บังเอิญว่าวันนี้ผมนำ notebook มานั่งทำงานกลุ่มเลยนั่งฟังไปจดบันทึกไปในคอม
นำมาแชร์ให้อ่านกันนะครับ เผื่อเป็นประโยชน์
ส่วนของวันที่ 13/10 น่าจะมีเพื่อนๆท่านอื่นมาแชร์อีก
ไว้ผมทบทวนแล้วจะตามมาเสริมละกันครับ

การบริหารพอร์ตโฟลิโอและจิตวิทยาการลงทุน (คุณโจ ลูกอีสาน)

Topic การจัด portfolio
• การจัดพอร์ตมีความสำคัญเท่ากับ stock selection ถ้าจัดการไม่ดีมีโอกาสเสียหายชัดเจน

“อะไรก็ตามที่เสี่ยง อย่าทำ”
• พอร์ตอยู่ในชื่อคนอื่น Ex. ชื่อญาติ, แฟน(ภรรยา ยังพอไหว มีอะไรก็หารครึ่ง)
• การถือหุ้นตัวเดียว คนที่ถือคิดว่าไม่เห็นเป็นอะไร ถ้ามีปัญหาก็ขายทัน แต่บางเหตุการเช่น ผู้บริหารเสียชีวิต การตกแต่งบัญชีฉ้อฉล มันขายไม่ทัน ตลาดขึ้น SP เช่น SECC มีรุ่นพี่ที่ซื้อขายไว ไม่เคยติดหุ้น ถือหุ้นตัวนี้อยู่ 10 ล้านบาท ตลท.ประกาศ SP ตอนนี้ยังติดหุ้นตัวนี้อยู่เลย ซื้อขายไม่ได้
• ใช้เงินกู้ ใช้ Margin เป็นการทำให้เราอ่อนแอโดยไม่จำเป็น แม้คิดถูกก็อาจทำให้เราขาดทุนได้ เช่น เจอหุ้นตัวหนึ่ง 5 บาท มูลค่าแท้จริง 10 บาท เราซื้อเต็มที่ + margin ปราฏกว่าเราคิดถูกครับ มันไปที่ 10 บาทจริง แต่ระหว่างทาง 5 บาทมันลงไป 3 บาทก่อน โดน force sell ชีวิตการลงทุนจบเห่เลย
• Ex. มีพี่คนหนึ่งมาขอคำปรึกษา ซื้อหุ้นตัวหนึ่งลงไป 20%, ซื้อตัวเดียว, ใช้ margin, อีก 2 เดือนข้างหน้า(ต.ค.54) ต้องใช้เงิน หลังจากนั้นปรากฏโดนน้ำท่วม หลังจากนั้นผมก็ไม่เจอพี่คนนั้นอีก
• คนที่ทำสำเร็จก็มี แต่คนที่ตายไม่ได้มาพูด

การกระจายการลงทุน(ถือหุ้นหลายตัว)
• รับประกันได้ว่าเราไม่เจ๊งแน่นอน ถ้าถือหุ้น 5 ตัวแล้วผิดหมด ก็ไม่ต้องเล่นหุ้นแล้ว
• การถือหุ้นหลายตวสุดท้ายจะได้ค่าเฉลี่ย แต่ถ้าฝีมือดีผลตอบแทนก็จะดีกว่าตลาด
• หุ้นแม้จะมี upside 50% แต่มันไม่ได้ขึ้นพร้อมกัน หากเราเผลอไปคิดผิดซื้อหุ้นที่ต้องรอ 2-3 ปีกว่าจะขึ้น ผลตอบแทนจะแย่
• “ผมพอใจที่จะถูกพอประมาณ ดีกว่าผิดจังๆ” Anonymous
• จะมีพอร์ตที่ต่ำกว่ามูลค่าเสมอและขายหุ้นที่เกินมูลค่า
• ถ้าเป็นหุ้น Super stock อาจถือตลาดไปก็ได้
• สามารถลงทุนในหุ้น ขนาดกลาง/เล็กได้
• ขยายขอบเขตความรู้ ยิ่งรู้หุ้นมากเท่าไรก็ได้เปรียบ

ข้อเสีย
• ไม่ใช่วิธีที่ทำกำไรสูงสุด
• เสียเวลามากกว่าในการหาความรู้
• ต้องซื้อๆขายๆด้วย

พอร์ตควรมีหุ้นกี่ตัว
• มีเวลาติดตามหุ้นมาก ถือมากตัวได้
• “ต้องเข้าใจที่ไปที่มาของบริษัท ถ้าไม่เข้าใจอย่าซื้อเด็ดขาด”
• ในทุกกรณี ไม่ควรต่ำกว่า 3 ตัว ถ้าหุ้น 2 ตัว น้อยไปเก้าอี้ 2 ขาหักไปขาแล้วนั่งไม่ได้
• ขนาด 1 แสน – 1 ล้าน 3-5 ตัว
• 1 – 10 ล้าน 4-6 ตัว
• 10 ล้าน – 100 ล้าน 6-8 ตัว

ควรถือเงินสดในพอร์ตเท่าไร
• เมื่อก่อนผมถือ 100% แต่หลังจากเจอวิกฤติ ผมก็ถือ 10-15% เพราะไม่รู้ว่าโอกาสจะมาเมื่อไร เหมือน warren ที่ถือเงินเอาไว้ มีวิกฤติเมื่อไรได้ใช้ทุกครั้ง peter lynch ก็เหมือนกัน
• ถือเงินสดส่วนใหญ่ได้ หากไม่เห็นโอกาส
• การเก็งตลาด เข้าๆออกๆ ไม่ใช่ความคิดที่ดี ทางปฏิบัติทำได้ยาก วิกฤติ sub-prime พูดมา 2-3 ปีกว่าจะลง ถ้าเราคิดว่ามันจะลง แต่ไม่ลง แล้วขึ้นทำ new high วันแล้ววันเล่า ถามว่าการตกรถ เป็นวิกฤติหรือเปล่า? แถมเป็นวิกฤติที่เราสร้างขึ้นมาเองด้วย

พอร์ตที่พร้อมรับวิกฤติ (ถ้าจัดพอร์ตแบบนี้ไม่มีวันตาย)
• ต้องมีเงินสดอยู่เสมอไม่ต่ำกว่า 10%
• ไม่มีเงินกู้ (ทำให้พอร์ตอ่อนแอโดยไม่จำเป็น)
• Warren บอกว่า สิ่งที่ทำให้คนเปลี่ยนไป คือ เหล้า การพนัน ในแวดวงการลงทุนสิ่งที่ทำให้เราอ่อนแอที่สุด คือ หนี้ เพราะเจ้าหนี้ตอนฝนไม่ตกเค้ายื่นร่มมาให้เรา พอฝนตกเค้าดึงร่มกลับ

การซื้อเฉลี่ยขาลง
• ถ้ามี MOS อยู่ ก็แนะนำให้ซื้อ แต่พื้นฐานกิจการต้องไม่เปลี่ยนแปลงเท่านั้น
• การทยอยซื้อเป็น step เพราะราคาอาจลงก็ที่เราคาด
• เมื่อเจอวิกฤติเศรษฐกิจ จำได้ตอนนั้นใจกล้า 10% เราเข้าไปซื้อแล้ว มันดันลงไป 40% มีดยังไม่ตกถึงพื้นอย่าไปซื้อ
• จะรู้ได้อย่างไรว่ามีดตกถึงพื้นแล้ว ต้องใช้ข้อมูล อย่าใช้อารมณ์ เข้าไปดูข้อมูลตลาดหลักทรัพย์ P/BV ของตลาดหลักทรัพย์เฉลี่ยอยู่ที่ 1.9 จุดนี้คือไม่ถูกไม่พอ เช่น ตอนนี้ 2.2-2.3 แพงพอสมควรแต่ยังไม่ฟองสบู่ ตอนวิกฤติ 40/ subprime ของ p/bv ตลาด เหลือประมาณ 1 เท่า ผมคิดว่าปลอดภัยสูงแล้ว
• PE เอากำไรปีเดียวมาคิด ถ้าเจอวิกฤติกำไรหายหมด แต่ PBV เป็นผลรวมของหลายๆปี ตั้งแต่ตั้งกิจการจะมีความผันผวนต่ำกว่า
• ต้องมีตั้ง limit ไว้ในใจเสมอ เช่น พี่โจ ต่อให้หุ้นดีแค่ไหนจะซื้อไม่เกิน 40% อาจมีสิ่งที่เราไม่รู้ หรือคิดผิด

ทำอย่างไร เมื่อเจอหุ้นตีแตก
• รีบซื้อให้เยอะที่สุด แต่ไม่เกิน 40%

พอร์ตควรกระจายหลายอุตสาหกรรมหรือไม่
• แน่นอน เป็นเรื่องที่ดี
• Ex. กระจายในอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน บริษัทผลิตไบโอดีเซล พลังงานลม เอทานอล พี่งพาปัจจัยเดียวกันหมด ควรกระจายอุตสาหกรรมด้วย ไม่ใช่แค่บริษัท
• ถือกลุ่มเดียวกัน Ex. ค้าปลีก แต่เป็นค้าปลีก อุปโภคบริโภค ค้าหนังสือ ตกแต่งบ้าน แบบนี้ถือเป็นคนละอุตสาหกรรม

ถือหุ้นใหญ่หรือเล็ก
• ถ้าใครถามแบบนี้คือมี bias มันไม่ใช่ประเด็น
• ผมเคยได้ยินงานวิจัยใน us ว่าหุ้นตัวเล็กให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าเสมอ
• หากหุ้นตัวเล็กผลตอบแทนดีกว่าแค่ 4% แต่ถ้าในระยะยาวมีผลมาก
• หุ้นตัวเล็กถูกละเลย คนติดตามมีน้อย
• หุ้นตัวเล็กโอกาสเติบโตได้มาก ตลาดยังไม่อิ่มตัว
• หุ้นที่กำลังเปลี่ยนสถานะ ex. สมมติหุ้นตัวนั้นเติบโตมาเรื่อยๆ กำลังจะเข้า Set100, set50 สถาบันซื้อได้ จะทำให้หุ้นขึ้นเร็วมาก

ดัชนีผลตอบแทนรวม 2518-2554 (37 ปี)
• หุ้น ขึ้น 80 เท่า (ตกปีละ 12% ทบต้น)
• พันธบัตร ขึ้น 25 เท่า
• เงินฝากประจำ 10 เท่า ในช่วง 10 ปีหลังขึ้นน้อยมาก ต่ำกว่าเงินเฟ้อด้วยซ้ำ
• ทองคำ 8 เท่า
• อนุภาพปันผล ถ้านำเข้าไปรวมอยู่ในดัชนีไทยจะอยู่ที่ 6000-7000 จุด

ทางเลือกในการสร้างพอร์ตการลงทุน
• หุ้นในผลตอบแทนสูงสุด แต่ความผันผวนสูงมาก
• พันธบัตร ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ hedging เงินเฟ้อได้ดีที่สุด
• เงินฝากผลตอบแทนต่ำกว่าเงินเฟ้อ ฝากไว้ขาดทุน และต่อไปรัฐบาลไม่ค้ำประกัน
• ทองคำให้ผลตอบแทนต่ำสุด แต่นำมาใส่ได้
• ที่ดิน สินทรัพย์ที่ supply จำกัด แต่ demand เพิ่ม จะให้ผลตอบแทนที่ดี แต่ต้องมีความรู้ความเข้าใจระดับหนึ่ง
• บ้านเช่า/คอนโด ข้อดีบ้านเช่าคือได้ค่าเช่าด้วย ได้ที่ดินด้วย แต่คอนโดได้ค่าเช่า แต่มูลค่าเพิ่มน้อย ที่ผ่านมาคอนโดดี เพราะรถไฟฟ้ามากระจุกตัว แล้ว supply มันจำกัด แต่เมื่อไรที่รถไฟฟ้า 10 สาขา สร้างเสร็จ supply condo จะเพิ่มมาก ต่อไปจะไปปล่อยเช่าแพงก็ยาก

พอร์ตสำหรับคนทั่วไป
• ต่ำกว่า 40 ปี เน้นลงทุนหุ้นส่วนใหญ่ ถ้าไม่มีเวลาให้ซื้อกองทุน LTF ที่ลงทุนในหุ้นเป็นหลัก มีบลจ.บางแห่งที่บริหารได้ดี
• มากกว่า 40 ปี ไม่ควรมีหุ้นเกิน 60% ที่เหลือตามความถนัดและความชอบ

พอร์ตลงทุนเชิงรุก
• ลงทุนในหุ้นเป็นส่วนใหญ่เท่านั้น ระยะยาวผลตอบแทนดีสุด
• ถือหุ้นขนาดกลางและเล็ก
• เหมาะกับนักลงทุนอายุน้อย รับความเสี่ยงได้มาก
• เหมาะกับนักลงทุนที่อุทิศตัว เวลาให้กับการลงทุน
• หวังผลตอบแทน 25-30% ต่อปี
• ถ้าซัก 10 ปีน่าจะพอได้ แต่ยาวกว่านั้นจะยากแล้ว
• ตัวอย่างถือพอร์ต 7 ตัว ในหุ้นกลาง/เล็ก : siri, sat, ktc, kamart, bland, bigc, hmpro

พอร์ตลงทุนเชิงรับ
• ถือหุ้นไม่เกิน 50% กระจายลงทุนตราสารหนี้ ทอง อสังหา
• หุ้น blue ship กับ ขนาดกลาง
• เหมาะกับนักลงทุนมีอายุ
• ผลตอบแทน 10-15%
• ตัวอย่างถือพอร์ต 9 ตัว ในหุ้นใหญ่ : ptt, scc, advance, scb, bgh, cpf, cpall ,ratch, cpn

พอร์ตวัดดวง
• ลงทุนในหุ้นอย่างเดียว
• ใช้ leverage
• ถือหุ้นน้อยตัว
• มีเวลาเกาะติดข่าวสาร cut loss ได้ทัน
• เหมาะกับนักลงทุนที่ล้มได้
• หวังผลตอบแทน 50% ขึ้นไป
• ย่นระยะเวลาการลงทุน แต่ไม่ควรใช้นานเกินไป ธรรมชาติแจกการ์ดแห่งความโชคดีมาให้ เหมือนคนขับรถด้วยความเร็ว 200 km/hr ไปทำงานทุกวัน อาจมีอยู่วันอาจที่กลับไม่ถึงบ้าน
• ข้อดี บางคนเงินต้นไม่เยอะ ถ้าใช้วิธีธรรมดาผลตอบแทนไปช้า ถ้าเรารอดจะสามารถเริ่มต้นได้เร็ว
• ตัวอย่างถือพอร์ต 1 ตัว : siri-w2

ติดตามหุ้นอย่างไรจากหุ้นทั้งตลาด 550 ตัว
• ใครบอกผมรู้จักหุ้นเยอะ จริงแค่บางส่วน ผมเลือกติดตาม และละเว้นบางตัว
• หุ้นที่ผมไม่ติดตาม ไม่เข้าใจที่มาที่ไปกำไรของรายได้ ไม่สามารถหาข้อมูลได้ เช่น หุ้น sawang ต่อให้อ่าน 56-1 ผมก็ไม่รู้อยู่ดีว่าเค้าจะเติบโตยังไง
• ใครถือ ptt ผมถามว่ารายได้มาจากไหน ถ้าตอบขายน้ำมันไม่ใช่แล้ว ไม่มีผลเลย
• ไม่ลงทุนในหุ้นปั่น
• ไม่ลงทุนหุ้นไร้อนาคต อย่าเข็นครกขึ้นภูเขา สิ่งทอ รองเท้า
• ไม่ลงทุนหุ้นระเบิดเวลา สัมปทาน สัญญาชี้เป็นชี้ตาย เช่น rpc ถ้าปตท.ไม่ขายน้ำมันให้จบเลย , bts สัมปทาน, upoic มีสัญญาเช่าที่ดิน
• พวกสัญญาเหล่านี้ถ้ายังอีกนาน ก็ยังมีเวลาเก็บเกี่ยวกำไร ผลกระทบก็อาจลดลง แต่ถ้า rpc ชัดเจนว่าสัญญามีความเสี่ยงมาก
• ผู้บริหารไม่มีธรรมาภิบาล สังเกตได้ว่า ราคาไปก่อนข่าวจะมา มี insider หรือ ราคาลงไปก่อน เกมพวกนี้เสียเปรียบ insider อยู่แล้ว
• ผู้บริหารไม่ค่อยให้ข่าว แบบนี้เราไม่รู้เสียเปรียบ
• Ex. หุ้นเสี่ย ก. พื้นฐานธุรกิจก็ใช้ได้ แต่ไม่เคยปันผล เพราะต้องเผื่อเงินไว้สำหรับธุรกิจ และอีกอย่างเก็บเงินไว้ในบริษัทไซฟ่อน ตัดค่าใช้จ่าย ซื้อขายสินค้าที่แพงกว่าความเป็นจริง ถ้าคนจะโกงยังไง กลต.ก็ช่วยไม่ได้ ง่ายที่สุดคือหลีกเลี่ยงดีกว่า

Do & Don’t
• ถือเงินสดบางส่วนเสมอ
• ลงทุนในหุ้นมากสุด
• ถ้าไม่มีความรู้ให้คนอื่นลงทุนแทน
• อย่าใช้เงินกู้
• อย่าถือหุ้นตัวเดียว

Q&A
• Q. ถ้าเจอหุ้นตีแตกบอกให้รีบซื้อ ทำไม? A. เมื่อไรที่เจอคือชัดเจนมาก ไม่ช้าก็เร็วต้องมีคนเห็นเหมือนเรา ถ้ามัวแต่ยึกยักต่อราคาช่องสองช่อง ถ้าไม่ได้ซื้อจะเสียโอกาสไป มันมีโอกาสน้อยมากๆอยู่แล้ว
• Q. ถ้าหุ้นบางตัวมีกำไรทางบัญชี แต่เก็บเงินได้ไม่ทัน ต้องกู้เงินมาจ่ายปันผล? A. SF, SVI อะไรแบบนี้ใช่ไหม ต้องดู interest ของผู้บริหาร ถ้ามีส่วนได้เสียกับเราเยอะ ก็อยากได้ปันผลเหมือนกัน ถ้า D/E ไม่สูงเกินไปก็ดูแรงจูงใจนี้ ถ้าไปทางเดียวกับผู้ถือหุ้นรายย่อย ก็ไม่มีปัญหา ต้องดูองค์ประกอบ หุ้นบางตัว DE สูง 3-4 เท่า ผู้บริหารอยากได้ปันผล แต่ถ้าปันออกมาแล้วบริษัทเจ๊ง ถ้าหนีสินไม่สูง GC, SCI ก็ปันออกมาได้
• Q. หากถือหุ้นในพอร์ต 5 ตัว ถ้าผลตอบแทนใกล้กับที่ประเมินเอาไว้ก็สลับหาหุ้นที่มูลค่าต่ำกว่าแทน แต่เราหาหุ้นที่พอใจไม่ได้ ระหว่างถือพอร์ตเอาไว้ กับ ถือเงินสด ทำแบบไหนดีกว่ากัน? A. ผมรู้สึกว่านรกมีหลายขุม สวรรค์มีหลายชั้น สิ่งที่เราคิดว่าเต็มมูลค่าอาจขึ้นกว่านั้นได้อีก ในภาวะที่ตลาดดี ราคาหุ้นจะเกิน fair value ได้เยอะ ผมเลือกถือมากกว่า ถ้าถือเงินสดได้ผลตอบแทนเงินฝาก 2-3% PE 30-40 เท่า ถ้าหุ้นเราไม่เกินนี้ก็ถือดีกว่า
• Q. ถ้าเป็นหุ้นเสี่ย จ. 5 ตัว ? A. ถ้าถือแบบนี้สอบตกนะครับ ถ้าราคาหุ้นเป็นเกมที่เราไม่รู้เรื่องอะไรเลยเราก็คือเหยื่อ
• Q. เรื่องไซฟ่อน ต้องดูอย่างไรดี? A. บ้านปู ผู้บริหารมีแรงจูงใจ run บริษัทไหม มี แม้ว่าตระกูลจะถือหุ้น 20% แต่ถ้าบริษัทเล็กๆ ผู้บริหารถือหุ้น 20% ผมไม่ไว้ใจแล้ว
• Q. ตลาด PBV 1.1-1.2 รับได้ไหม? A. ไม่มีปัญหา ผมจะพูดใน part หลังต้องซื้อเป็น step
• Q. การรักษาสัดส่วนเงินสดอย่างไร หุ้นมันต้องเติบโตขึ้นมาอยุ่แล้ว? A. ใช่ครับ ที่จริง 10% ไม่มีนัยยะหรอก ทางใจคือเป็นกระสุนนัดสุดท้ายที่เราเก็บเอาไว้
• Q. สมมติใน port มีหุ้น 5 ตัว ที่ perform และไม่ perform ตัวที่ไม่ perform ควรทำอย่างไรดี? A. สุดท้าย vi ก็ต้องกลับมาที่เหตุและผล ตอนซื้อเรามีเหตุผล ตอนขายก็ควรดูว่าเหตุผลที่เราซื้อถูกหรือเปล่า ผิดจากที่คาดไหม ถ้าดูแนวโน้มแล้วไม่มีโอกาสกลับมายังไงก็ต้องขาย จะเป็นต้นทุนเสียโอกาส หากมีหุ้นดีกว่านั้นทำไมต้องยึดติด
• Q. จุดไหนที่คิดว่านักลงทุนพร้อมจะเล่น margin แล้ว ถ้าไม่มีเงินสดแล้ว? A. ต้องแน่ใจ มีความมั่นคงอะไร รู้ว่าตอนไหนควรจะใช้ ตอนไหนควรจะเลิก ผมมีบัญชี margin แต่น้อยมาก 1% และไม่ค่อยได้ใช้ โดยทั่วไปช้าๆดีกว่า แต่ไปถึงเส้นชัย
• Q. ไม่ควรถือหุ้นตัวหนึ่งเกิน 40% สมมติผมถือหุ้น 40% ขึ้นไป 3-4 เด้ง ควรจะทำอย่างไร? A. เอาสัดส่วนตอนที่หุ้นยังไม่ขึ้น กองทุนมีกฏคือห้ามถือหุ้นเกิน 5-10% แต่มีกฏอนุโลมถ้าหุ้นขึ้นเกินตรงนั้นก็ถือได้
• Q. ภาวะดัชนี 1300 แบบ ตอนนี้ควรจัดพอร์ตอย่างไร แล้วช่วง subprime ปรับพอร์ตอย่างไร? A. ผมถือเงินสด 20% แต่ผมหาหุ้นที่ตีแตกแทบไม่มี แต่ไม่อยากเก็งตลาดว่าจะขึ้นลง เงินกู้ตอนนี้ไม่มี ตอน sub prime เป็นบทเรียนสำคัญ ก่อนนั้นผมมี margin ด้วย ราว 10% พอร์ต พอ subprime ลงเละเทะ เสียมากกว่าปกติ แถมไม่มีเงินสด โดนมัดมือมัดเท้าโยนลงน้ำ พอลงมาถึง 400 จุด ไม่สบายใจเลย ขายออกหมด หลังจากนั้นขึ้นมาตลาด ก็เลยรู้เลยว่าเราใช้อารมณ์ ความผิดพลาดก็เป็นบทเรียนเราต้องเรียนรู้ จดเอาไว้กันลืม เจอสถานการณ์จะได้ไม่ทำผิดซ้ำๆ
• Q. พอร์ตเชิงรับ เชิงรุก Hmpro เชิงรุก Cpall เชิงรับ ใช้หลักการอะไรในการแบ่ง? A. เกณฑ์ดูที่ขนาดของหุ้น เช่น BGH แทบจะกลืนกินประเทศไทย โอกาสที่จะทำรายได้กระโดดมากๆ น้อย แต่หุ้นเชิงรุกยังพอจะเติบโตได้ และเชิงรับรายได้กำไรความผันผวนจะต่ำมาก
• Q. ให้ขายหุ้นที่เกินมูลค่าออก คือมูลค่าที่คำนวณไว้ 1,3,5 ปีข้างหน้า? วิธีที่คุณโจใช้ประเมินมูลค่า? A. ส่วนใหญ่ผมมองกรอบ 1-2 ปี ไม่มากเกินไป แต่ 4-5 ปี ผู้บริหารยังยากเลย ผมใช้วิธีวัดง่ายๆคือ pe ไม่ใช่ pe 10 เป็นหุ้นแพง/ถูก ผมดูคุณภาพกิจการถูก วิเคราะห์ 5 force การเติบโต มากๆ pe ตลาด 13-14 เท่า ผมอาจให้เกิน 20 เท่า แต่รับเหมาผมอาจให้แค่ 8-9 เท่า และหา eps
• Q. criteria ที่ใช้ตีแตกพี่โจ มีอะไรบ้าง เช่น ต้องเป็น 2 เด้งใน 2 ปี หรือใน 3 เดือน แล้วความมั่นใจขนาดไหนในการตีแตก? A. 90% up สำหรับผมหุ้นตีแตกคือแทบไม่มีความเสี่ยงเลย upside อาจไม่มากมาย 40-50% ใน 1 ปี Ex. SF ซื้อหลังจากประกาศสร้าง mega bangna เพิ่มทุนเท่าตัว กว่าจะสร้างเสร็จช่วงนั้นคนลืมหมด ไม่สนใจมัน ผมเข้าไปดูโอกาสประสบความสำเร็จแทบ 100% ความเสี่ยง IKEA, ผู้บริหาร, upside 1 เท่าตัว อีกประมาณ 1-2 ปี ถึงจะเริ่มผมจะซื้อทันที ไม้สุดท้ายผม 3.04 แล้วเชื่อไหมครับ วิ่งไป 4 บาทกว่า ไม่ลงเลย
• Q. การเลือกหุ้นขั้นเทพแล้วถือยาวเลย กับ ซื้อหุ้นแล้วปรับพอร์ตไปเลือก แบบไหนดีกว่ากัน? A. ดร.นิเวศน์/คุณคเชนทร์ถือหุ้นตลอดไป แต่ผมถือหุ้น 1 ปีทำไมขายแล้ว พวกนี้ขึ้นกับทุกคนถนัดแบบไหน เราต้องถามตัวเอง ไม่ใช่ถามผม ที่ผ่านมาก็ยืนยันแบบนั้น ขึ้นกับมีเวลาติดตามไหมด้วย

Topic Phylosophy จิตวิทยาการลงทุน
• คนมีอคติให้ตัดสินใจผิด

ทัศนคติเพื่อประสบความสำเร็จ
• คนที่ประสบความสำเร็จไม่มีใครงอมีงอเท้า
• ต้องมีความฝัน ถ้าไม่มีก็เหมือนอยู่ไปวันๆ
• ต้องลงมือทำ ไม่งั้นเป็นฝันกลางวัน
• ต้องมีจิตใจที่มุ่งมั่นด้วย
• ทุกคนมีใจเหมือนกันทุกคน แต่อะไรทำให้คนเราแตกต่างกัน นั่นคือมีใจยิ่งใหญ่เกินตัว เกินฐานะ

ทัศนคติการลงทุน
• ถ้าโชคดี เริ่มถูกทางไปถึงเป้าหมาย เริ่มผิดทาง ต่อให้ IQ สูงก็ไปไม่ถึง
• ไปเชียงใหม่ได้หลายทาง เลือกในเส้นทางที่ถูกจริต ถูกนิสัยเราดีไหม? ผมบอกว่าไม่ถูกต้อง บางทีจริตเราอาจไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง ดีกว่าไหม ถ้าเราปรับจริตเราให้ตรงกับวิธีที่ถูกต้อง ผมเชื่อว่าเล่นหุ้นจะมีวิธีการหนึ่งที่ถูกต้องในระยะยาว นั่นคือวิธี vi ข้อสังเกตวิธีการอื่นก็ดูสมเหตุสมผล technical บอกประวัติศาสตร์ต้องซ้ำรอย ผมถามว่าทำไมคนไม่รวยด้วยวิธีการนี้ เราต้องมาคิดว่า มันมีสมมติฐานอะไรบางอย่างที่ผิดก็ได้
• VI เราเลือกกิจการดีไม่พอ แต่เราซื้อที่ราคาต่ำกว่ามูลค่า จะปลอดภัยมากกว่า ได้ผลตอบแทนมากกว่า
• ต้องมีความศรัทธาในการลงทุน ชีวิตการลงทุนมันยาวนาน ความเชื่ออย่างเดียวไม่พอต้องศรัทธาด้วย(ขนลุก) ผมเชื่อว่าถ้าเรามีศรัทธาจะผ่านวิกฤติไปได้ เราไม่ได้ศรัทธาอย่างงมงาย แต่ด้วยความเป็นเหตุเป็นผล เราเห็นตัวอย่างคนประสบความสำเร็จทั้งในและต่างประเทศ

เตรียมใจรับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดจะเกิดขึ้น
• มันจะเกิดขึ้นแน่นอน ไม่รู้ว่าวันไหน อุบัติเหตุนิวเคลียร์ แผ่นดินไหวรุนแรง น้ำท่วมใหญ่ โรคระบาดที่มีคนตายมากมาย ในการลงทุนจริงๆ อาจมีโอกาสเกิดได้ ลองคิดดูว่ามีวิกฤติอะไรเกิดขึ้นได้ บางอย่างอาจนอกเหนือจากที่เราคิดได้ อย่างเช่น อิสราเอลโจมตีอิหร่าน แล้วอิหร่านตอบโต้ด้วยนิวเคลียร์ แล้วสหรัฐร่วมด้วย ซึ่งนิวเคลียร์เป็นสิ่งที่คาดการณ์ผลลัพธ์ยาก หรือที่ซาอุฯ มีไวรัสระบาด มันก็น่ากลัว
• ผมว่าในการลงทุนต้องมองตามความเป็นจริง ไม่ได้บอกให้ทุกคนกังวลใจ แต่ต้องเตรียมใจ

วิธีการเอาชนะความโลภ ความกลัว
• เราซื้อเพราะอะไร? เหตุผลทางพื้นฐานสมเหตุสมผล นั่นถูกต้อง
• เราซื้อเพราะอะไร? ซื้อตาม yoyo ซื้อตามพี่โจ ไม่ถูกต้อง นั่นคือโลภ
• ในตลาดหุ้นมีรถออกทุกวัน มีหุ้นปั่นทุกวัน
• หุ้นปั่นจะทดสอบเราว่ายึดมั่นในหลักการหรือเปล่า หรือโดนความโลภชักจูง
• เราไม่สามารถคว้าทุกโอกาส แต่ต้องเลือกโอกาสที่เรามั่นใจ โอกาสอื่นๆก็แบ่งกันไป
• มองระยะยาวจะทำให้ชนะความโลภความกลัวได้ ระยะยาวตลาดหุ้นให้ผลตอบแทน 12%
• อย่าหวังผลสั้นๆ ที่จะรวยมองไปเลย 10-20 ปี
• อิงกับตัวเลข วัดค่าได้แน่นอน
• ตอน sub-prime หุ้น pe 3-4 เยอะเลย ไม่มีเหตุผลที่จะขายหุ้น

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์
• แม้ผลตอบแทนระยะยาว 12% ทบต้นก็จริง แต่ความผันผวนเยอะ มีขึ้นมีลง

เอาชนะความผันผวน
• ห้ามเป็นส่วนหนึ่งของนายตลาด คนเล่นหุ้นรวยหมดแล้ว ถ้าแยกตัวเองออกจากนายตลาดได้

จิตวิทยาการซื้อ
• ถ้าเป็นหุ้นดีจริงๆ ไม่ช้าก็เร็วต้องเป็นคนเห็นเหมือนเรา ผมเคยต่อราคาช่องสองช่อง เสียหายมากมาย หรือแม้กระทั่ง warren เคยซื้อ wal-mart ราคากระโดดขึ้น แล้วก็ไม่กล้าซื้อ เสียหายไปหลาย billion
• ฆ่าควาย อย่าเสียดายเกลือ ไม่งั้นเนื้อควายจะเน่าหมด เกลือถุงหนึ่ง 3-4 บาท
• มองภาพใหญ่ อย่าใส่ใจภาพเล็กๆ ผมเคยคุยกับเซียนท่านหนึ่งจะซื้อหุ้นถ่านหิน ภาพการเติบโตอะไรดีหมด ผมเป็นคนหนึ่งที่ซื้อหุ้นตัวหนึ่ง ขึ้น 2 เท่ากว่า แต่เซียนคนนั้นเห็นเหมือนผมแต่ไม่ซื้อ เค้าพลาดเพราะมองภาพเล็ก ดีทุกอย่าง แต่ผู้ถือหุ้นใหญ่ซื้อขายหุ้นบ่อย ดูไม่น่าไว้วางใจเอาเปรียบผู้ถือหุ้นรายย่อย
• หุ้นที่ดีพร้อมไม่เคยมี ผมสามารถหาข้อเสียของหุ้นทุกตัวได้ ต้องมาชั่งน้ำหนัก อย่าพลาดเพราะอคติ
• ทยอยซื้อ หุ้นขึ้นกำไร หุ้นลงมี mos มากขึ้น

จิตวิทยาการขาย
• หุ้นทุกตัวที่ผมขายไม่เคยมีประวัติว่าขายได้ราคาสูงสุด ขึ้นไป 1-2 เท่าเยอะมาก เลยต้องจำไว้ว่าทยอยขาย 1/3-1/3-/1/3 บางครั้งหุ้นมี momentum มากกว่าที่เราคาด จากประสบการณ์
• Vi มักจะซื้อก่อน ขายก่อน เป็นเรื่องปกติ เวบในเมืองนอกของฝรั่งก็ประสบปัญหานี้ทั้งนั้น
• อย่าง warren ขาย sinopec แล้วก็ยังขึ้นอีกหลายเท่า
• เหตุผลที่ซื้อเพราะอะไร ถ้ามันเสียไป อย่ารีรอ ต้องตัดอวัยวะ เพื่อรักษาชีวิต
• การขายหมูเจอกันทุกคน แม้ดัชนีจะขึ้นไปสูงสุดวันนี้ แสดงว่าคนที่ขายหุ้นที่ผ่านมาเป็นการขายหมูใช่ไหมครับ ถ้าไม่อยากขายหมูก็อย่าขายหุ้น

รับมืออย่างไรเมื่อหุ้นตก
• ต้องปีนกำแพงความกลัวด้วยเหตุและผล ตัวเลข
• พื้นฐานแย่ลง มีเท่าไรก็ขาย อย่าให้ความเสียหายลุกลาม
• ถ้าพื้นฐานไม่เปลี่ยนแปลง เกิดจากผลกระทบระยะสั้น นื่คือโอกาสซื้อ
• วิกฤติร้ายแรง อย่า sub-prime หรือ ปี 40 หุ้นตกทั้งตลาด วิธีง่ายที่สุดคือไม่ต้องทำอะไร ยิ่งทำยิ่งเสียหาย แต่… ห้ามขายหุ้นทิ้งตอนตลาดตกต่ำ เพราะผมเคยทำมาแล้ว ช่วงวิกฤติผมขาย margin ถือเงินสด 10% เสียหายมากเหมือนกัน
• เอาชนะความกลัวด้วยตัวเลข

สนามหญ้าบ้านอื่นเขียวกว่าบ้านเราเสมอ
• เราดีใจทำผลตอบแทนได้ 100% แต่เพื่อนบอกว่าได้ 150% ความรู้สึกเปลี่ยนไปเลย
• มีคนค่อนแคะการลงทุนแบบ vi ไม่ได้บอกจังหวะการซื้อ ต้องใช้ technical ลงทุน vi ต้องมีวินัยสูง ทำไมไม่ใช้ระบบเทรดหุ้น หุ้นลงจะถือทำไม
• อย่างที่ผมเล่า vi ระยะยาวเป็นวิธีที่ดีที่สุด แต่ระยะสั้นหุ้นลงจะมีคนมาค่อนแคะเราเสมอ
• เรื่องแบบนี้ฟังดูดีทุกอย่าง ในเมื่อผลมันออกมาแล้ว ถ้าหากวิธีการของคุณดีมากเลย ทำได้ต้องรวยที่สุดในประเทศไปแล้ว ทำไมทำไม่ได้
• คนที่อิจฉาคนอื่นใจมันร้อนรุ่ม คนที่ชอบกิน แม้จะอ้วน แต่ตอนกินก็มีความสุข แต่คนอิจฉามันไม่มีส่วนไหนที่มีความสุข
• ใครที่มาแขวะอย่าไปโกรธเขา ถือว่าคนเหล่านี้เค้าอิจฉาเรา คนจะอิจฉาเพราะเราเก่งกว่า ไม่ต้องไปตอบโต้อะไรให้วุ่นวาย

การยึดมั่น อัตตา อีโก้ น้ำที่เต็มแก้ว
• Vi เล่นหุ้นแล้วขาดทุนไม่เป็น vi ต้องได้กำไร เป็นพวกไม่ยอมรับความคิดใหม่ๆ เป็นแบบนั้นจริงหรือเปล่า? ผมบอกได้เลยว่ามีส่วนจริง เพราะหลักการเราถูกต้อง ทุกแนวทางก็คิดว่าหลักการของเขาถูกต้องเหมือนกัน สิ่งสำคัญคือ vi มันยืนอยู่บนเหตุและผล ที่สำคัญคือมีคนพิสูจน์มาแล้ว
• ในชีวิตจริงในสังคมเราต้องประนีประนอม แต่ในการลงทุนไม่ใช่ ผมยึดในหลักการ ในระยะยาวเราเจอวิกฤติแน่นอน ถ้าเราเชื่อเพียงครึ่งใจ เราไม่รอดแน่ จะโดนทดสอบในวันที่เลวร้าย มีสิ่งเดียวที่จะยึดคือหลักการ

อคติ (Bias)
• ทำไมคนเราเกิดอคติ ? เพราะใช้อารมณ์ รัก เกลียด กลัว
• บางครั้งอคติ เพราะไม่รู้ ไม่ขวนขวาย

อคติเมื่อซื้อหุ้น
• ซื้อหุ้นเพราะผู้บริหารหน้าตาดี
• มีนักวิจัยบอกว่าครึ่งหนึ่งแรงขับดันของมนุษย์คือแรงขับดันทางเพศ เราอยากได้การยอมรับจากเพศตรงกันข้ามก็เป็นไปได้
• ซื้อหุ้นเพราะผู้บริหารปฏิบัติดี ไปประชุม เลี้ยงโต๊ะจีน คุยกับเราดี
• อย่าหลงประเด็น ผู้บริหารดี กับ บริษัทดี ต้องดูด้วยว่าผู้บริหารทำได้ตามที่พูดหรือเปล่า เช่น คุณ ส. ไอหลิ่ง ฟังพูดเคลิ้มเลย แต่ออกมาคนละเรื่อง
• คิดว่าคนส่วนใหญ่ใช้ผลิตภัณฑ์ ใช้ชีวิตเหมือนเรา
• เราเล่นหุ้น ไม่ได้เล่นการเมือง เสื้อแดง เสื้อเหลือง ธุรกิจก็คือธุรกิจ
• ชาตินิยม เช่น จะซื้อหุ้นของคนไทย ไปซื้อกิจการต่างประเทศ อย่าง ยูนิคอด จีเอฟ เป็นไฟแนนซ์บริษัทเดียวที่ไม่มีใครหนุนหลัง อัลฟ่าเทค เป็นเทคโนโลยีขั้นสูง ปรากฏว่าทั้ง 3 บริษัทนี้เจ๊งหมดเลย นี่คือใช้เหตุผลผิดในการซื้อหุ้น
• ซื้อเพราะอยากติดรายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ ถ้าไม่ได้เป็นบริษัทที่ดี อะไร
• ซื้อเพราะกลัวตกรถ หุ้นเสี่ย จ. อยากลองบ้าง เป็นเหตุผลผิดๆ
• ซื้อเพราะเป็นธุรกิจบุญ/บาป มันขึ้นตามกำไร ไม่ได้ขึ้นกับธุรกิจทำให้สังคมเสียประโยชน์ อย่างหุ้น ฟิลิปมอร์ริส ผลิตบุหรี่ มีคดีความเยอะแยะ กองทุนก็ไม่กล้าซื้อ ปรากฏว่าตัวนี้เป็นหุ้นหนึ่งที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในตลาดอเมริกา
• บางครั้งคนเราก็ต้องมีอคติเพื่อความภาคภูมิใจของตัวเอง ขึ้นอยู่กับดีกรีของแต่ละคน เช่น อาบอบนวดเข้าตลาด ผมก็ไม่ซื้อเหมือนกัน เป็นความเชื่อของแต่ละคน

อคติเมื่อถือหุ้น
• ซื้อหุ้นเหมือนเราแต่งงาน มองเห็นแต่ด้านดี มองข้ามข้อเสียไป
• เมื่อไรที่เราขายหุ้นไป ตาสว่างเห็นข้อเสียเพียบเลย

อคติเมื่อขายหุ้น
• หุ้นขึ้นมาเท่าตัวขายไปครึ่งหนึ่งเอาทุนคืน เท่ากับที่เหลือไม่มีต้นทุน ไม่มีกฏข้อไหน ที่ผมอ่านหนังสือเจอมา เป็นการตั้งตัวเลขเอง บางตัว upside 300-400% ก็มี
• ขายเพราะขึ้นมาเยอะ เจอบ่อย mos ลดลงก็จริง แต่ถ้ามันสูงอยู่ก็ไม่ต้องขาย
• ไม่ขายเพราะอยากเห็นพอร์ตเขียว
• ไม่ขายเพราะผูกพัน เช่น ผมมีหุ้นตีแตกที่ทำให้ผมมีเชื่อเสียงระบือ ได้ผลตอบแทนเยอะจะเกิดความผูกพัน แม้ upside จะไม่มีแล้ว นั่น คือเราโดนอคติเล่นงาน
• ไม่ขายเพราะมีต้นทุนต่ำ เช่น ถือหุ้น ptl, sta ซื้อตอน sub-prime ต้นทุนต่ำมาก ปรากฏถือ 2-3 ปี วัฏจักรมันบูมมาก ปรากฏว่าพี่คนนี้รวยเละ เจอครั้งล่าสุดขายไปหรือยัง เค้ายังไม่ขายซักหุ้น เพราะมีต้นทุนต่ำ

การแสวงหาความภาคภูมิใจ หลีกเลี่ยงความเสียใจ
• นักเล่นหุ้นทั่วไป เขียว 2-3% เป็นขาย แต่ตัวขาดทุนเมื่อไร ไม่ยอมขาย แพ้ไม่ได้ ดังนั้นพอร์ตคนคิดแบบนี้จะมีแต่ติดดอย เด็ดดอกไม้ รดน้ำวัชพืช
• ไม่ขายไม่ขาดทุน หลอกแม้กระทั่งตัวเอง
• VI ทมิฬ คืออะไร ลอกหุ้นตามเซียน ไปซื้อหุ้นตอนราคาสูงๆ แล้วขาดทุน ก็ไปโทษคนอื่น คนที่คอยแต่จะโทษคนอื่นตลอดเวลา ไม่เคยคิดว่าตัวเองผิด เป็นคนที่เห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ ในการลงทุนคนที่ไม่เคยเรียนรู้ข้อผิดพลาดของตัวเอง ไม่มีทางเจริญ
• Sunk cost มีน้องโพสต์ในร้อยคนร้อยหุ้นถือ xxxมา 5 ปี จะถึงจุดสิ้นสุดแล้วล่ะ ผมจะรอดูจนถึงวันสุดท้ายที่มันจบ น้องคนนี้เสียเวลามา 5 ปี ถ้าคุณถือหุ้น 10 ปี ได้ผลตอบแทนเท่าตัว ผมคิดว่าน้อยมาก ถ้าหุ้นบางตัวกำไร 5% ใน 3-4 วัน คิดเป็นต่อปีเสียหายมหาศาล

การคำนึงถึงอดีต
• เงินของเจ้ามือ (House – money effect) เมื่อได้กำไรมา เราคิดว่าเป็นลาภลอย ไม่ใช่เงินเรา แต่ที่จริงกำไรตรงนี้คือเงินเรา เงินมีค่าเสมอ เราไปแยกว่าเป็นเงินต้นทุน กับ กำไร ที่จริงมันก็คือเงินเราเหมือนกันหมด พอเอาเงินจากกำไรมากๆ ไปซื้อหุ้น สุดท้ายของแพงๆเราก็จะซื้อ เป็นจุดเริ่มต้นฟองสบู่
• ตอนวิกฤติ pe 2,3 หรือ 1.5 ยังมีเลยครับ ทำไมไม่มีคนซื้อ? มันเกิดเรื่องความกลัวความเสี่ยง ไม่มีใครอยากขาดทุนอีก ถูกยังไงก็ไม่กล้าซื้อ
• มีบางคนเสียไปแล้ว แทนที่จะเข็ด กลับพยายามทำอีกแบบคือเอาทุนคืน พอเราแพ้มากๆ จนไม่รู้จะเอาเงินคืนอย่างไร จะ double ไปจนพนันหมดหน้าตักเพื่อเอาทุนคืนแล้วเลิก
• การคำนึงถึงอดีต ยึดราคาสูงสุด/ต่ำสุด anchoring bias เป็น technical ใช้การฟอร์มตัวราคาอดีตคาดการณ์อนาคต สมมติฐานนี้สมเหตุสมผลหรือไม่ เหตุการณ์มันเป็นอิสระต่อกัน
• เช่น บ้านปู เคยไปถึง 800 ถ้าถือยาวไม่มีวันขาดทุนหรอก อาจจะจริงครับ แต่เกิดต้นทุนเสียโอกาส อีกอย่างวันนี้มี shale gas นะ หรือ ทีทีเอ เคยไปถึง 70 กว่าบาท ตอน BDI สูงๆ ต้องดูว่าพื้นฐานเปลี่ยนไปหรือเปล่า

ความมั่นใจเกินไป
• ถือหุ้นตัวเดียว ใช้ margin เค้าคิดว่าจะหนีทันนะ แต่วันหนึ่งจะเกิด black swarm
• แม้แต่นักเศรษฐศาสตร์ nobel prize จัดตั้งกองทุนที่มี Model ไม่มีข้อผิดพลาดเลย ใช้ leverage สูง arbitrage แต่ตอนที่เค้าขาดทุน เพราะเกิดเหตุการณ์ไม่อยู่ใน model ภายใน 1 เดือน กองทุนนี้เจ๊ง ชื่อเสียงที่สั่งสมมาจบทันที

พฤติกรรมแบบฝูง
• คนที่อยู่ในก๊วนจะมีความคิดคล้ายๆ กัน แตกต่างจะโดนเฉดหัวออก
• สมมติมีพวกเราคนหนึ่งโนเนม ไปโพสต์ในร้อยคนร้อยหุ้น คนที่เข้าไปอ่านดูเหตุผลก็ดี นะ แต่เค้าเป็นใครไม่รู้ แต่พอมีคนเข้ามาให้ความเห็นสนับสนุน จะเริ่มลังเล จะเชื่อแล้ว ต่อไปถ้ามีคนบิ๊กเนมหน่อยมาโพสต์อีก คนอ่านหลังๆจะเชื่อแล้ว
• เรื่องในสังคม… ดอกทิวลิป จตุคามรามเทพ หลินปิง เสื้อเหลือง เสื้อแดง น้ำหมักป้าเช็ง
• ในสังคมหุ้น… หุ้นดอทคอม(ต่างประเทศ) หุ้นไฟแนนซ์(สมัยก่อน) หุ้นค้าปลีก(อาจจะสมัยนี้)
• เรื่องจิตใจ เอาชนะด้วยเหตุและผล ด้วยตัวเลข
• คนที่ไม่โอนอ่อนไปกับความเห็นคนอื่น จะโดนเยาะเย้ย จำได้ตอนหุ้นตกๆ มีคนเยาะเย้ย vi ตายหมดแล้ว กอดหุ้นจนตาย
• เราถูกเพราะเหตุผลเราถูก ไม่ใช่ถูกเพราะคนส่วนใหญ่ทำกัน

ซื้อหุ้นตามเซียน
• เซียนหุ้น เป็นจิตวิทยาตัวแทนความสำเร็จ ซื้อตัวไหนก็ขึ้น สมองคนเราเลยหาทางลัดไปซื้อหุ้นตามเซียนดีกว่า วิธีนี้ไม่มีทางประสบความสำเร็จในระยะยาว จะเป็นไปได้อย่างไรที่เราจะลอกหุ้นจากเซียนทุกครั้ง ถ้าไม่ได้เป็นแฟนเซียน และเซียนก็คิดผิดเหมือนกัน แต่เค้าไม่ได้มาบอกเรา
• ทางที่ดีกว่าผมสนับสนุนให้เราหาปลาเอง เพราะมันอยู่กับตัวเรา เป็นการทบต้นความรู้ มันเยอะยิ่งกว่าทบต้นเงิน

ความคุ้นเคย
• มีหลายๆตัวเป็นหุ้นไม่รู้จัก คนส่วนใหญ่จะเชื่อว่าหุ้นใหญ่ๆไม่เจ๊ง หรือหุ้นที่เห็นสินค้าหรือได้ใช้บริการ
• ผมมีเพื่อนซื้อ LTF ทุกสิ้นปี ของธนาคารสีม่วง ซึ่งผลประกอบการห่วยแตกมาก ต่างเป็น 10% หลายปีต่อกัน สุดท้ายผลตอบแทนคนละเรื่อง ถ้าจะซื้อทำการบ้านหน่อย

การมุ่งเน้นระยะสั้น
• นักลงทุน VIVI มองสั้นๆ ราคาผันผวน แผนบางอย่างประกาศตั้งนานแล้ว มองสั้นๆเก็งกำไรราคา ระหว่างรอราคาหุ้นซบเซา เป็นโอกาส
• Ex. 14/5/55 ประกาศผลประกอบการผลประกอบการลดลง ราคาหุ้นลดลง 11% และ 4 วันหลังยังลดลงต่อเนื่อง ทั้งที่เป็นเรื่องกระทบชั่วคราว เพราะบริษัทมีปัญหางดปล่อยสินเชื่อชั่วคราว ถ้าศึกษาดีๆจะพบว่าหนี้สินต่อทุนเยอะ ถ้าไปประชุมผู้ถือหุ้นอะไรจะรู้ว่าโตได้เยอะ ปรากฏว่าผ่านไป 4 เดือน หุ้นขึ้นไปเกือบ 2 เท่า ไม่รวมปันผลและ warrant ที่ได้ฟรี

Do and Don’t
• ศรัทธาในอุดมการณ์
• มีความฝัน
• เหตุผลเอาชนะทุกคอคติ
• บันทึกความสำเร็จ และความผิดพลาด
• อย่าขายหุ้นตอนตลาดตกต่ำ
• อย่ารีรอเมื่อเจอหุ้นตีแตก
• อย่าอิจฉาคนอื่น

สรุป
• การจะรวยต้องอาศัยกำลังใจค่อนข้างเยอะ ถ้าทำง่ายๆทุกคนรวยหมดแล้ว
• ถ้าแรกผลักเหมือนบั้งไฟไม่นานก็รีบ แรงถีบเหมือนกระสวยอวกาศเปลี่ยนชนชั้นจากจนเป็นรวยได้
• ผมเคยเห็นคนที่ซื้อรถเบนซ์ต้องหาเงินหลายหมื่นไปผ่อนรถคันนี้ หรือไปซื้อน้ำมันเถื่อนประหยัดลิตร 5-10 บาท เพราะเขาไม่มีความมั่นคง สมมติผมขับรถมือ 2 เก่าๆ แต่ในพอร์ตผมมี 40-50 ล้าน คนไหนจะมีความมั่นคงมากกว่ากัน ถ้าใจเราอิ่ม ท่าทางเราจะอิ่มด้วย
• เรารวยเมื่อไร อย่ามองแค่ตัวเอง เพื่อร่วมชาติ ร่วมโลก ยังลำบากกว่านี้เยอะ เราโชคดีมีเงินเยอะ มีความสามารถ ใช้โอกาสนี้ช่วยเหลือคนอื่นด้วย บัญชีเรามีเงินมากพอ เกิดประโยชน์อะไรกับโลกใบนี้ไหม เศษเงินของเราแต่สำหรับคนอื่น มีประโยชน์มหาศาล คนที่ด้อยโอกาสกว่าเรามีอีกเยอะ
• มองย้อนกลับไปว่าผมฝ่าฟันมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ตอนจบใหม่ๆ ผมทำงานในกรุงเทพ เงินเดือน 8 พันบาท ต้องเช่าหอพักอยู่ทำงานในย่านธุรกิจ หอพักธรรมดาแบบมีแอร์ 7 พันบาท ไม่มีแอร์ 5 พันบาท สุดท้ายผมไปเช่าห้องแถวแบ่งให้เช่า 1.6 พันบาท เป็นห้องน้ำรวมใช้สายยางอาบน้ำ ทนอยู่หลายปีเพื่อเรียนหนังสือ เก็บตังค์หาเงิน ผมไปเมืองนอก ล้างจาน ไปหาเงิน มองย้อนกลับไปไม่น่าเป็นไปได้ แต่ผมก็ทำมาแล้ว ผมมีบทกวีของคุณ เปลื้อง ทำให้มีแรงใจให้ต่อสู้
• เมื่อเริ่มสู้นั้นมันมืดยิ่งกว่ามือ ครั้งยืนหยัดยาวยืดมืดค่อยหาย….

จริยธรรม กับ การลงทุน (อ.ไพบูลย์)
• จะมีพอร์ตสี่ห้าพันล้านวันหนึ่งก็ตาย
• มีคนบอกว่ามีเงินแล้วไหนๆ ก็ตายแล้วก็ใช้ให้เต็มที่
• กรรมดี ชาติก่อน ชาตินี้ : ทุกคนในห้องนี้ทำกรรมดี ถึงครบ 32 มีสมอง มีเงิน
• กรรมที่ไม่สร้างความสงบให้จิต ไม่ทำให้ความทุกข์ลดลง ก็เป็นความชั่ว
• ความโลภ ความกลัว 2 อย่าง เป็นตัณหา
• วัฏสงสาร วงจรอุบาท : ได้ผล >> เกิดความอยากเพิ่ม >> หาวิธีใหม่ << อยาก << ไม่ได้ผล
• โอวาทปาติโมกข์ ไม่ทำชั่ว ทำแต่ความดี(2 ข้อนี้คือหลักการเป็นคนดีในสังคม) ทำจิตใจให้ผ่องใส (เป็นส่วนที่สำคัญกว่า 2 ข้อแรก)
เงิน VS ความสุข : ไม่ได้สัมพันธ์กัน
• ความทุกข์แฝงอยู่ในความสุข
ไม่ทำชั่ว
• หวังกำไรอย่างเดียว
ทำดี
• ไม่ซื้อหุ้นที่ผิดศีลธรรม
• ไม่ทำผิดศีลธรรมในการซื้อขาย
• แบ่งเงินทำบุญ ปล่อยวาง
• จัด port ให้สบายใจที่สุด
• เรื่องพวกนี้ขึ้นอยู่กับคนตีความ
• Ex. ผมเคยซื้อหุ้น cpf แต่ขายไปเพราะเป็นธุรกิจที่มีการฆ่าสัตว์ พอมานั่งนึกว่าเสียโอกาสไป 200-300 ล้านบาท
• Ex. 5000 สาขาขายเหล้าทั่วอาณาจักร บางคนก็ตีความว่าต้องไปโทษคนผลิต ไม่ใช่คนขาย
• ทาน ศีล ภาวนา
• ถ้าเราให้ทานกับคนชั่ว ถ้าเห็นโจรให้ทาน ได้บุญน้อยสุด ให้ทานกับคนดีบุญมาก พระพุทธเจ้า บอกทานที่ดีที่สุด คือ การให้อภัยกัน
• อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่มีอะไรแน่นอน เศรษฐีวันหนึ่งอาจเป็นยาจก
• ความเจริญ กับ ความเสื่อม มี 2 อย่าง ทางโลก และทางธรรม รวยขึ้นเป็นความเจริญทางโลก จนลงเป็นความเสื่อมทางโลก คนที่เจริญทางโลกมีโอกาสเสื่อมทางธรรมมากกว่าเพราะเราโลภมากขึ้น อยากได้มากขึ้น
• มรณานุสติ : เป็นสิ่งที่เตือนใจได้อย่างมหาศาล
• รวยหุ้นด้วย พ้นกรรมด้วยดีที่สุด

Q&A คุณโจ ลูกอีสาน ภาคบ่าย
• Q. ตัวเร่งที่ทำให้เกิด upsize ? A. ตัวอย่าง ดูหุ้นนิคม มีรายได้ผันผวนมาก ขายที่ดินผันแปรตามเศรษฐกิจ ดูค่าเฉลี่ยย้อนหลังหลายปี ได้กำไร ~ 800 ล้านบาท พอดีติดตามหุ้นโรงไฟฟ้าทราบว่าลงทุนโรงไฟฟ้าใหม่ 65% และมีนิคมนี้ถือหุ้น 35% พอมาประเมินดูหุ้นตัวโรงไฟฟ้า fwd pe 7-8 เท่า ไม่ถูกเท่าไร แต่สำหรับนิคม 35% นี้จะได้ส่วนแบ่งกำไร 1200-1400 ล้านบาท ซึ่งมีนัยยะมาก แต่ผมก็พลาดที่ไม่ได้ซื้อมาก และเอาไปคุยเยอะไปหน่อย ตัวเร่งผลกำไรต้องมี ถ้าไม่มีกำไรไม่โต ราคาหุ้นก็ไม่โตด้วย
• Q. เคยดูเทป money talk เรื่องปันผล ? A. ได้ปันผลก็จริง แต่ราคาหุ้นไม่ไปไหน คุ้มหรือไม่
• Q. อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับตัวแปรมากเกินไป? A. มีตัวแปรมากที่ส่งผลกับกิจการ แต่ควบคุมไม่ได้ เช่น หุ้นเหล็กที่ตัวแปรเปลี่ยนไป สมมติฐานที่มองไว้ก็เปลี่ยน วอร์เรนไม่ชอบอุตสาหกรรมที่มีตัวแปรเยอะๆ เช่นโรงงาน ถลุงสังกะสี จากเศษเหล็ก พอมีปัจจัย 5 ตัว พอคิดความน่าจะเป็นรวมที่จะประสบความสำเร็จเหลือราวๆ 40% เอง
• Q. แชร์ประสบการณ์ในอดีตที่ perfect กับ หุ้นที่ช้ำสุดๆ กับเหตุผลที่พลาด ? A. โอกาสที่จะแพ้น้อยมากๆ ปีแรกๆ ที่ลงทุน หุ้นวนชัย ตอนวิกฤติเศรษฐกิจซื้อได้ตอน pe 1.5 เท่า และภาวะอุตสาหกรรมนั้นกำลังฟื้นด้วย เป็นโอกาสที่นานๆมาที แต่หุ้นแบบนี้ต้องใช้เวลา ผมซื้อเกือบปีนิ่งมากไม่ไปไหน แต่พอราคามันขึ้นใน 1-2 อาทิตย์ 1-2 เท่าตัว และหลังจากนั้นขึ้นอีก 20 เท่า ส่วนความผิดพลาดที่ผิดหนักๆ ไม่ค่อยเจอ เพราะถ้ามีอะไรไม่เป็นไปตามที่คาดจะขายไปก่อน มีปีที่แล้วถือหุ้น growth ตัวหนึ่ง ประสบปัญหา ลูกค้าลดลง แถมเจอน้ำท่วม โรงงานมีที่เดียว ต้องใช้เวลาฟื้นฟู ตอนนั้นเราไม่ได้คิดความเสี่ยงนี้
• Q. ถ้ามั่นใจมากไม่ควรถือเกิน 40% ในภาวะตลาดแบบนี้ ถ้าถือหุ้น 80% ได้ไหม ? A. ถ้าผิดพลาดจะไม่มีอะไรรองรับเลย ในโลกนี้มีความเสี่ยงที่เราควบคุมได้ และควบคุมไม่ได้ แม้แต่ผู้บริหารของบริษัทยังไม่ถือหุ้นตัวเองบริษัทเดียวเลย คนที่ถือเวลาแบบนี้ต้องยิ้มรับเวลาเสียด้วย เป็นผมถ้าหาหุ้นไม่ได้อาจถือเงินสด
• Q. หุ้นเล็ก หุ้นใหญ่ เมื่อเช้า อยากให้ช่วยขยายความ ? A. บ้านปู ล้มได้ เซได้ แต่หุ้นเล็กโดยรวมจะมีความเสี่ยงมากกว่า แต่ลดความเสี่ยงได้โดยเลือกหุ้นที่งบการเงินแข็งแกร่ง ผู้บริหารซื่อสัตย์ จะเป็นเบาะรองรับถ้าเกิดวิกฤติ de ไม่สูง โอกาสเจ๊งก็น้อย ผมเชื่อตามงานวิจัยว่ามีนักลงทุนติดตามน้อยกว่า วันนี้ตลาดให้ผลตอบแทน 30% รวมปันผล ปตท. ปูนใหญ่ ราคาขึ้นมาเท่าไร ในขณะหุ้นตัวเล็กดีๆ หลายตัว ขึ้นเป็นหลายเท่าก็มี
• Q. อยากทราบ timing ในการขายหุ้นวัฏจักร และหุ้นฟื้นตัว ? A. หุ้นวัฏจักร ที่จริงไม่ค่อยสำเร็จในหุ้นกลุ่มนี้ เมื่อถึงวัฏจักรรุ่งเรืองกำไรที่ทำได้จะเป็นสัดส่วนเยอะมากของยอดขาย ปกติกำไร 5% ของยอดขาย ช่วงที่ boom จะขึ้นไปถึง 20-30% อะไรที่มากกว่าปกติ เชื่อได้ว่าไม่ยั่งยืน อาจต้องกลับไปดูวัฏจักรหลายๆปี หุ้นฟื้นตัว ส่วนใหญ่ถ้าทุกคนคิดว่าหุ้นตัวนี้เป็นหุ้นฟื้นตัว แสดงว่า ณ ราคานั้นๆ ตอบสนองต่อการฟื้นตัวแล้ว ที่เหลือจะขึ้นกับการเติบโตหุ้นตัวนี้ ว่าได้มากได้น้อยแค่ไหน
• Q. ถ้าหุ้นตก สำหรับมือใหม่ ควร cut loss ไหม เช่น กันยงร่วง ? A. ผมก็ไม่แน่ใจ ประเด็นนี้อยู่ดีๆมีแรงขายอะไรมากมาย คนส่วนใหญ่จะคิดว่ามีอะไรผิดปกติกับหุ้นตัวนี้หรือเปล่า ถ้าไม่น่าจะมีอะไร เบาะรองรับ เงินสดเพียงพอ ผมจะซื้อเพิ่ม แต่อย่างที่บอก ผมจะไม่ซื้อเต็มที่ จะมี limit ที่ควบคุมไว้ทุกครั้ง มันไม่แน่ อาจมีปัญหาจริงๆ อย่างตัวที่ถามมามีเงินสดรองรับค่อนข้างเยอะ บริษัทลูกค่อนข้างดี
• Q. จะหาปลาอย่างไร อ่านข่าว ภาวะเศรษฐกิจ? A. ต้องทำทะเลให้แคบก่อน ทำเป็นบึงเป็นสระ คัดตัวที่ไม่เข้าใจออก หุ้นปั่น ธรรมาภิบาลไม่ดี อุตสาหกรรมตกดิน ถ้าเหลือซัก 200 กว่าตัว ส่วนใหญ่ผมติดตามตัวที่สนใจพิเศษ ตามข่าวตลาดหลักทรัพย์ดูว่ามีนัยยะกับกำไรบริษัทหรือเปล่า ตอนเช้า 9 โมงผมจะอ่านข่าวตลาดแล้ว ไม่ได้ติดตามที่ไหนเป็นพิเศษ ผมจะมองล่วงหน้าก่อนหนึ่งปี คอยติดตาม เราอย่าไปจ่ายตลาดตอนวายแล้ว
• Q. ให้ mos อย่างไรครับ? A. ราคาควรเป็น 10 บาท สูงสุดที่ผมซื้อได้คือ 7 บาท คุ้มที่จะเสี่ยง ถ้าเจอ upside 20% แต่ความแน่นอนสูงมากๆ ก็ยอมเสี่ยง
• Q. จะเก่งขึ้น ต้องขยายความรู้เพิ่มขึ้น ความรู้การลงทุน ตัวหุ้น ความรู้หาโอกาส พี่โจหาข่าวใน set อย่างเดียว ? A. ผมเพิ่งรับหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ข่าวหุ้น ทันหุ้น 2 เล่มหลังๆ เหมือนอ่านนิยาย เอาเล่นๆไม่จริงจัง ว่าจะยกเลิกอยู่ แต่ไม่กี่ตังค์ก็ช่างมัน มีคลิปวัน oppday ที่เป็นคลังสมบัติเลย จะลึกและอาจดีกว่า อ่าน 56-1 ด้วยซ้ำ ถ้าบริษัทที่เราติดตาม ดู clip oppday อ่าน 56-1 ดูไว้ก็จะสะสมเป็นฐานความรู้ สมมติเขาแจ้งข่าวที่มีนัยยะต่อผลประกอบการก็เป็นโอกาส
• Q. ถ้าถือบริษัทที่ไม่ได้สัมผัสธุรกิจจริงๆ จะไม่มั่นใจ ถามว่าคุณโจจะมั่นใจมันได้อย่างไร? A. สิบปากว่าไม่เท่ามือคลำนะ ส่วนใหญ่หุ้นที่ผมเลือกมั่นใจระดับหนึ่งทุกครั้ง หุ้นที่ผมถือได้ไม่นานเลย คือ หุ้นที่ลอกคนอื่นมา ถ้าฟังคนอื่นมาแล้วซื้อตามจะถือได้ไม่นาน ส่วนใหญ่จะเชื่อในกรอบความคิดตัวเองมากกว่า เรื่องสัมผัสได้จริงอาจไม่จำเป็น อย่างหุ้นเช่าซื้อมอเตอร์ไซค์ ต้องไปซื้อมาผ่อนหรือเปล่า อาจแค่หาข้อมูลมารวมกันเหมือนต่อจิ๊กซอว์ พอได้ภาพนั้นก็ตัดสินใจว่าน่าลงทุนหรือเปล่า
• Q. อยากทราบ activity ประจำวัน มีอะไรบ้าง? A. ผมบ้าหุ้น แต่ก็ไม่ถึงกับไม่เล่นกับลูก ไม่พูดกับเมีย เวลาที่ใช้อ่านข่าวไม่เกิน 2-3 ชั่วโมงต่อวัน แต่เวลาใช้คิดไม่แน่ใจ เกือบตลอด เราก็คิดไปเรื่อย บางทีผมก็ได้ไอเดียตอนที่เคลิ้มๆ หรือไปวิ่งแล้วปิ๊งขึ้นมา คิดว่าไม่น่าจะเกิน 5 ชั่วโมง ต้องรับส่งลูก ทำกับข้าว จ่ายตลาด
• Q. ถ้าแบ่งเป็นสัดส่วนเรื่องหุ้น เรื่องครอบครัว ? A. มันแบ่งได้ด้วยหรอ? คิดเรื่องหุ้น ซัก 4-5 ชั่วโมง นอกนั้นก็ทำนู่นนี่ ในช่วงแรกจำไม่ค่อยได้ เราก็สนุกไปเรื่อย ถ้าเราทำเพราะอยากจะทำมันไม่ใช่การงานก็ไม่รู้สึกเหนื่อย
• Q. การประเมินมูลค่าหุ้น ปกติใช้ pe จะ forecast ไปข้างหน้า 1-2 ปี ใช้วิธีการแบบไหน? A. ได้กำไรมา หา eps คูณ pe ที่เหมาะสม แต่ถ้าเป็นหุ้น growth เรามองไปข้างหน้า ควรมียอดขายเพิ่ม 1-2 ปี เท่าไร กำไรที่ควรจะเป็น net margin เท่าไร แล้วเอามาคูณ pe ที่เหมาะสม เช่น โฮมโปร โตปีละ 20% แล้วมาหา margin พวกหุ้นค้าปลีก กำไรจะโตความกว่ารายได้ เพราะมี eos เราก็มาแปลง เป็น margin และกำไรที่เหมาะสม
• Q. สงสัยคำขวัญใต้ login การลงทุนคืออาหารที่อร่อยที่สุดเมื่อเย็นดีแล้ว ช่วยขยายความ? A. ผมอ่านนิยาย godfather หนังที่ได้รางวัลออสการ์ จะมีประโยคหนึ่ง การแก้แค้นคืออาหารที่อร่อยที่สุดเมื่อเย็นดีแล้ว มีวันหนึ่งตัวละครในหนังพ่อมาเฟียตาย ตระกูลต้องล่มสลายแน่ แต่ปรากฏว่าลูกชายคนรองส่งพวกไปจัดการในคืนเดียว กลับมาครองความยิ่งใหญ่ได้ ผมเอามาใช้เตือนใจการลงทุนว่า หุ้นบางตัวต้องอดทนมากๆ กว่าจะเห็นว่าเป็นหุ้นที่ดี พอมีวันหนึ่งถ้าคิดไม่ผิด ราคาหุ้นตอบสนอง สิ่งที่อดทนมา วันเดียวเราชนะเด็ดขาดเลย
• Q. อยากได้มุมมองว่าเป้าหมายการลงทุนปัจจุบันคืออะไร? A. ถ้าตอบแบบกำปั้นทุบดิน ก็ไม่มีเป้าหมายแล้ว มันก็ไปเรื่อยๆ ไม่รู้สึกกดดันแล้ว ถ้าถามว่ามีเงินเท่าไรถึงจะพอ ผมเชื่อว่าเงินที่เพิ่มหลังๆ ไม่ได้เพิ่มความสุข มันเพิ่มขึ้นแต่ไม่มาก ผมบอกได้เลยว่าผมไม่ได้ทำเพื่อเงิน คนส่วนใหญ่หลงทาง ถ้าเราคิดให้ดีต้องการอะไรกันแน่ ที่จริงต้องการความสุข ไม่ใช่มีเงินเยอะๆแล้วจะมีความสุข ตั้งใจว่าสุดท้ายแล้ว เงินส่วนนี้จะคืนสู่สังคม ช่วยเหลือคนที่ด้อยโอกาสกว่า พูดตรงๆว่าคนที่มาเล่นหุ้นเป็นระดับบนของสังคมแล้ว เกิดมาโชคดี ที่ได้ช่วยเหลือคนอื่น เงินช่วยเหลือสังคม ช่วยเท่าไรก็ไม่พอ ถามว่าเราจะอยู่ในสังคมอย่างไร ถ้ารอบบ้านเราเป็นสลัม แต่เราเป็นคฤหาสน์หลังใหญ่อยู่ที่เดียว
• Q. คิด fwd pe ปีนี้ 6 บาท ราคาหุ้นปัจจุบัน 5 บาท ถ้าปีหน้าน่าจะเป็น 9 บาท เป็นพี่โจจะถือถึงปีหน้าไหม? A. ขึ้นกับเรามีทางเลือกตัวอื่นดีกว่านี้หรือเปล่า ถ้าเราหาหุ้นใหม่ที่ดีวกว่าก็ขายไป แต่ถ้าไม่ได้ก็ถือต่อ

_________________
Go against and stay alive.

Advertisements