ความเข้มแข็งของประเทศ

เมื่อถึงเวลาที่นักลงทุนจะต้องออกไปลงทุนในต่างประเทศอย่างเช่นในปัจจุบัน สิ่งที่เราจะต้องรู้ก็คือ ประเทศไหนจะแข็งแกร่ง รุ่งเรืองเฟื่องฟู ประเทศไหนอ่อนแอและจะลำบากไปอีกนาน เพราะถ้าเราไม่รู้ เราก็อาจจะเข้าไปลงทุน “ผิดประเทศ” ซึ่งอาจจะส่งผลให้ผลตอบแทนการลงทุนย่ำแย่ จริงอยู่ ในฐานะที่เป็น VI เราไม่ได้ลงทุนในประเทศ เราลงทุนในตัวหุ้น แต่ความเป็นจริงก็คือ ในยามที่ประเทศกำลังลำบากหรืออยู่ในช่วงตกต่ำนั้น ก็ยากที่บริษัทจะสามารถสร้างผลงานโดดเด่นมาก ๆ เมื่อเทียบกับอีกบริษัทหนึ่งที่โดดเด่นเช่นเดียวกันแต่อยู่ในประเทศที่กำลังเฟื่องฟู ด้วยเหตุผลนี้ การวิเคราะห์ประเทศจึงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เราต้องรู้ หรือกำลังจำเป็นต้องรู้ อาจจะเนื่องจากเราเห็นว่า Value ของหุ้นในประเทศไทยนั้น “เหลือน้อยลง” เมื่อเทียบกับหุ้นในต่างประเทศ หรือไม่ก็อาจจะเพราะว่าเราอยากกระจายความเสี่ยงการลงทุนโดยการแบ่งเงินบางส่วนไปลงทุนในต่างประเทศบ้าง

การวิเคราะห์ความเข้มแข็งของประเทศนั้น ไม่ใช่การคาดการณ์ว่าปีนี้หรือปีหน้าประเทศนั้นจะเติบโตกี่เปอร์เซ็นต์ แต่เป็นการวิเคราะห์กำลังหรือพลังอำนาจโดยเฉพาะทางเศรษฐกิจของประเทศในการแข่งขันกับประเทศอื่น นี่เป็นเรื่องของโครงสร้างระยะยาวที่ไม่ใช่สิ่งที่จะแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงได้ง่าย และพลังอำนาจนี้จะเป็นตัวที่กำหนดว่าประเทศจะรุ่งเรืองหรือตกต่ำไปอีกนานพอสมควรหรือตลอดไป

พลังอำนาจของประเทศนั้น ผมคิดว่าน่าจะมาจากปัจจัยหลัก ๆ 4-5 เรื่องก็คือ หนึ่ง คุณภาพของคนในประเทศ ว่ามีความรู้หรือมีการศึกษาดีแค่ไหน IQ ของคนเป็นอย่างไร สอง คือจำนวนของคนว่ามีมากน้อยแค่ไหน สาม คือกฎเกณฑ์หรือกฎหมายว่าเอื้ออำนวยต่อการจูงใจให้คนทำงาน ทำธุรกิจ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ มากน้อยแค่ไหน สี่ คือทรัพยากรที่ประเทศมีอยู่ ซึ่งรวมถึงพลังงาน แร่ธาตุ และแน่นอน พื้นแผ่นดินที่ใช้ประโยชน์โดยเฉพาะในทางเกษตรกรรมได้ ห้า คือวัฒนธรรมและความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวของคนในชาติว่ามีความเข้มแข็งมากน้อยเพียงใด ซึ่งนี่ก็รวมไปถึงประวัติศาสตร์ที่เป็นมาด้วย และผมคงไม่ต้องบอกว่า ศาสนาและค่านิยม รวมถึง “จิตวิญญาณ” ของการเป็นผู้ประกอบการหรือการ “เสี่ยงภัย” ก็อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย

จากแนวทางการวิเคราะห์ข้างต้น ลองมาดูกันว่าระหว่างสหรัฐอเมริกากับกลุ่มสหภาพยุโรปซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจและกำลังอำนาจใกล้เคียงกัน ใครแข็งแกร่งกว่าและน่าจะมีอนาคตที่รุ่งเรืองกว่า ซึ่งคำตอบก็คือ อเมริกา ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

เรื่องแรกก็คือ กลุ่มยูโรโซนนั้น มีรัฐบาลที่กระจัดกระจายนับเป็นสิบ ๆ ประเทศและมีภาษาใช้กันหลายภาษา ในขณะที่อเมริกานั้นเป็นหนึ่งเดียวและมีภาษาเดียว ดังนั้น นโยบายและการบริหารงานของอเมริกานั้นมีเอกภาพสูงกว่ามาก ทำให้การแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจของอเมริกาทำได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงกว่า และนี่อาจจะเป็นเหตุผลว่าทำไมหลังจากวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2008 ที่เริ่มในอเมริกา อเมริกากลับฟื้นตัวได้ดีกว่ายุโรปมาก

เรื่องที่สองคือคนของอเมริกานั้น แม้ว่าในด้านของคุณภาพหรือ IQ คงไม่ต่างจากยุโรป และจำนวนของคนก็อาจจะไม่ต่างกัน แต่คนอเมริกันนั้นน่าจะมีอายุเฉลี่ยต่ำกว่าและที่สำคัญ จำนวนคนยังเพิ่มขึ้นเนื่องจากการอพยพของคนเข้าประเทศ นี่เป็นข้อได้เปรียบที่ทำให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของอเมริกาดีกว่ายุโรปมาตลอดและน่าจะต่อเนื่องไปอีกนานพอสมควร

เรื่องที่สามคือ การศึกษา ที่อเมริกาได้เปรียบในแง่ที่มีมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกจำนวนมากกระจายกันทั่วประเทศ ซึ่งนอกจากจะเป็นสถาบันที่สร้างคนระดับสุดยอดของโลกแล้ว ยังเป็นแหล่งที่ดึงดูดมันสมองชั้นยอดทั่วโลกให้ทำงานและอาศัยอยู่ในสหรัฐด้วย

เรื่องที่สี่คือวัฒนธรรมของการเป็นผู้บุกเบิกและผู้ประกอบการของคนอเมริกันนั้นสูงกว่ายุโรป นี่อาจจะเนื่องมาจากประวัติศาสตร์ชาติอเมริกาเองที่เกิดขึ้นจาก “นักบุกเบิก” ดังนั้น อเมริกาจึงเป็นแหล่งบ่มเพาะนวัตกรรมใหม่ ๆ และมีบริษัทข้ามชาติที่ยิ่งใหญ่จำนวนมาก

เรื่องที่ห้าก็คือ อเมริกามีตลาดการเงินที่มีสภาพคล่องสูงและมีประสิทธิภาพมาก ที่สำคัญก็คือ เงินอเมริกันนั้นเป็นเงินที่ใช้ในการค้าและการลงทุนทั่วโลก นี่เป็นความได้เปรียบในแง่ที่ว่าอเมริกาสามารถส่งออกปัญหาทางการเงินไปให้คนอื่นมาช่วยรับได้

เรื่องที่หกก็คือ เรื่องของทรัพยากร อเมริกามีที่ดินกว้างใหญ่ไพศาลที่สามารถทำการเกษตรได้เมื่อเทียบกับประชากร นอกจากนั้น การค้นพบวิธีการนำ Shale Gas หรือก๊าซธรรมชาติใต้หินดินดานขึ้นมาใช้ ทำให้อเมริกาซึ่งมีก๊าซชนิดนี้มากเป็นอันดับต้นของโลกอยู่ในฐานะได้เปรียบยุโรปที่มีข้อจำกัดในการขุดเจาะพลังงานแหล่งนี้ ว่ากันว่า ภายในปี 2020 อเมริกาจะกลับมาเป็นผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซที่ใหญ่ที่สุดในโลก

เรื่องสุดท้ายที่เป็นจุดอ่อนของอเมริกาก็คือ เรื่องสุขภาพของคน ปัญหาของอเมริกาก็คือ คนอเมริกันนั้นน่าจะอ้วนหรือมีน้ำหนักเกินมากที่สุดในโลก นี่เป็นผลมาจากการอยู่ดีกินดีที่มากเกินและมีวัฒนธรรมในการกินที่ “รีบด่วน” ทำให้คนถึงหนึ่งในสามของประเทศมีน้ำหนักเกิน และผมอยากจะเสริมว่า เกินไปมาก และนี่ก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพ คนอเมริกันในวันนี้ใช้จ่ายเงินกับสุขภาพสูงมากและน่าจะเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ อย่างรวดเร็ว ว่ากันว่าเงินที่รัฐบาลต้องใช้จ่ายในการประกันหรือดูแลสุขภาพของประชาชนนั้น ในไม่ช้าจะมากจนรับไม่ไหว บางคนคิดว่านี่จะเป็นวิกฤติที่ใหญ่มากในอนาคต นอกจากนั้น การที่คนมีน้ำหนักเกินและสุขภาพแย่ก็ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงจนแข่งขันกับประเทศอื่นไม่ได้

กล่าวโดยสรุปแล้ว อนาคตของอเมริกานั้นน่าจะโดดเด่นกว่ายุโรปมาก และการลงทุนในตลาดหุ้นอเมริกันน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่ายุโรปในระยะยาว อย่างไรก็ตาม คำถามคงตามมาว่านอกจากอเมริกาและยุโรปแล้ว เอเชียแต่ละประเทศเป็นอย่างไร มีจุดอ่อนจุดแข็งอย่างไร? ถ้าจะตอบคำถามนี้คงต้องเป็นเรื่องที่ยาวมาก ไล่ตั้งแต่การเปรียบเทียบระหว่างอินเดียกับจีน หรือถ้าจะดีกว่าก็ต้องเปรียบเทียบระหว่าง อเมริกากับจีนที่กำลังแข่งกันเป็นผู้นำโลกว่าใครเข้มแข็งกว่ากัน หรือถ้าจะลดระดับของประเทศลงมาหน่อยก็ต้องเปรียบเทียบระหว่างเวียตนามกับไทย หรือเวียตนามกับพม่า หรือแม้แต่ไทยกับพม่า สุดท้ายถ้ามีเวลามากจริง ๆ ก็ต้องดูกันทั้งอาเซียนที่กำลังรวมเป็นหนึ่งเดียวมากขึ้น ซึ่งผมคงทำไม่ได้ในบทความเดียว ว่าที่จริงนอกจากเนื้อที่ไม่พอแล้วผมก็คงทำไม่ได้เนื่องจากข้อจำกัดทางด้านความรู้ด้วย

ในส่วนของประเทศไทยเองนั้น แน่นอนว่าผมต้องพอจะรู้บ้างว่าเรามีจุดอ่อนหรือจุดแข็งอย่างไรเทียบกับเพื่อนบ้านหรือเทียบกับโลก เช่นเดียวกัน VI ทั้งหลายก็ควรที่จะต้องรู้ แต่ใครจะวิเคราะห์ได้ถูกต้องมากน้อยแค่ไหนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ประเด็นสำคัญก็คือ การวิเคราะห์อะไรที่เกี่ยวข้องกับตัวเราเองนั้น บ่อยครั้ง “ความลำเอียง” ก็เกิดขึ้นได้และทำให้เราวิเคราะห์ผิด ประสบการณ์ของผมก็คือ ในช่วงเวลาไม่ต่ำกว่า 15 ปีที่ผมเป็น VI ที่มุ่งมั่น ความคิดของผมที่เปลี่ยนแปลงไปมากที่สุดก็คือ ความ “ไม่ลำเอียง” ในการคิดหรือมองในทุกเรื่อง

Advertisements