[InfoQuest] THCOM วิศวกรรมเทกระจาด
04-01-2013 06:55:01

วันที่ 18 ธันวาคม หุ้นบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) หรือ THCOM เกิดแรงเทขายออกมาอย่างหนัก ทำให้ราคาปรับลงต่ำสุด 21.90 บาท ก่อนมาปิดตลาด 22.80 บาท ติดลบ 1.50 บาท หรือกว่า 6.2% มูลค่าการซื้อขายกว่า 1,546 ล้านบาท หลังนักลงทุนตื่นตระหนกกับข่าวและบทวิเคราะห์หลักทรัพย์หลายแห่ง ระบุว่าการเซ็นสัญญากับลูกค้าอินเดียมีแนวโน้มล่าช้ากว่ากำหนดเดิมปลายปีนี้
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ต้องออกมาปลอบขวัญนักลงทุนและชี้แจงข่าวทันควันว่า ทุกอย่างยังคงมีการเจรจาเหมือนเดิม โดยผลประกอบการไตรมาส 4/55 จะดีตามเป้าหมายและสามารถจ่ายเงินปันผล ให้ผู้ถือหุ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 6-7 ปี และรายได้อีก 5 ปีข้างหน้า จะเพิ่มขึ้นถึง 10,000 ล้านบาท จากดาวเทียมไทยคม 6 และ ไทยคม 7 ที่ใช้งานเต็ม 100%
หลังผ่านช่วงเวลาผิดยาวปีใหม่ ข่าวดีใหม่ก็เข้ามากลบข่าวร้ายเดิม ซึ่งยังผลให้ราคาวิ่งกลับขึ้นมาที่จุดเดิมอย่างรวดเร็ว (ดูตารางราคาหุ้นประกอบ) หลังจากที่ บริษัท ไอพีสตาร์ จำกัด (IPSTAR) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ THCOM ถือหุ้นอยู่ 99.96% ของทุนชำระแล้ว ได้เข้าทำสัญญากำหนดกรอบข้อตกลง (Framework agreement) ขายช่องสัญญาณดาวเทียมทั้งหมดสำหรับประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนให้กับบริษัท วาสซัคเซส โฮลดิ้ง ลิมิเต็ด (Vast) และให้มีสิทธิในการใช้เกทเวย์ (Gateway) ในประเทศดังกล่าวแก่ Vast ตลอดอายุการใช้งานของดาวเทียมไทยคม 4 โดยที่ข้อตกลงของคู่สัญญาได้รับความเห็นชอบจากบริษัท ไชน่า เทเลคอม แซทเทลไลท์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือใบอนุญาตประกอบธุรกิจดาวเทียมในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนแล้ว
การขายช่องสัญญาณดาวเทียมดังกล่าว ใช้วิศวกรรมการเงินที่ไม่ต้องใช้เงินสด เพราะ Vast ซึ่งถือหุ้นทั้งหมดโดยบริษัท ซินเนอร์โทน คอมมิวนิเคชั่น คอร์ปอเรชั่น (Synertone) จะชำระค่าตอบแทนสำหรับการซื้อช่องสัญญาณดาวเทียมดังกล่าว ซึ่งจะกำหนดหลักเกณฑ์และรายละเอียดไว้ในสัญญาหลักและสัญญาที่เกี่ยวข้อง อื่นๆ ส่วน Synertone ตกลงที่จะออกหุ้นใหม่และจัดสรรให้แก่ IPSTAR หรือบริษัทอื่นๆ ในกลุ่มที่จะระบุรายละเอียดไว้ในสัญญาหลัก (Definitive Agreement) ตาม และ/หรือ สัญญาที่เกี่ยวข้องอื่นๆต่อไป
นั่นหมายความในอนาคตรายได้จากการขายช่องสัญญาณดาวเทียมในประเทศสาธารณรัฐ ประชาชนจีนของ Vast จะต้องแบ่งมาให้กับแบ่งรายได้ (Revenue Sharing) มาให้กับบริษัท ไอพีสตาร์ จำกัด (IPSTAR) ซึ่งในที่สุดก็จะรับรู้เข้ามาเป็นรายได้ของ THCOM ทันที เช่นกันตามส่วนแบ่งของการถือครองหุ้น
ข้อตกลงดังกล่าว ทำให้ Vast กลายเป็นเอเย่นต์ทำการตลาดที่ซื้อช่องสัญญาณดาวเทียมแบบเหมาในราคาส่ง จากไอพีสตาร์ โดยที่ THCOM โดยที่ไออีสตาร์ไม่ต้องเหนื่อยยากกับการไล่ล่าหาลูกค้าตามลำพัง เป็นกลยุทธ์ทางลัดประเภท”ยืมดาบฆ่าคน”อันแยบยลที่มีประสิทธิภาพ
การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะเท่ากับว่าจากนี้ไปทั้ง THCOM และ Synertone จะเป็นหุ้นส่วนธุรกิจในจีนชนิดแยกกันไม่ออก หากฝ่ายหลังขายปลีกให้กับลูกค้าได้ตามเป้าหมายครบถ้วนคือ 24.7% ของสมรรถนะของช่องสัญญาณดาวเทียมที่มีอยู่ตามสัดส่วน (จากเดิมที่THCOM ขายเองได้แค่ 3% เท่านั้น) จะทำให้รายได้ของ THCOM เพิ่มขึ้นอย่างมโหฬารจากปัจจุบัน
นี่ยังไม่นับทำไมการเจาะตลาดไปยังประเทศอินเดีย(ที่ เพิ่งถูกเลื่อนออกไปอีกระยะหนึ่ง ไม่ระบุวันเวลาที่ชัดเจน) ซึ่งก็เป็นอีกแหล่งเป้าหมายการตลาดสำคัญที่มีความหมายต่อผลประกอบการของ THCOM อย่างมีนัยสำคัญ
กลยุทธ์เช่นนี้ถือเป็นความจำเป็น และเป็นการเทกระจาดครั้งสำคัญ เพราะนับตั้งแต่ดาวเทียมไทยคม 4 (ไอพีสตาร์)ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าดาวเทียมทั่วไปถึง 25 เท่า ให้บริการในเขตพื้นที่เอเชียแปซิฟิก ยิงขึ้นสู่วงโคจรเมื่อ 6 ปีก่อน ก็มีตัวเลขเปิดเผยล่าสุดว่า ในปัจจุบันมีลูกค้าซื้อใช้บริการช่องสัญญาณดาวเทียมไปแค่เพียง 30% เท่านั้น เกินจุดคุ้มทุน 25% ไม่มากนัก เหลือช่องสัญญาณอยู่ถึง 70% จากขีดความสามารถในการให้บริการรวมถึง 37,388 เมกกะบิตต์ต่อวินาที (Mbps)
การขายช่องสัญญาณดาวเทียมที่ล่าช้านี้ นอกจากถือเป็นความสูญเปล่าทางด้านการลงทุนแล้ว ยังถือเป็นความล้มเหลวทางการตลาดที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วน
เรื่องนี้คือเป็นภารกิจของทีมบริหารของ THCOM ที่มีนางศุภจี เป็นผู้นำอย่างสำคัญยิ่ง ดังที่ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ในแถลงการณ์ของTHCOMว่า การขายแบบเทกระจาดโดยไม่ได้ใช้เงินสด แต่ได้ใบหุ้นมาแทนครั้งนี้เป็นการ“บรรลุเป้าหมายที่สำคัญอีกครั้งหนึ่ง เพราะปริมาณการใช้งานช่องสัญญาณไอพีสตาร์ในประเทศจีนจะทำให้การใช้งานช่อง สัญญาณไอพีสตาร์อยู่ในระดับที่สูงเกินกว่าจุดคุ้มทุนของโครงการไอพีสตาร์ไป มาก”
เหตุผลสำคัญอยู่ที่ พันธมิตรในจีนจะทำให้THCOMสามารถขยายโครงข่ายระบบสื่อสารไปทั่วประเทศจีนได้ อย่างรวดเร็ว และสามารถให้บริการในพื้นที่ที่ในปัจจุบันไม่สามารถเข้าถึงโครงข่ายระบบสื่อ สาร หรือพื้นที่ที่มีโครงข่ายสื่อสารใช้งานไม่เพียงพอด้วย
นางศุภจีเป็นอดีตผู้บริหารของไอบีเอ็ม(ไอบีเอ็ม ประเทศไทย และ ไอบีเอ็ม อาเซียน)มาก่อน มีประสบการณ์การทำงานในวงการคอมพิวเตอร์ของบริษัทข้ามชาติ มากกว่า 23 ปี ได้เคยตั้งเป้าหมายเมื่อเข้ารับตำแหน่งเมื่อปีเศษที่ผ่านมาว่า จะใช้เวลาที่กำหนดไว่3 ปี ตั้งเป้าหมายสร้างความสำเร็จ 3 ประการ นั่นคือ ทำให้บริษัทกลับมามีกำไร ยกระดับแบรนด์อิมเมจขึ้นเป็นบริษัทชั้นนำของโลกโดยคนไทย และ ต้องมีภาพใหม่ไม่ติดกับการเมือง โดยเน้นหนักว่า จะรุกทางการตลาดสร้างยอดขายให้กับบริษัทที่มีตัวเลขขาดทุนติดต่กันมายาวนาน หลายปีด้วยการทำธุรกิจแบบร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อลงทุนใหม่
ความสำเร็จหลังจากเข้ารับตำแหน่งในปีแรกพร้อมกับการปรับเปลี่ยนองค์กร หลายประการปรับให้มีประสิทธิภาพ รวมถึงการตัดขายธุรกิจที่ไม่ทำกำไรออกไปเพื่อให้มีความกระชับและชัดเจน เป็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็นชัดเจนจากการที่เริ่มล้างขาดทุนสะสมได้หมด และจะจ่ายปันผลเป็นปีแรกในรอบหลายปี ยังไม่เพียงพอ
กลยุทธ์รุกทางการตลาด โดยอาศัยพันธมิตรอย่าง Vast จึงเป็นกลยุทธ์ใหม่ล่าสุดที่ต้องเร่งกระทำเพื่อสร้างรายได้กลับคืนมาจากยอด ขายปกติให้ได้
คำถามที่นักวิเคราะห์หลักทรัพย์หลายรายยังไม่มีความชัดเจนก็คือ กลยุทธ์เทกระจาดเช่นนี้ จะมีผลบวกมากน้อยแค่ไหน
นักวิเคราะห์ของเอเชียพลัส ระบุว่า Synertone เป็นบริษัทที่ทำธุรกิจรับจ้างออกแบบและขายอุปกรณ์สำหรับโครงข่ายเฉพาะให้กับ รัฐบาลจีน และเป็รนบริษัทขนาดเล็กที่มีสินทรัพยืเพียงแค่ 1 พันล้านบาทเศษ ทำให้ฐานรายได้และกำไรค่อนข้างคงที่ ไม่น่าจะจ่ายส่วนแบ่งรายได้ให้กับTHCOMไม้มากนัก มีโอกาสจะทำให้มูลค่าพื้นฐานของ THCOM เพิ่มขึ้นเพียงแค่ 50 สตางค์ต่อหุ้นเท่านั้น หากขายไม่หมด แต่หากบังเอิญขายได้หมดจะช่วยเพิ่มมูลค่าต่อหุ้นได้ถึง 5 บาท ซึ่งหากประเมินศักยภาพปัจจุบันไม่สูงมากเช่นนั้น
การวิเคราะห์ดังกล่าว ถือเป็นการประเมินที่ต่ำอย่างมากพอสมควร แต่นั่นคือคำถามที่ท้าทายผู้บริหารของ THCOM และ Synertone อย่างมาก หากทำได้สำเร็จ นางศุภจีก็จะมีชื่อเสียงระบือไกลอีกยาวนานเลยทีเดียว แต่ถ้าไม่สำเร็จ ก็ไม่เสียหายอะไร
ทางเลือกของ THCOM ถือว่าค่อนข้างเสี่ยง แต่โอกาสของคำว่า “เสี่ยงสูง กำไรสูง”ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เพราะนักวิเคราะห์นั้น ไม่จำเป็นต้องถูกต้องเสมอไป

Advertisements