Link : http://board.thaivi.org/viewtopic.php?f=7&t=54757
Credit : ขอบคุณคุณ Thai VI Article และคุณ ดร.นิเวศน์ครับ

หุ้นตัวเรา/ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

หุ้นกับคนนั้นมีอะไรต่าง ๆ เหมือนกันอยู่มาก ว่าที่จริงบริษัทก็คือองค์กรที่ประกอบไปด้วยคนหลาย ๆ คนมารวมกันเพื่อทำธุรกิจ บริษัทเล็กอาจก็อาจจะมีคนไม่กี่คน บริษัทที่เล็กที่สุดก็อาจจะมีคนเพียงคนเดียว และดังนั้น คนคนหนึ่งก็อาจจะเหมือนกับบริษัทที่เล็กที่สุดที่สามารถ “ดำเนินธุรกิจ” และมีรายได้ เช่นเดียวกับที่ต้องมีค่าใช้จ่าย บริษัทที่มีรายได้มากกว่าค่าใช้จ่ายก็คือบริษัทที่มีกำไรซึ่งในที่สุดก็จะจ่ายเป็นปันผลที่เป็นเงินสดให้กับเจ้าของหรือผู้ถือหุ้น คนที่มีรายได้มากกว่าค่าใช้จ่ายที่ “จำเป็น” ในชีวิตประจำวันก็จะมีเงินเหลือซึ่งก็อาจจะถือว่าเป็น “กำไร” ที่ในที่สุดเจ้าตัวก็สามารถเอาไปใช้จ่ายอย่างอื่นได้เป็นเหมือนกับ “ปันผล” ให้กับตัวเอง ดังนั้นบริษัทหรือคนก็เหมือนกันตรงที่ต่างก็สามารถสร้างเงินสดให้กับเจ้าของได้เรื่อย ๆ

บริษัทหรือหุ้นที่มีกำไรและจ่ายปันผลได้สม่ำเสมอต่อเนื่องยาวนานและเพิ่มหรือโตขึ้นเรื่อย ๆ นั้น ถือว่าเป็นหุ้นที่ดีและเติบโตและจะมีคุณค่ามาก เราสามารถคำนวณหามูลค่าที่แท้จริงของมันได้ เช่น ถ้ากำไรปีละ 1 บาทต่อหุ้น เราอาจจะบอกว่ามันควรมีค่าหุ้นละ 25 บาท หรือเรียกว่ามีค่า PE เท่ากับ 25 เท่า ดังนั้น ถ้าคน ๆ หนึ่งมีรายได้หลังหักค่ากินอยู่และค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการดำรงชีวิตแล้วเขามีเงินเหลือปีละหนึ่งแสนบาท เราก็อาจจะตีว่าคน ๆ นี้มีมูลค่าคิดเป็นเงิน 2.5 ล้านบาท ถ้าเราให้ค่า PE เขาเท่ากับ 25 เท่าเช่นเดียวกัน แต่มูลค่านี้ไม่สามารถซื้อขายได้เนื่องจากเราเลิกทาสมานานแล้ว คนไม่สามารถซื้อขายได้ ดังนั้น คนที่เป็นเจ้าของคน ๆ นี้ก็คือตัวเขาเองและไม่สามารถเอาไปขายให้ใครได้

ความจริงที่ว่าตัวเราเองก็เหมือนกับทรัพย์สินอย่างหนึ่งที่สร้างรายได้ได้ และที่จริงสามารถคำนวณได้ว่ามีค่าเท่าไรนั้น ทำให้ผมคิดว่าการวางแผนทางการเงินที่นักวิชาการหรือนักวางแผนทางการเงินกำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ต้องมีการปรับเปลี่ยนให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น เหตุผลก็เพราะว่าเราทุกคนจะมี “หุ้น”อีกตัวหนึ่งที่ติดอยู่กับตัวเราเสมอและเราไม่สามารถขายมันได้ หุ้นตัวนี้อาจจะมีค่ามากเมื่อเทียบกับหุ้นตัวอื่นหรือทรัพย์สินอย่างอื่น มันอาจจะมีค่าคิดเป็นเม็ดเงินหรือความมั่งคั่งมากมหาศาล หรือมันก็อาจจะมีค่าไม่มากนักเมื่อเทียบกับหุ้นตัวอื่นเราก็อาจจะไม่รู้ เพราะเราอาจจะไม่เคยคิดถึงมันเลย บางทีเราอาจจะไม่เคยตระหนักว่ามันมีอยู่ หรือแม้แต่ว่าเรารู้แล้วว่าเรามี “หุ้นตัวเรา” อยู่เนื่องจากเราอ่านบทความนี้ แต่มันก็เป็นหุ้นที่ไม่มีราคาซื้อขาย ดังนั้น สิ่งที่เราต้องทำก็คือ ลองคิดว่ามูลค่า “หุ้นตัวเรา” นั้นเท่ากับเท่าไร แล้วเราจะทำอะไรกับมัน นอกจากนั้นแล้ว เราจะ “จัดพอร์ต” หุ้นตัวอื่นหรือทรัพย์สินอื่นอย่างไร?

ก่อนที่จะพูดถึงการจัดพอร์ตหรือการลงทุนในหุ้นตัวอื่นนั้น ผมอยากจะพูดถึง “หุ้นตัวเรา” เสียก่อน หุ้นตัวเรานั้นก็มีลักษณะหรือพฤติกรรมคล้าย ๆ หุ้นทั่วไปในแง่ที่ว่ามันอาจจะสามารถจัดกลุ่มตามคุณลักษณะของการทำรายได้หรือกำไรออกเป็น 6 กลุ่มแบบปีเตอร์ลินช์ คือ คนบางคนอาจจะมีรายได้ค่อนข้างสม่ำเสมอแต่ก็เพิ่มขึ้นช้า ๆ เช่น พนักงานกินเงินเดือนที่ไม่ได้มีอะไรโดดเด่น พวกเขาอยู่ที่เดิมมานานและไม่อยากจะ “เสี่ยง” คิดหรือทำอะไรใหม่ ๆ แบบนี้เรียกว่าเป็น “หุ้นโตช้า” คนกลุ่มที่สองคือกลุ่มคนอายุยังน้อยที่มีความรู้และความสามารถสูง ทำงานขยันขันแข็ง และกำลังก้าวหน้าในงานที่ทำอย่างรวดเร็ว และในที่สุดก็มักจะกลายเป็นผู้บริหารหรือผู้เชี่ยวชาญที่จะทำเงินหรือมีเงินเดือนสูงมากขึ้นเรื่อย ๆ แบบนี้เรียกว่า “หุ้นเติบโต” คนกลุ่มที่สามคือคนที่อาจจะก้าวหน้าไปถึงจุดสูงสุดในชีวิต “ลูกจ้าง” ของเขาแล้ว พวกเขาเป็นที่ยอมรับของนายจ้าง มีเงินเดือนที่ดี มีความมั่นคงในหน้าที่การงานสูง แต่การที่จะก้าวหน้ามากขึ้นอย่างรวดเร็วก็เป็นไปไม่ได้แล้ว แบบนี้เรียกว่า “หุ้นแข็งแกร่ง” คนกลุ่มที่ทำงานอิสระ เช่น อาจจะเป็นดารานักแสดง นักเขียน ขายประกัน เป็นฟรีแล้นซ์ หรือเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง เหล่านี้ มักจะมีรายได้ไม่แน่นอน ขึ้น ๆ ลง ๆ แบบนี้อาจจะเรียกว่าเป็น “หุ้นวัฏจักร” คนบางคนอาจจะอยู่ในช่วงที่กำลัง “ตกต่ำ” อาจจะเนื่องจากป่วยไข้ ความนิยมตก มีปัญหาที่ทำให้รายได้หดหายไป แต่กำลังจะฟื้นตัวและกลับมามีรายได้ใหม่ แบบนี้เรียกว่า “หุ้นฟื้นตัว” สุดท้ายก็คือ คนที่มีทรัพย์สินมากแต่ยังไม่ได้ใช้หรือยังใช้ไม่ได้ เช่น พ่อแม่มีทรัพย์สมบัติมาก แบบนี้อาจจะเรียกว่า “หุ้นมีทรัพย์สินมาก” และทั้งหมดนี้ก็คือ การวิเคราะห์ว่า “หุ้นตัวเรา” นั้นเป็นหุ้นแบบไหน

เนื่องจากว่าเราเป็นเจ้าของและผู้บริหาร “หุ้นตัวเรา” เอง ดังนั้น เราสามารถที่จะจัดการ “กิจการ” ให้เป็นไปตามที่เราต้องการได้ในระดับหนึ่ง ดังนั้น เราสามารถ เพิ่มคุณค่าหรือมูลค่าให้กับหุ้นตัวเรา ว่าที่จริง ในหลาย ๆ กรณี อาจจะเป็นเรื่องที่ดีกว่าที่เราจะให้เวลาหรือใช้เวลาในการ “ปรับปรุง” หุ้นตัวเรา แทนที่จะใช้เวลาไปหาหุ้นตัวอื่นที่เราคิดว่ามีคุณค่ามาก การทำให้หุ้นตัวเรามี “ความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น” นั้น ผมคิดว่าจะเป็นการสร้าง Value ที่สูงกว่าการใช้เวลาในการเลือกหุ้นตัวอื่น ๆ โดยเฉพาะในช่วงที่เรายังมีอายุน้อย เพราะนั่นจะทำให้รายได้ในอนาคตของหุ้นตัวเราสูงขึ้นมาก

สุดท้ายมาถึงเรื่องการจัดพอร์ตที่เราจะต้องคำนึงถึง “หุ้นตัวเรา” อยู่เสมอ ถ้ามองในแง่นี้แล้วเราก็จะพบว่า คนเราทุกคนนั้น ไม่มีใครที่ “ไม่มีเงินเลย” หรือพูดให้ถูกต้องขึ้นก็คือ ไม่มีทรัพย์สมบัติเลย เพราะความเป็นจริงก็คือ เรามีหุ้นหนึ่งตัวอยู่ในพอร์ตแล้ว มันคือ “หุ้นตัวเรา” ซึ่งสำหรับหลาย ๆ คนแล้ว มันมีค่ามากทีเดียวโดยเฉพาะในช่วงที่เขายังไม่ได้ทำงานและไม่มีรายได้หรือเงินจากทางบ้าน หรือเพิ่งจะเริ่มทำงานมีเงินเก็บค่อนข้างน้อย ซึ่ง หุ้นตัวเรานี้แหละที่จะเป็น “เรือธง” ที่จะสร้างพอร์ตลงทุนของเราให้เติบโตขึ้นจนเรามี “อิสรภาพทางการเงิน” ในที่สุด ความหมายของผมก็คือ หุ้นตัวเราจะเป็นหุ้นที่ “จ่ายปันผล” ให้กับเราตลอดเวลาทุกปี ซึ่งเราสามารถนำปันผลที่ว่านั้นมาลงทุนซื้อหุ้นตัวอื่นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับที่บางครั้งเราก็นำมันมาลงทุนในหุ้นตัวเราเพิ่ม เช่น ใช้เงินไปเรียน MBA เพื่อที่จะกลับมาสร้างรายได้ให้กับตนเองเพิ่มขึ้น

เมื่อเรามีอายุมากขึ้น “หุ้นตัวเรา” ส่วนใหญ่ก็จะมีค่าน้อยลงโดยเฉพาะเมื่อเทียบกับหุ้นตัวอื่นที่เราอาจจะลงทุนไว้มากขึ้นเรื่อย ๆ สมมุติว่าเราเกษียณและไม่ได้ทำอะไร ไม่ได้ลงทุนในหุ้นเลย มูลค่าหุ้นตัวเราก็น่าจะเรียกได้ว่าเป็นศูนย์ เราก็อาศัยเงินเก็บเลี้ยงตัวเองไปเรื่อย ๆ แต่สำหรับคนที่ยังลงทุนในหุ้นแล้ว ผมคิดว่ามูลค่าของ “หุ้นตัวเรา” ก็ยังน่าจะมากอยู่ นี่มาจากความสามารถในการลงทุนที่อาจจะยังสูงไม่น้อยกว่าสมัยที่ยังหนุ่ม ความสามารถในการลงทุนนี้ ช่วยทำให้ได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น ซึ่งถ้าคิดเป็นเม็ดเงินแล้วก็อาจจะยังมากทีเดียว นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ผมเองไม่แนะนำให้คนที่อายุมากเกษียณแล้ว ขายหุ้นทิ้งหมด ผมรู้สึกว่านั่นเท่ากับเป็นการทำให้ “หุ้นตัวเรา” หมดค่าไปด้วย

เป็นหน้าที่ของคนทุกคนที่จะต้องเข้าใจเรื่องของ “หุ้นตัวเรา” เขาจะต้องรู้จักการจัดการและประเมินว่าเขาจะต้องลงทุนจัดพอร์ตอย่างไรโดยคำนึงถึงหุ้นตัวเราว่าเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญมากของพอร์ตลงทุนเสมอ ในบางช่วงเวลา เขาอาจจะต้องคิดถึงการประกันสุขภาพหรือประกันชีวิต เพื่อให้มั่นใจว่าหุ้นตัวสำคัญของเขานั้นจะยังมีค่าอยู่ในยามที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน คนบางคนที่คิดจะลาออกจากงานมาลงทุนอย่างเดียวก็จะต้องคำนึงถึงว่านั่นจะเป็นการทำลายมูลค่าของ “หุ้นตัวเรา” หรือไม่แม้ว่าการลงทุนเต็มเวลาอาจจะให้ผลตอบแทนการลงทุนดีขึ้นแต่นั่นก็ไม่แน่เสมอไป และคิดแล้วเป็นเม็ดเงินเท่าไร? คุ้มหรือไม่? บางที เราอาจจะต้องคำนึงถึงพอร์ตโดยรวมที่รวม “หุ้นตัวเรา” ที่เราประเมินมูลค่าไว้แล้ว เพื่อที่จะดูว่า ตกลงเราจะตัดสินใจอย่างไร มองในฐานะของ VI

Advertisements