางด้านพลังงานอันคุ้นเคยต่อไป โดยวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนว่า ธุรกิจพลังงานทดแทน ปิโตรเลียมจะยังมีอนาคตยาวไกล และประเทศก็ยังคงมีความจำเป็นต้องสร้างความมั่นคงทางพลังงานต่อไป เพียงแต่บริษัทยังอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในธุรกิจพลังงานทดแทนเพื่อเป็นธุรกิจหลักแทนธุรกิจโรงกลั่น ซึ่งไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ เพราะไม่มีวัตถุดิบ หลังจากที่ ปตท.หยุดส่งให้ โดยเบื้องต้นสนใจทำธุรกิจโซลาร์เซลล์ โดยใช้วัตถุดิบจากแร่ควอทซ์ การปรับตัวดังกล่าวเป็นสิ่งที่จำต้องกระทำ เพราะว่าผลประกอบการของ RPC เมื่อสิ้นงวด 8 เดือนของปี 2555 มีตัวเลขขาดทุนเกิดขึ้น 104.16 ล้านบาท แม้จะไม่มากนักแต่ก็ส่งผลกระทบต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่ร่อยหรอลงไป หลังจากที่บริษัทได้ปิดโรงกลั่น และปลดคนงานกว่า 200 คน ตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ เพราะซัพพลายเออร์สำคัญและรายเดียวอย่าง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้แจ้งให้ทราบชัดเจนว่าจะเลิกส่งวัตถุดิบสำหรับโรงงาน คือ คอนเดนเสท เรสซิดิว เพื่อทำการกลั่นออกมาเป็นน้ำมันสำเร็จรูปจากโรงงานในเครือของปตท. ได้แก่ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) ทำให้ธุรกิจเดิมชะงักลงไปหมด อนาคตของ RPC จึงไม่ได้อยู่ที่ว่า จะชนะในศาลกรณีฟ้องร้องกับ ปตท. หรือขายโรงงานให้กับผู้ที่สนใจเป็นหลัก ตามที่ผู้บริหารคาดหวัง แต่อยู่ที่ว่า นอกจาก “แวะชมดอกไม้ริมทาง” แล้ว ธุรกิจหลักในอนาคตเช่นว่า จะหาพบและกลับมาทำรายได้รอบใหม่ได้เมื่อใด

Advertisements