จดหมายถึงเซียน……..จากเม่า
เม่าน้อยตนหนึ่งติดตามอ่านบทความเซียน..หรือท่านที่เกือบเป็นเซียน(อิอิอิ)หลายท่าน อยากจะบอกว่า..เม่าน้อยไม่ไคร่เข้าใจ เพราะบทความของเซียนแต่ละท่านเต็มไปด้วยคำคม…ให้คิดเอาเอง(ก็คนมันไม่เข้าใจนิ…)ไม่แนะนำตรงๆ…อ้อมสุดฤทธิ…(หรือว่าเม่าน้อยโง่เองฮือๆๆ…)

อยากฝากถึงท่านเซียนทั้งหลายว่าวันนี้เม่าน้อยเจอคำแนะนำวิธีการเลือกหุ้นที่ตรงๆโดนใจเม่าน้อยอย่างแรงนิ……หากท่านเซียนทั้งหลายจะกรุณา..ขอบทความง่ายๆ….แบบนี้บ้างเด้อค่ะ…จะขอบคุณหลายๆๆๆๆๆ (…….)

1. ดูนิสัยเราก่อน เราเล่นเร็ว เล่นช้า ชอบเสี่ยง ไม่ชอบเสี่ยง ถ้าชอบเล่นเร็ว ไม่ค่อยมีความอดทนก็เล่นตัวเล็กที่มันวิ่งปรู๊ดปร๊าดหน่อย ถ้าชอบเสี่ยงก็เหมือนกัน แล้วอีกอย่าง…ชอบหุ้นที่มันไปกับตลาดแค่ไหน(บางคนอ่านตลาดรวมๆได้ดีกว่าอ่านทางหุ้นเป็นตัวๆ) ถ้าชอบ ก็เล่นบิ๊กแค็พ มันมักจะขึ้นลงตามตลาด ไม่ค่อยทำอะไรพิศดารให้เราเซอร์ำไพร๊ซ์มาก

ความสุขในการเล่นหุ้นนี่สำคัญมาก ต้องรู้จักนิสัยและความสามารถของตัวเอง เล่นแล้ว…ต้องมีความสุข ได้เงินมากน้อยยังเป็นเรื่องรองสำหรับผมนะ…ผมว่า

ถ้าเล่นหุ้นแล้วไม่มีความสุข …อย่าเล่นเลยครับ เสียเงินแล้วยังมาเป็นทุกข์ ดับเบิ้ลโง่เลยนะนั่น

2. หุ้นแต่ละกลุ่มแต่ละตัวความกว้างของการสวิงไม่เหมือนกัน พลังงานสวิงมากกว่าแบ๊งค์ เวลาขึ้นก็ขึ้นเยอะ แต่เวลาลงก็ลงเยอะ ส่วนแบ๊งค์ขึ้นไม่เยอะ แต่ลงดันเยอะเหมียนกัน เอิ๊กกกกก (ล้อเล่น) แล้วในกลุ่มของมันแต่ละตัวก็ต่างกัน อย่าง banpu สวิงกว่า ptt หรือ scb ก็สวิงกว่า bbl

ที่สำคัญอีกอย่างคือราคาในอดีตดูไว้พอเป็นแนวทางเท่านั้น อย่าไปยึดมั่นถือมั่นมาก อย่างกลุ่มปิโตรถ้าใครคิดว่ามันจะวิ่งกลับไปที่เดิมของมันพร้อมๆกับชาวบ้านล่ะก้อ …คิดใหม่ได้ครับ เอิ๊กกกก

3. อย่าเล่นหุ้นเยอะตัวเกิน มันจะงง เวลาตลาดผันผวนมันจะวิเคราะห์ จะซื้อขายกันไม่ทัน เอาซัก 3 ตัวนี่ก็เหลือแหล่แล้วสำหรับพอร์ตเล็กๆระดับไม่เกินล้าน เอาบิ๊กแค็พตัวนึง หุ้นที่เรารู้นิสัยมันดีตัวนึง และเผื่อไว้อีกตัวสำหรับหุ้นที่มาเป็นฤดุหรือวิ่งเป็นช่วงๆ
4. เล่นหุ้นตัวที่เรารู้นิสัยมันดีนี่สำคัญมากครับ อย่าเล่นหุ้นซี้ซั้ว มั่วเล่นไปเรื่อย แบบนั้นมักจะเสียครับ เล่นตัวที่เรารู้นิสัยการขึ้นลงของมันดีนี่เล่นยังไงก็มักจะได้ ขอแค่เข้าออกให้ถูกจังหวะเท่านั้น

ไปเล่นหุ้นตัวที่เราไม่ค่อยได้เล่น ต่อให้มันขึ้นลงขนาดไหน เราก็มักจะได้เงินจากมันไม่ค่อยเต็มที่เท่าไหร่ แบบจังหวะเข้าออกมันไม่แม่น เพราะกว่าเราจะรู้จักนิสัยหุ้นตัวนึงนี่ …เราต้องเสียค่าเล่าเรียนกับมันพอสมควรนะครับ เสียค่าเทอมแล้ว ก็เอากำไรให้คุ้มครับ เปลี่ยนตัวไปเรื่อยก็เหมือนกับเรียนหนังสือซ้ำชั้นอยู่นั่นแหละ ไม่ไปไหนซะทีครับ …เอิ๊กกกก

อย่างผมนี่กลับมาเล่นหุ้นได้ปีกว่า ผมเวียนเล่นอยู่หลายสิบตัวมาก แต่เอาเข้าจริงแล้ว ได้เงินจากไม่กี่ตัว แบบเวียนเล่นมันอยู่กี่รอบก็กำไรเกือบทุกรอบ ส่วนไอ้ที่เหลือเล่นแล้วเสียซะมาก กั่กๆๆๆ

ตัวที่ผมเล่นแล้วได้เงินมีอยู่แค่ 6-7 ตัวเองครับ pttep banpu scb tta advanc itd scc

สังเกตุด้วยนะครับว่าแต่ละตัว รอบของมันไม่ตรงกันเสียทีเดียว

5. อย่าเล่นหุ้นปั่นเลยครับ เชื่อผมเหอะ… ผมลองมาเยอะแล้ว ต่อให้เก่งแค่ไหนก็ได้ไม่คุ้มเสียครับ ถ้าเสี้ยนจริงๆอดมือคันไม่ได้ก็กันเงินไว้ส่วนนึงไว้เล่นหุ้นแปลกๆ แต่อย่าเยอะเลยครับ เล่นพอได้ลองวิชา …แล้วท่านจะรู้เองว่าวิชาใช้กับหุ้นปั่นไม่ได้ ….เอิ๊กกกก

มักมีคนเหน็บว่าหุ้นมันก็ปั่นกันทั้งนั้น …มันก็จริงครับ แต่หุ้นบิ๊กแค็พหรือหุ้นทั่วๆไปนั้นเขาปั่นกันไปตามสภาวะตลาด ตาม supply demand คือมันมีจ้าวหลายพวกมาสู้กันในตลาด ซึ่งบางทีจ้าวมันก็กินกันเอง บางทีมันก็โดนรายย่อยกิน แต่รวมๆแล้วในระยะยาวคือ win-win หรือได้กันหมด เพราะหุ้นมันย่อมเติบโตไปตามผลประกอบการซึ่งก็จะไปตามการเติบโตของเศรษฐกิจโลก เป็นไปตามธรรมชาติแห่งทุน(นิยม)

แต่หุ้นปั่นมันไม่ใช่อย่างนั้นสิครับ หุ้นปั่นคือหุ้นที่ถูกทำราคาโดยจ้าวพวกหนึ่งหรือกลุ่มเดียว ไม่มีพื้นฐานใดๆทั้งสิ้น เล่นมันคือเล่นเกมส์ win-loss ที่ส่วนใหญ่เรามักจะ loss ครับ เอิ๊กกก
6. นอกจากเล่นหุ้นพื้นๆอย่างพลังงานกับแบ๊งค์แล้ว กันเงินไว้ส่วนหนึ่งสำหรับเล่นหุ้นที่มาตามกาลของมันได้ก็ดีครับ อย่าง 2 อาทิตย์ที่ผ่านมา กลุ่มอสังหาวิ่งกันกระฉูด หรือ 2 วันที่ผ่านมานี่ ปูนใหญ่ก็วิ่งไป 20%

วิธีดักหุ้นพวกนี้คือดูว่า volume เข้าไม่เข้าครับ ทุกวันเวลาเช็คตลาด อย่างแรกๆเลยที่ผมจะเช็คคือวันนี้ตัวไหนซื้อขายกันลำดับที่เท่าไหร่ กลุ่มไหนโวลุ่มเท่าไหร่ อย่างอสังหานี่ทันทีที่มันขึ้นมาเป็นอันดับสามเมื่อ 2 อาทิตย์ก่อน ตัวหลักๆของมันแทรกเข้ามาอยู่ใน value top 5 นี่ก็เล่นได้แล้วครับ แล้วพวกนี้เวลาวิ่งมันจะวิ่งดีกว่าบิ๊กแค็พเยอะ (จริงๆอย่าง itd นี่มันก็ถือเป็นบิ๊กแค็พนะ) เพราะมันลงไปเกินพื้นฐานมาก

อย่าง scc นี่ ทันทีที่ volume เข้าเมื่อวานก็ตามได้แล้วครับ ขนาดผมมาตามได้ตอน 102 เพราะผมไม่ได้เฝ้าตลาด (พอมาเห็นอาการปุ๊บก็ซื้อปั๊บ) ตอนนี้ก็ยังกำไรกว่าเล่นตัวอื่นๆหลายตัวเลยครับ

ไม่เชื่อลองงี้สิครับ ปีหน้าพอเศรษฐกิจเริ่มฟื้นนะ คอยดูกลุ่ม finance นะครับ วันไหนมันวิ่งขึ้นมาอันดับ 3-4 ตามเข้าพวก kest bls asp นี่ …ไม่ได้ตังค์ให้เหยียบเลย เอิ๊กกกก

7. คนเล่นเดย์เทรดได้น้อยกว่าคนเล่นรอบ …รับประกัน เชื่อหัวไอ้เรืองเหอะ คนที่เล่นแล้วได้เป็นน้ำเป็นเนื้อที่สุดคือคนที่ถือยาวได้เป็นอาทิตย์ขึ้นไป เล่นรอบประมาณครึ่งเดือนถึง 2 เดือน พวกนี้จะยืดหยุ่นที่สุด ได้เยอะสุด ผมเองเล่นรอบเร็วกว่านั้น ผมจึงอิจฉาพวกเซียนที่เล่นรอบแบบนั้นได้มั่กๆ เพราะเรารู้ว่าเล่นรอบประมาณนั้นมันฟันเต็มๆ ไม่ต้องมาซื้อขายๆซึ่งพอพลาดก็จะโดน ไปเล่นตอดเล็กตอดน้อยได้เท่าไหร่ก็เป็นค่าคอมซะเยอะ

ยิ่งเล่นเดย์เทรดนี่ เจอตลาดช่วงที่ชอบเปิดไฮปิดโลว์ติดๆกันซัก 3-4 วันก็ซี้แล้ว แล้วตลาดแบบนั้นมันมีบ่อยมั่กๆ ก็ไม่รู้จะเล่นกันไปทำไม …ทำเป็นเล่นหวยกันไปได้ …เอิ๊กกก

และอีก….คำแนะนำ
หุ้นแนะนำ, วิธีเลือกหุ้นเด่น, เล่นหุ้นอย่างไรให้ได้กำไร

“เราต้องคิดให้เป็นหลักวิทยาศาสตร์ การ”เบ่ง” ของวอลุ่ม จะต้องสอดคล้องกับ “การขึ้น” ของราคาหุ้น นักลงทุนที่ก้าวขึ้นมาเป็นรายใหญ่ ต้องเข้าใจหลักการข้อนี้ หุ้นจะเป็นขาขึ้น”ราคา” และ “ปริมาณ” จะต้องเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน”

จั่วหัวด้วยคำสอนของเซียนหุ้นพันล้าน “คุณวิชัย วชิรพงศ์ “หรือที่รู้จักกันในวงการว่า “เสี่ยยักษ์” ผมต้องบอกว่าคำพูดนี้ถือเป็นสูตรสำเร็จก็ไม่ผิดนัก แต่จะมีกี่คนที่ทำได้อย่างถูกต้องและประสบความสำเร็จ

ตั้งแต่ผมเริ่มเล่นหุ้นมาจนถึงเดี๋ยวนี้ ผมถือว่าผมเป็นคนหนึ่งที่ยังไม่เคย “ขายขาดทุน” และที่ไม่ขาดทุนไม่ใช่ว่าผมติดดอยและดื้อถือมาขายตอนได้กำไร แต่ผมมีหลักในการเข้าเทรดโดยดูรอบขึ้นลงของหุ้นเป็นสำคัญ ….จะว่าไปก็ยังมีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมยอมขายขาดทุน สาเหตุไม่ใช่เพราะผมซื้อพลาด แต่ที่ผมยอมขายเพราะผมเห็นหุ้นตัวนึงกำลังเด้งแนวรับขึ้นซึ่งเปรียบเทียบกำไรแล้ว ผมสู้ขายขาดทุนและเอาเงินต้นมาลงหุ้นตัวใหม่นี้ดูจะมีกำไรมากกว่า “ซึ่งผมตัดสินใจถูก” ส่วนที่ตัดขาดทุนไปนั้น ผมได้คืนกลับมาภายในเช้าวันรุ่งขึ้น (^^) …ประเด็นที่เล่าไม่ใช่อยู่ตรงกำไรของผม แต่อยู่ตรงหุ้นตัวที่ซื้อนั้นเป็นหุ้นที่มี fundamental ดีมาก แถมอยู่ช่วงขาขึ้น แต่ที่กำไรไม่วิ่งนั้นเป็นเพราะ Volume ไม่มี

ขั้นตอนในการเลือกหุ้นทางด้านพื้นฐาน และเทคนิคการดูกราฟเบื้องต้นนั้น..ผมขออนุญาตข้ามไปนะครับเพราะมีเขียนอยู่ในบทความ “อยากเล่นหุ้นฯ”แล้ว ดังนั้นผมขอผ่านมาขั้นตอนหลังจากเลือกหุ้นได้แล้วนะครับ

เวลาที่ผมเลือกหุ้นนั้น Mind Map ผมจะเป็นตามนี้ครับ
1. ผมเลือกจากความชอบส่วนตัว เพราะชื่อที่ติดอยู่ในหัวนั้น อย่างน้อยๆผมถือว่ามันต้องมีจุดเด่นในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น นึกถึงน้ำมันก็ PTT, IRPC นึกถึงบันเทิงก็ Grammy, RS นึกถึงสื่อสารก็ AIS, DTAC ประมาณนี้ครับ

2. ผมก็จะเปิดดูงบการเงิน (ตามอ่านได้ในบทความ “อยากเล่นหุ้นฯ”) ของแต่ละบริษัทฯ ว่าภาพที่ผมรู้จักกับความเป็นจริงนั้นแตกต่างกันอย่างไร

3. เปิดกราฟดู Trend ณ ตอนนั้น (ถ้าใครไม่มีprogram หลักๆ..ก็ดู Link ตามบทความเช่นเดียวกันครับ)

4. หลังจากเช็คตัว indicator ต่างๆ และเห็นแล้วว่าเป็น Uptrend ซึ่งถือว่าเป็นหุ้นน่าสนใจ ผมก็จะตี trendline เพื่อกำหนดกรอบ”แนวรับ” และ “แนวต้าน” ถ้าเห็นว่าอยู่ในรอบที่ทำกำไรได้ผมก็เข้าซื้อ โดยส่วนใหญ่แล้วจะเข้าช่วงย่อตัวลงมาเด้งแนวรับเพื่อขึ้นทดสอบแนวต้าน พอถึงบริเวณแนวทดสอบผมก็ค่อยพิจารณาปัจจัยต่างๆ ณ เวลานั้นๆอีกที (กราฟตัวอย่างที่ผมยกมา…ผมเข้าซื้อช่วงเส้นแนวตั้งสีเหลือง เพราะย่อลงมาสุดแล้ว และราคากำลังกลับขึ้นไปยืนบน EMA 5 เส้นเขียว)

5. ขั้นตอนต่อไปก็อยู่ตรง Mainหลักของบทความนี้ คือ “เรื่อง Volume” ครับ หุ้นที่ผมซื้อแล้วต้องยอมขายขาดทุนไปนั้นผ่านเกณฑ์ตามที่ผมแจ้งทั้ง 4 ข้อมาหมด แต่กลับไม่มีคนเล่น…ผมถึงบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ
จากนั้นผมลองมาไล่เช็คหุ้นใน Port ตัวเองดู ปรากฎว่าหุ้นทุกตัวที่ทำกำไรให้ผมเป็นกอบเป็นกำนั้น ส่วนใหญ่ติดอันดับต้นๆของ หุ้นที่มีปริมาณซื้อขายสูงสุดของกลุ่มอุตสาหกรรมนั้นๆ….นั่นแสดงว่า “คำพูดข้างต้นนั้น เป็นความจริง”

6. วิธีการเช็คดูว่าหุ้นมีVolumeเป็นอันดับที่เท่าไหร่ของกลุ่มอุตสาหกรรมนั้นๆ ก็ให้ไปที่ Linkนี้ครับ
http://www.settrade.com/C04_01_stock…PC&selectPage=

แล้วไปใส่ชื่อหุ้นตรง ช่อง”ค้นหาข้อมูลหลักทรัพย์” (มุมขวาบน) แล้วกด”go” จากนั้นไปที่ “อันดับในอุตสาหกรรม” (มุมบนซ้าย)

7. จากนั้นก็ไปเลือกตรงช่อง “จัดลำดับตาม” ซึ่งเมื่อClick เข้าไปจะมีให้เลือก “ %เปลี่ยนแปลง, ปริมาณ, มูลค่า,ฯลฯ” ในที่นี้เราเลือก “ปริมาณ” แล้วไป click เลือกตรง”มากไปน้อย” แล้วกด “GO”

ขั้นตอนนี้เราจะสามรถรู้ว่าหุ้นตัวที่เราเลือกนั้นอยู่ลำดับที่เท่าไหร่ในกลุ่มอุตสาหกรรมนั้นๆ (โดยการจัดเรียงเราสามารถกำหนดได้เองว่าจะให้จัดเรียงตามอะไร) …..คราวนี้เพื่อนๆก็จะสามารถเลือกหุ้นที่มี Volume ได้ตามที่ต้องการแล้ว

หลักสำคัญอีกอย่างหนึ่ง อย่าลืม check ด้วยว่าปริมาณที่ว่านั้น เป็นปริมาณ “ขาย”หรือ”ซื้อ” …อย่างที่บอกตั้งแต่ตอนต้นว่า “ปริมาณและราคา จะต้องไปในทิศทางเดียวกัน” สังเกตุโดยแบ่งได้เป็นหลายกรณี ดังนี้

– ราคาขึ้น …Volume ซื้อขึ้น => หมายถึง ราคายังมีช่องว่างในการเก็งกำไร คนเลยยังซื้อเพิ่มเพื่อรอขายออก

– ราคาลง … Volume ซื้อลง => หมายถึง ราคาเริ่มลง คนเริ่มรู้ว่าตลาดไม่ต้องการ เลยเลิกซื้อและเริ่มขายออก

– ราคาลง… Volumeซื้อขึ้น => หมายถึง มีคนเก็บของ สงสัยไว้เลยว่าเป็นรายใหญ่ทุบราคาลงมาเพื่อเก็บของ

– ราคาลง.. ไม่มีVolumeขาย => หมายถึง มีคนเก็บของไว้ไม่ยอมขายออก…เราก็อย่าปล่อย

– ราคาลง…. Volumeขายขึ้น => หมายถึง ถ้าเราเข้าไปซื้อก็แสดงว่า เรากำลังเข้าไปรับหุ้นที่คนเขาเริ่มไม่ต้องการ…..
และถ้าขืนเผลอไปซื้อเข้าจริง

“ ถึงเวลานั้นถ้าเพื่อนตะโกนเรียกว่า “เม่า” ก็อย่าลืมหันไปขานรับซะล่ะ ei ei”

*************เม่าน้อยต้องขอโทษเซียนทั้งหลายที่ท่านอาจมีวิธีการเลือกหุ้นแบบอื่น แต่ที่เม่าน้อยคัดลอกบทความเขามาเพราะอยากเรียนว่า คำแนะนำแบบนี่แหละที่เม่าน้อย..ด้อยความรู้get…(เข้าใจ)…..**********มันอาจทำให้ท่านคลายสงสัยว่าทำไมบัดนี้ข้าพเจ้ายังเป็นเม่าอยู่…….

Advertisements