[InfoQuest] KBS แปลงลูกค้าเป็นพันธมิตร
18-12-2012 04:08:53

การตัดสินใจขายหุ้นเพิ่มทุนให้กับกลุ่มมิตซุยของญี่ปุ่นของ บริษัท น้ำตาละครบุรี จำกัด (มหาชน) หรือ KBS ไม่ได้เกิดจากความจำเป็นทางการเงิน หรือสภาพคล่องของบริษัทอย่างแน่นอน แต่เป็นเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน
ในเชิงบริหารธุรกิจแล้ว นี่คือสูตรสำเร็จของการแปลงลูกค้าเป็นหุ้นส่วน เพื่อรับมือกับความผันซนทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต ของธุรกิจสินค้าโภคภัณฑ์ ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด
คณะกรรมการบริษัท KBS ได้อนุมัติการเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัทเป็น 600 ล้านบาท จากเดิม 500 ล้านบาท โดยการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุน 100 ล้านหุ้น รวมถึงการออกวอร์แรนต์อีก 50 ล้านหน่วย เพื่อเสนอขายให้กับกลุ่มบริษัทมิตซุย ภายใต้เงื่อนไข หุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทจำนวน 50 ล้านหุ้น และขายวอร์แรนต์ จำนวน 50 ล้านหน่วย เพื่อสิทธิในการซื้อหุ้นสามัญของบริษัท โดยหุ้น 50 ล้านหุ้นจะออกมารองรับวอร์แรนต์ที่แปลงสภาพในภายหลัง
สำหรับการจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนดังกล่าว จำนวน 33.33 ล้านหุ้น จัดสรรให้กับมิตซุย และอีกจำนวน 16.67 ล้านหุ้น จัดสรรให้กับมิตซุยชูการ์ ในราคาหุ้นละ 10.25 บาท
ในกรณีที่กลุ่มบริษัทมิตซุย ใช้สิทธิวอร์แรนต์ตามสัดส่วนวอร์แรนต์ 1 หน่วยต่อ 1 หุ้นสามัญ จะทำให้กลุ่มบริษัทมิตซุย จะมีสัดส่วนถือหุ้นในบริษัททั้งหมด 16.7%
เหตุผลที่นำมากล่าวอ้าง คือ ต้องการให้กลุ่มบริษัทมิตซุยเข้ามาถือหุ้นเพื่อช่วยแบกรับการแข่งขันที่สูง ขึ้นในตลาดโลก เพราะเป็นบริษัทการค้าข้ามประเทศ ครอบคลุมธุรกิจทั้งในอุตสาหกรรมหนัก และอุตสาหกรรมเบาที่สำคัญ ในขณะที่มิตซุยชูการ์ เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของญี่ปุ่นที่โตเกียว และโอซาก้า โดยเป็นหนึ่งในบริษัทชั้นนำที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับน้ำตาลในญี่ปุ่น
นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกของกลุ่มโรงงานน้ำตาลไทยที่มีมิตซุยมาร่วมถือหุ้น เพราะในปัจจุบัน มิตซุยได้ถือหุ้นมายาวนานใน 2 โรงงานน้ำตาลของไทยแล้ว ได้แก่ บริษัท น้ำตาลเกษตรผล จำกัด และ บริษัท น้ำตาลกุมภวาปี จำกัด ซึ่งทั้งสองโรงงานอยู่ที่จังหวัดอุดรธานี
การตัดสินใจของมิตซุย ที่จะเข้าร่วมทุนใน KBS มีเหตุผลอย่างยิ่ง เพราะ ผลการดำเนินงานของ KBS นับตั้งแต่เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ มีความโดดเด่นอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อสิ้นสุดงวด 9 เดือนของปีนี้ (สิ้นสุด 30 กันยายน 2555) สามารถทำกำไรสุทธิ 702.78 ล้านบาท แล้วก็ได้รับการคาดหมายว่ารายได้ และกำไรสุทธิของ KBS ในปีนี้ จะไม่ต่ำกว่าปีก่อนที่มีรายได้รวมประมาณ 6,160 ล้านบาท และกำไรสุทธิมากกว่า 800 ล้านบาท แม้ว่าปริมาณการหีบอ้อยจะลดลงไปประมาณ 10% อยู่ที่ 2.5 ล้านตัน แต่บริษัทฯ ได้ปรับตัวโดยการเน้นไปผลิตน้ำตาลทรายขาวเพื่อการส่งออก และราคาขายต่างประเทศเฉลี่ยสูงขึ้นกว่าปีก่อน โดยในปัจจุบัน KBS มีสัดส่วนการส่งออก 70% และขายในประเทศ 30%
ไม่เพียงเท่านั้น ผู้บริหารของ KBS ยังยืนยันเพิ่มเติมอีกว่า ในปี 2557 จะได้เห็นการเติบโตของกำไรสุทธิของ KBS อย่างมีนัยสำคัญประมาณ 25-30% จากโรงไฟฟ้าชีวมวล ซึ่งดำเนินการผ่านบริษัทย่อยที่ KBS ถือหุ้น 99.99% กำลังการผลิต 35 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่าจะก่อสร้าง และติดตั้งเครื่องจักรแล้วเสร็จ พร้อมขายไฟให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ประมาณเดือนมกราคม 2557 โดยในขณะนี้ทุกอย่างยังสามารถเดินหน้าตามกำหนดการที่วางเอาไว้
ตัวเลขอันสวยงามจากที่มีส่วนผู้ถือหุ้น 2,785.34 ล้านบาท เทียบกับหนี้สินรวมที่มีอยู่เพียงแค่ 1,550.17 ล้านบาท ทำให้ KBS มีค่า D/E อยู่ที่ต่ำกว่า 0.6 เท่า ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนที่สวยงามมาก และมีสภาพคล่องเหลือเฟือ จนไม่จำเป็นต้องการเงินสดจากพันธมิตรรายอื่นๆ เพิ่มเติมอีก
เหตุผลของการเพิ่มทุนขายพันธมิตรใหม่ จึงเป็นเหตุผลเชิงยุทธศาสตร์เท่านั้น เพราะธุรกิจน้ำตาลนั้นเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีความจำเป็นต้องพึ่งพาตลาดส่งออกอย่างมีนัยสำคัญ
การที่สัดส่วนของน้ำตาลที่ KBS ผลิตได้ ส่งออกมาถึง 70% ทำให้การพึ่งพาบริษัทการค้าระหว่างประเทศที่มีเครือข่ายกระจายสินค้าทั่วโลกอย่างมิตซุย เป็นความจำเป็นขึ้นมา เนื่องจากสามารถที่จะช่วยให้เครือข่ายของการค้าแพร่กระจายไปยังมุมต่างๆของโลกที่บริษัทในประเทศไม่สามารถกระทำได้
การตัดสินใจให้พันธมิตรเข้ามาร่วมหุ้นด้วย ในภาวะที่ตลาดยังคงเป็นขาขึ้น ทำให้ได้ราคาหุ้นที่ค่อนข้างสูง (แม้จะต่ำกว่าราคาตลาดอยู่บ้างเพราะเป็นการซื้อรายใหญ่ ทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นก้าวกระโดดจากส่วนต่างมูลค่าหุ้นที่ขายออกไป ในขณะที่ผู้ซื้อหุ้นที่ถือวอร์แรนต์ก็ไม่ได้เสียประโยชน์อะไรจากการแปลงสภาพมาเป็นหุ้นสามัญในอนาคต เนื่องจากราคาหุ้นของบริษัทมีค่า พี/อีค่อนข้างต่ำกว่ากลุ่มธุรกิจหมวดเดียวกันอยู่แล้ว
การได้มิตซุยเข้ามาร่วมถือหุ้น จึงทำให้มิตซุยมี 2 ฐานะคือ เป็นทั้งลูกค้า และหุ้นส่วน ดังนั้น จึงน่าจะเอื้ออาทรในการทำธุรกรรมได้ดียิ่งขึ้น ไม่ต้องมีความเสี่ยงในเรื่องของการต่อรองแบบกินรวบ (zero-sum game) เพราะการมีผลประโยชน์ผูกพันหลายทาง จะทำให้เงื่อนไขการทำข้อตกลงมีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ราคาน้ำตาลเป็นขาลง หรือผันผวน อาจจะทำให้แรงกดดันในการระบายสินค้า สามารถคาดเดาเพิ่มเพื่อเก็งกำไรได้อีกทางหนึ่ง บรรเทาความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

Advertisements