เซียนหุ้นพันล้านกับแนวโน้มหุ้นไทยปี2556
ปี 2556 ตลาดหุ้นไทยจะมีทิศทางอย่างไรนั้น “เอกยุทธ อัญชันบุตร” หรือ “จอร์จ ตัน” นักธุรกิจการเงินและอสังหาริมทรัพย์ เขายังเป็นเซียนหุ้นรายใหญ่ อาสาพยากรณ์ให้ “กรุงเทพธุรกิจ BizWeek” ฟังว่า ทั้งปียังคงมอง SET INDEX ในเชิงบวก โอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้น 20-25% มีสูงมาก

โดยเฉพาะในช่วง 6 เดือนแรกของปีหน้า ทุกคนมีสิทธิได้เห็นดัชนีระดับ 1,200-1,400 จุด หลังดัชนีขึ้นมาแตะ 1,350 จุดได้ตามคำทำนาย

ถามถึงเหตุผล เขาบอกว่า ในมุมของวิกฤติการเงินโลก นักลงทุนรับรู้ความเจ็บช้ำไปหมดแล้ว เว้นแต่มีกรณีใหม่เกิดขึ้น แต่เท่าๆที่ดูๆไม่น่ามีเรื่อง “เซอร์ไพรส์”แล้ว ตรงกันข้ามน่าจะมีแต่เรื่องดีๆ โดยเฉพาะประเทศจีน หลังได้ “สี จิ้นผิง” เป็นผู้นำจีนคนใหม่ คาดว่าเขาจะมุ่งหน้าขยายการเติบโตภายในประเทศ

สำหรับเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกาน่าจะดีขึ้นเช่นกัน ส่วนตัวเชื่อว่า “บารัก โอบามา” ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา จะแสดงฝีมือการบริหารประเทศแบบเต็มเหนี่ยว หลังได้รับการเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นสมัยที่ 2 ส่วนตัวไม่ค่อยกังวลเรื่อง “หน้าผาทางการคลัง” (Fiscal cliff) ของสหรัฐ เพราะมาตรการด้านการคลังชั่วคราวที่รัฐบาลเคยใช้กระตุ้นเศรษฐกิจจะได้รับการต่ออายุ

ผมเชื่อว่าทั้ง 2 ประเทศจะแสดงความเป็น “ยักษ์ใหญ่” อย่างชัดเจนในปีหน้า

ถ้ามองเรื่องดีๆในเมืองไทย เศรษฐกิจยังคงไปต่อได้ ผลประกอบการไตรมาส 4/55 ของบริษัทจดทะเบียนจะออกมาดีมาก โดยเฉพาะกลุ่มค้าปลีก และกลุ่มธนาคาร หลังราคาหุ้นขนาดใหญ่ โดยเฉพาะหุ้น ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) และหุ้นธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) เริ่มส่งสัญญาณปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ส่วนการเมืองไทยช่วงแรกๆยังไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น (หัวเราะ) แต่ประมาณเดือนมี.ค.-เม.ย.2556 อาจมีเรื่องให้หลายคนต้อง “ลุ้นตัวโกร่ง” น่าจะมีการถกเถียงเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ ฉะนั้นนักลงทุนควรต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูง

“ช่วงเวลาหนึ่งของ 6 เดือนแรกปี 2556 ตลาดหุ้นอาจจะปรับตัวลดลงประมาณ 3-5% ถือว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ส่วนครึ่งปีหลังรัฐบาลไทยน่าจะออกมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ หลังมาตรการรถยนต์คันแรก และบ้านหลังแรกจะหมดสิ้นปี 2555 ฉะนั้นตลาดหุ้นน่าจะได้ผลดี”“เซียนหุ้นรายใหญ่” แนะนำว่า ปีหน้ายังคงให้น้ำหนักหุ้นกลุ่มค้าปลีก เพราะใกล้ ช่วงสิ้นปีจะมีการจับจ่ายใช้สอยจำนวนมาก ข้ามปีไปก็มีเทศกาลวาเลนไทน์อีก

เรียกว่ามีวันให้ต้องใช้เงินตลอด

“กลุ่มโรงพยาบาล” หากมีจังหวะก็ควรซื้อสะสมไว้ เน้นไซส์ใหญ่ๆ โดยเฉพาะ หุ้น กรุงเทพดุสิตเวชการ (BGH) โอกาสจะเข้าไปเทคโอเวอร์โรงพยาบาลขนาดเล็กยังมีอยู่ต่อเนื่อง “กลุ่มสื่อสาร” ก็น่าสนใจ หลัง 3G กำลังจะใช้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ปีหน้า โอเปอเรเตอร์ 3 ค่าย (AIS DTAC และTRUE) จะแห่จัดโปรโมชั่นดึงลูกค้ากันอย่างคึกคักและ“ดุเดือด”

“ผมชอบหุ้น ชิน คอร์ปอเรชั่น (INTUCH) มากที่สุด เพราะมีอำนาจจากรัฐบาลคอยช่วยเหลือ (หัวเราะ) รองลงมาเป็นหุ้น โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) ส่วนหุ้น ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) ไม่ค่อยปลื้ม เพราะยังมีผลขาดทุน แถมมีหนี้เยอะ”

จอร์จ ตัน ยังบอกว่า ปีหน้านักลงทุนควรแบ่งพอร์ตมาเล่นหุ้น 50% แต่ถ้าใครกล้าเสี่ยง ทุ่มไปเลย 80% ที่เหลือให้ไปซื้อทองคำ แต่ต้องช้อนช่วงราคาต่ำกว่า 1,700 เหรียญต่อออนซ์ ส่วนตัวคิดว่าราคาทองในปี 2556 มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 15%

ด้าน “พีรเจต สุวรรณนภาศรี” ผู้บริหาร บมจ.ยูเนี่ยน อินทราโก้ ในฐานะนักลงทุน ‘วีไอ’ รายใหญ่ ทำนายตลาดหุ้นปี 2556 อย่างออก “อรรถรส” ว่า ต้นปี 2556 คงได้เห็นดัชนียืนแถวๆ 1,400 จุด หลังขึ้นมายืนระดับ 1,358 จุด ได้สำเร็จ ฉะนั้นตลาดหุ้นไทยยังน่าลงทุนเหมือนเดิม เขา วิเคราะห์เหตุผลชัดๆให้ฟังว่า ตลาดแถบอาเซียนจะมีความชัดเจนในหลายๆด้าน หลัง “บารัก โอบามา” ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และ “สี จิ้นผิง” ผู้นำจีนคนใหม่ เดินทางเยือนเมืองไทยในเวลาใกล้เคียงกัน การที่ 2 ยักษ์ใหญ่ ขยับตัวเดินทางมายังประเทศแถบอาเซียน ถือเป็นสัญญาณที่ดีอย่างหนึ่ง

ขณะเดียวกัน มาตรการ QE3 ของสหรัฐอเมริกา ผมไม่ได้มองเป็น “Negative” (ลบ) แต่มองเป็น “Positive” (บวก) มากกว่า เชื่อว่าจะกระตุ้นกำลังซื้อได้ไม่มาก็น้อย ส่วนปัญหาการเงินในยุโรป ก็ยังคงต้องใช้เวลารักษาตามอาการในห้องไอซียูต่อไป ไม่น่ามีเรื่องเซอร์ไพรส์อะไรอีก ส่วนเศรษฐกิจในประเทศดีขึ้นกว่าปี 2555 แน่นอน เขาฟันธง

ถ้าให้มองตลาดหุ้นในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2556 ผมคิดว่าหุ้นก่อสร้าง โดยเฉพาะตัวที่เกี่ยวข้องกับสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน กลุ่มสื่อสาร และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ น่าจะได้รับผลดีจากมาตรการต่างๆของรัฐบาล เพราะเขามีนโยบายผลักดันเมกะโปรเจคมากมาย ซึ่งหุ้นขนาดกลางและเล็กคงได้ผลประโยชน์มากที่สุด

ส่วนธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Consumer (ผู้บริโภค) เน้นพวกที่มีแบรนด์แข็งแกร่ง อาทิเช่น ผลิตภัณฑ์ของบมจ.เสริมสุข (SSC) บมจ.โออิชิ กรุ๊ป (OISHI) และบมจ.มาลีสามพราน (MALEE) จากความต้องการที่มากขึ้นจะทำให้ราคาหุ้นกลุ่มนี้ไปต่อ สำหรับธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม ปีหน้าได้รับผลประโยชน์จากประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) แน่นอน โดยเฉพาะบมจ.สวนอุตสาหกรรมโรจนะ (ROJNA)

“เซียนหุ้น VI” ทำนายต่อว่า หากมองตลาดหุ้นครึ่งปีหลังของปี 2556 ดัชนีน่าจะยืนแถวๆ 1,500-1,700 จุด หุ้นพลังงานมาชัวร์ (น้ำเสียงจริงจัง) สัญญาณมันเริ่มมาแล้ว “ยักษ์ใหญ่” ย่องมายังไงก็ได้ยินเสียง ฉะนั้นเมื่อกลุ่มพลังงานมากลุ่มปิโตรเคมีก็ต้องตามมาเป็นเงาตามตัว

จากนั้นไม่นานคุณจะได้เห็นหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ “คอมโมดิตี้” (สินค้าโภคภัณฑ์) เริ่มขยับเขยื้อน โดยเฉพาะหุ้นถ่านหิน หากประเทศจีนส่งสัญญาณกระตุ้นเศรษฐกิจของตัวเอง หลังปี 2555 นั่งเฉยๆเหมือนคนตายอยู่ที่เมืองปักกิ่ง (หัวเราะ) แต่การที่จีนอยู่นิ่งๆ ไม่ทำอะไร รอดูแต่สถานการณ์ ทั้งๆที่มีโอกาสในช่วงที่ยุโรปย่ำแย่ ผมมองว่าเป็นเรื่องที่ “แยบยล”มากจริงๆ

ถามว่าราคาสินค้าคอมโมดิตี้ รวมถึงธุรกิจเหล็กด้วยหรือไม่ เขาสวนกลับทันที ไม่มีทาง ใครคิดจะซื้อหุ้นกลุ่มนี้ “ล้ม” ความคิดไปได้เลย ไม่มีทางดีจริงๆ

ตามสถิติบริษัทเหล็กหลายแห่งอยู่ได้ เพราะเพิ่มทุนทั้งนั้น “ข้อเสีย” ของหุ้นกลุ่มเหล็ก คือ กำไรขั้นต้นต่ำ แถมยังต้องนำเข้าเหล็กจากประเทศจีน และบ้านเราไม่มีธุรกิจเหล็กต้นน้ำ (โรงถลุงเหล็ก) ส่วนใหญ่ติดปัญหาสิ่งแวดล้อมทั้งนั้น ทำให้ บมจ.สหวิริยาสตีลอินดัสตรี (SSI) ต้องไปซื้อโรงถลุงเหล็กในประเทศอังกฤษ

“พีรเจต” ยังตอบคำถามที่ว่า ปีหน้ากระแสหุ้นไอพีโอยังแรงอยู่หรือไม่ว่า “น่าจะยังแรงอยู่” แต่ราคาเปิดวันแรกน่ากลัวมาก (เสียงสูง) ส่วนใหญ่ราคาเกินพื้นฐานสุดๆ กว่าราคาจะเข้าที่เข้าทางต้องใช้เวลาอีกประมาณ 1 เดือน หลังจากเข้าซื้อขายในตลาดหุ้น

ที่ผ่านมาผมชอบหุ้น ที.เอ็ม.ซี. อุตสาหกรรม (TMC) และหุ้น ฟอร์จูน พาร์ท อินดัสตรี้ (FPI) มากที่สุด เพราะทั้ง 2 ตัว เกี่ยวข้องกับธุรกิจยานยนต์ที่ยังคงเติบโตอยู่ในปีหน้า ซึ่งTMC เขาทำธุรกิจต้นน้ำ ส่วน FPI ทำเกี่ยวกับเซอร์วิส ฉะนั้นได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งคู่

ที่มา-http://www.bangkokbiznews.com/
แฟนเพจการลงทุนที่มาแรงที่สุด-> http://www.facebook.com/TheYoungbloodWay และเว็ปไซต์ที่รวมทุกเรื่องที่คุณต้องรู้เรืองหุ้น-> http://theyoungbloodway.blogspot.com

Advertisements