ถอด ‘ดีเอ็นเอ’ หุ้น DNA กว่าจะมีวันนี้..เลือดตาแทบกระเด็น

เส้นทางชีวิตหุ้นดีเอ็นเอ 2002 ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ‘สามารถ ฉั่วศิริพัฒนา’ เด็กอีสานออกจากบ้านตั้งแต่อายุ 18-19 ปี มาค้าขายที่สยามสแควร์

บมจ.ดีเอ็นเอ 2002 เป็นหุ้นน้องใหม่ที่เตรียมเข้าไปโลดแล่นในตลาดหลักทรัพย์ mai ภายในปีนี้ ก่อตั้งกิจการโดย “ป๋อง” สามารถ ฉั่วศิริพัฒนา ทำธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าสื่อโฮมเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ประเภทภาพยนตร์ และเพลงผ่านช่องทางร้านค้าปลีกมีช่องทางการจำหน่าย 1,432 สาขาครอบคลุมทั่วประเทศ ปัจจุบัน สามารถ ฉั่วศิริพัฒนาและครอบครัวถือหุ้น DNA จำนวน 243.56 ล้านหุ้น สัดส่วน 50.74% ภายหลังเสนอขายหุ้น IPO จำนวน 160 ล้านหุ้น ครอบครัวฉั่วศิริพัฒนา จะเหลือสัดส่วนการถือหุ้น 38.06%

นักลงทุนหลายรายเกรงว่าหุ้นดีเอ็นเอ 2002 จะซ้ำรอย บมจ.ป่องทรัพย์ (PSAAP) ของ กิตติ์ยาใจ ตรีเอกวิจิตร เจ้าของร้าน “แมงป่อง” หรือไม่! ในอดีตเคยเป็นผู้นำธุรกิจ Home Entertainment หมายเลขหนึ่งของไทย ปี 2546 เคยมีสาขามากถึง 219 สาขา ก่อนจะลดเหลือเพียง 41 สาขา หลังจากผู้บริโภคหันไปซื้อเทปผี ซีดีเถื่อน ส่งผลให้ป่องทรัพย์กิจการขาดทุนอย่างหนัก และมีส่วนผู้ถือหุ้นติดลบมาโดยตลอด

ผู้บริหารหนุ่มวัยเพียง 42 ปี เจ้าของธุรกิจพันล้าน บอกเล่าเรื่องราวชีวิตที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบให้ กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ฟังว่า เป็นคนจังหวัดอุดรธานี มีพี่น้อง 9 คน ตนเองเป็นลูกคนที่ 8 คุณพ่อยึดอาชีพขายผ้าเมตรอยู่ที่อุดรธานี ส่วนคุณแม่ทำธุรกิจเกี่ยวกับเสื้อผ้าที่กรุงเทพฯ

“ผมเพิ่งเรียนจบปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจมหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมานี่เอง เพราะออกจากบ้านตั้งแต่อายุ 18-19 ปี มาทำธุรกิจขายเทปเพลงไทยและสากล แถวๆ สยามสแควร์กับพี่ชายคนที่ 7 ช่วงแรกๆ พอขายได้ แต่เมื่อเจอปัญหาลิขสิทธิ์ ทำให้ยอดขายไม่ได้ตามเป้า”

ขายเทปเพลงได้ 1 ปี ก็หันมาเปิดร้านขายวีดีโอ ฝั่งมาบุญครอง ยอดขายดีมากตกเดือนละ 1 ล้านบาท ตอนนั้นช่วงปี 2534 เศรษฐกิจดีมาก จากนั้นก็ขยายสาขาอีก 3-4 แห่ง แถวเดอะมอลล์บางกะปิ เดอะมอลล์งามวงศ์วาน และฟอร์จูน แต่ต้องปิดสาขางามวงศ์วาน เพราะเกิดเหตุไฟฟ้าไหม้ ทำธุรกิจมาจนถึงปี 2538 เศรษฐกิจเริ่มแย่ ยอดขายตกจากเดือนละเกือบ 10 ล้านบาท เหลือเดือนละ 1-2 ล้านบาท ทำให้ก่อนปี 2540 จำเป็นต้องปิดสาขาเหลือไว้เพียงสาขามาบุญครอง 2 แห่ง แถมเป็นหนี้แบงก์อีกเกือบ 10 ล้านบาท ต้องนำสต็อกสินค้ามาหมุนเพื่อใช้หนี้

“โชคดีที่รู้ตัวเองว่าไปต่อไม่ไหวแล้ว ผมใช้เวลาฟื้นฟูตัวเองประมาณ 2 ปี (2541-2542) จากนั้นก็ไปซื้อกิจการร้านขายเทปและวีดีโอ ภายใต้แบรนด์ Book and Music ต่อจากเพื่อนทำให้มีสาขาเพิ่มอีกกว่า 10 แห่ง เมื่อเศรษฐกิจเริ่มกลับมาดีธุรกิจก็เริ่มตั้งลำได้ จึงมาเปิดบริษัท มีเดีย เน็ตเวิร์ก รีเทล ในปี 2546 จากนั้นกิจการก็เติบโตมาเรื่อยๆ และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ดีเอ็นเอ 2002″

สามารถ กล่าวว่า แม้ปัญหาเทปผี ซีดีเถื่อน ยังมีอยู่แต่ธุรกิจนี้ก็ยังอยู่ได้เพียงแต่บริษัทต้องต่อยอดขึ้นไปให้ถึง “ต้นน้ำ” ตอนนี้ยังอยู่กลางน้ำและปลายน้ำ หากอยากมีผลประกอบการเติบโตกว่านี้ ต้องขยายสาขาเพียงปีละ 10% และต้องหันไปทำเรื่องดาวน์โหลดสตรีมมิ่ง นำเข้าภาพยนตร์ต่างประเทศ และทำโปรดักชั่นเกี่ยวกับการผลิตภาพยนตร์ แต่ทำเองคนเดียวคงไม่ไหว ต้องหาเพื่อนมาช่วยตอนนี้มีคุยไว้หลายรายแล้ว ปี 2556 จะสรุปพันธมิตรเกี่ยวกับการผลิตภาพยนตร์ ส่วนธุรกิจที่เหลือจะพยายามสรุปให้ได้ภายใน 2 ปีข้างหน้า หากทำครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำก็หวังลึกๆ ว่ายอดขายน่าจะทำได้ระดับ 2,700-2,800 ล้านบาทได้ไม่ยาก

สำหรับผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนปี 2555 บริษัทมีรายได้รวม 1,015 ล้านบาท มาจากยอดขายภาพยนต์และเพลง 858 ล้านบาท สัดส่วน 84% ยอดขายนิตยสารและพ็อคเก็ตบุ๊คผ่านร้าน DNA Enjoy Everyday จำนวน 119 ล้านบาท สัดส่วน 12% โดยบริษัทมีช่องทางการจำหน่าย 2 รูปแบบ ได้แก่ การขายปลีก มีร้าน DNA ในห้างสรรพสินค้า และไฮเปอร์มาร์เก็ตทั่วประเทศ 365 สาขา รวมถึงร้านค้าฝากขายในร้านสะดวกซื้อ เช่นโลตัส บิ๊กซี จำนวน 1,067 แห่ง และการขายส่ง (Wholesale) ให้กับร้านเซเว่น อีเลฟเว่น บีทูเอส และแมงป่องด้วย

สามารถ กล่าวว่า จุดเด่นของดีเอ็นเอ คือเป็นบริษัทที่ไม่มีหนี้สินระยะยาว มีแต่หนี้สินการค้าระยะสั้น โดยมีหนี้แบงก์เพียง 30 ล้านบาท ที่สำคัญบริษัทมีแผนจะขยายธุรกิจใหม่ๆ ในอนาคต สำหรับเป้าหมายยอดขายในปี 2555 ธุรกิจประเภทสื่อโฮมเอนเตอร์เทนเมนท์ จะอยู่ระดับ 1,400-1,500 ล้านบาท และอัตรากำไรสุทธิของธุรกิจนี้จะอยู่ราวๆ 4% ส่วนธุรกิจสื่อโฆษณาและบันเทิงน่าจะมียอดขาย 20 ล้านบาท ส่วนในปี 2556 ตัวเลขจะเปลี่ยนเป็น 2,000 ล้านบาท และ 30 ล้านบาท ตามลำดับ

ลงทุน ‘หุ้น-อพาร์ทเม้นท์’ ต่อยอดความมั่งคั่งย้อนกลับไปเมื่อ 6-7 ปีที่แล้ว สามารถ ฉั่วศิริพัฒนา นั่งฟังเพื่อนคุยได้กำไรหุ้นเป็นกอบเป็นกำ ทำให้เขาอยากลองลงทุนบ้าง โดยนำเงิน “หลายแสนบาท” ไปเปิดพอร์ตซื้อขายหุ้นผ่านอินเทอร์เน็ตกับ บล.กิมเอ็ง โดยไม่มีความรู้เรื่องหุ้นเลย

“ช่วงแรกๆ เน้นเก็งกำไรระยะสั้น ตัวไหนวอลุ่มดีๆ ก็ซื้อ เน้นซื้อหุ้นประเภท 3 ตัว 10 บาท ปรากฎว่าได้กำไรตั้ง 20% ผ่านไป 3 ปี จากพอร์ตหลักแสนบาท ขึ้นมาเป็นหลักล้านบาท แต่พอกลับมานั่งคำนวณดีๆ เราไม่ได้กำไรเลยนี่หว่า! พอมีกำไรก็เอาไปใช้หมด แต่เติมทุนก้อนใหม่ลงไปเรื่อยๆ”

เขาเล่าว่า เล่นไปเล่นมาช่วงวิกฤติซับไพร์มปี 2551 โดนไปเกือบล้านบาท ตอนนั้นเริ่มเข้าใจตลาดหุ้นมากขึ้นทำให้เปลี่ยนวิธีลงทุนมาถือยาว 6 เดือน ซึ่งก็ได้กำไรคืนมาพอสมควร ปัจจุบันในพอร์ตมีหุ้น 5-6 ตัว มูลค่าพอร์ตวันนี้หลัก “สิบล้านบาท” แล้ว

“ผมชอบหุ้น BTS มากที่สุด ถือมา 7-8 เดือนแล้ว หุ้น CPALL เป็นอีกตัวที่สร้างผลกำไรที่ดี ต้นทุนประมาณ 33-34 บาท ถือมา 6-7 เดือนแล้ว อีกตัวที่ชอบคือ หุ้น INTUCH ตัวนี้ซื้อๆขายๆตั้งแต่ 40 บาท แล้วมาซื้ออีกครั้ง 60 บาท ชื่อว่าราคาจะวิ่งไปถึง 70 บาท ส่วนหุ้น IVL ตัวนี้ยังขาดทุน ซื้อมา 30 บาท บังเอิญออกของไม่ทัน เพราะธุรกิจปิโตรเคมีอยู่ในช่วงขาลง แต่โชคดีถือไม่เยอะ สุดท้ายคือหุ้น KBANK ซื้อๆขายๆ แถวระดับราคา 170 บาท”

สำหรับกลยุทธ์การเลือกหุ้น สามารถ บอกว่า จะเน้นดูค่า พี/อี เรโช ต้องมีระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอุตสาหกรรม และดูทิศทางธุรกิจว่าเติบโตสม่ำเสมอหรือไม่ สุดท้ายจะดูว่ามีผลตอบแทนจากเงินปันผล 8-10% หรือไม่ ส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มสื่อสาร แบงก์ และยานยนต์

นอกจากนี้ยังชอบลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ล่าสุดร่วมลงทุนสร้างอพาร์ทเม้นท์ 2 แห่ง กับพี่สาวคนที่ 3 คือ โครงการ เดอะแกรนด์ เรสซิเดนซ์ ที่โคราช จำนวน 400 ยูนิต มูลค่า 100 ล้านบาท ค่าเช่าเฉลี่ย 3,800-4,000 บาทต่อเดือน ค่าเช่าสูงพอๆ กับกรุงเทพฯ จะเปิดบริการปลายปี 2555

ส่วนอีกแห่งชื่อ ปันปัน อพาร์เม้นท์ เป็นชื่อ “ลูกสาว” อยู่แถวศรีนครินทร์ จำนวน 100 ยูนิต มูลค่า 27-28 ล้านบาท ค่าเช่า 2,800 บาทต่อเดือน นอกจากนั้นยังมีคอนโดเนียมให้เช่าอีก 2 แห่ง แถวรัชดาและหัวหิน ที่ชอบอสังหาริมทรัพย์ เพราะให้ผลตอบแทนจากการลงทุนสูงกว่า 10% เรียกว่าคุ้มค่าต่อการลงทุน

สำหรับปีนี้ สามารถ บอกว่า แบ่งสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้น 40% อสังหาริมทรัพย์ 40% และถือเงินสด 20% แต่ในปี 2556 จะเพิ่มน้ำหนักหุ้นเป็น 60% ของพอร์ตการลงทุนทั้งหมด

Advertisements