หุ้นนิคมอุตสาหกรรม

ประเทศไทยนับว่าเป็นประเทศอันดับต้นๆ ในทวีปเอเชียที่ได้รับความสนใจจากต่างชาติในการมาตั้งบริษัทเพื่อลงทุน ตามที่ผมได้ข้อมูลมา ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มาลงทุนในประเทศไทยมากเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาเป็นประเทศในแถบยุโรป
ส่วนประเทศญี่ปุ่น เมื่อก่อนบริษัทต่างๆ เลือกลงทุนในประเทศจีน เนื่องจากมีค่าแรงต่ำกว่าประเทศอื่นๆ ล่าสุด 2-3 ปีที่ผ่านมาผมมักในยินคำว่า China plus one (China+1) มากขึ้น กล่าวคือ บริษัทต่างๆในประเทศญี่ปุ่น เริ่มหาทางขยายการลงทุนไปยังประเทศอื่นๆในเอเชียมากขึ้น เนื่องจากสาเหตุเกี่ยวกับค่าแรงในประเทศจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองใหญ่ๆ โดยประเทศที่ญี่ปุ่นมองเป็นอันดับต่อจากจีน คือประเทศไทย
เหตผลที่ประเทศญี่ปุ่นเลือกประเทศไทยเป็นฐานในการผลิตนั้นมีหลายอย่าง เช่น จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทไม่ยุ่งยาก การขนส่งต่างๆภายในประเทศครบถ้วน ผลประโยชน์เกี่ยวกับการส่งเสริมการลงทุนจากรัฐบาล รวมทั้งวัฒนธรรมลักษณะนิสัยของคนไทยที่เค้ากับคนญี่ปุ่นได้ง่าย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งประทศไทยมีการจัดสถานที่เพื่อเอื้อต่อการลงทุนเรียกว่า นิคมอุตสาหกรรม
นิคมอุตสาหกรรม แบ่งได้ออกไป 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ นิคมที่บริหารจัดการโดยภาครัฐ และ นิคมที่บริหารจัดการโดยเอกชน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วนักลงทุนมักเลือกนิคมที่บริหารจัดการโดยเอกชน เพราะว่ามีการบริหารจัดการอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น น้ำ ไฟ พื้นที่ นอกจากนั้นการให้บริการต่างๆ ก็มักจะรวดเร็วกว่านิคมที่บริหารจัดการโดยภาครัฐ นอกจากนั้นสิ่งที่ลูกค้ามักใช้เป็นปัจจัยในการเลือกตำแหน่งที่ตั้งของนิคมที่สำคัญคือ ตำแหน่งที่ตั้งของคู่ค้า ดังนั้นจะเห็นได้ว่า กลุ่มที่ขายชิ้นส่วนยานยนต์ส่วนใหญ่อยู่ในแถบตะวันออกของประเทศไทย เนื่องจากบริษัทรถยนต์ยักใหญ่ ของประเทศไทยส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในแถบตะวันออกของประเทศไทย (ยกเว้น ฮอนด้า ที่โรงงานตั้งอยู่ที่จังหวัดอยุธยา)
บริษัทในตลาดหุ้นที่บริหารจัดการนิคมในประเทศไทยได้แก่ AMATA, HEMRAJ, NNCL, ROJNA, TFD แต่ละบริษัทมีโครงสร้างรายได้ที่แตกต่างกัน เช่น เนื่องจากธุรกิจเกี่ยวข้องกับนิคมอุตสาหกรรมนั้นบางนิคม สามารถมีรายได้จากการขายที่ ขายน้ำไฟในนิคม รวมทั้งการสร้างโกดังหรือโรงงานให้เช่ารวมทั้งขายขาด ผมลองดูจากโครงสร้างรายได้ในแต่ละนิคมช่วงหลังๆ พยายามมุ่งสร้างรายได้ที่เป็น Recurring Income มากขึ้นจากการ ขายน้ำ ขายไฟ หรือสร้างโกดังโรงงานให้เช่า ผมเชื่อว่าในอนาคตนิคมใหญ่ๆดังกล่าวจะมีโครงสร้างรายได้ในส่วนนี้มากกว่ารายได้จากการขายที่ดิน ซึ่งถือว่าเป็นรายได้ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวและมีความเสี่ยงมากในกรณีที่เศรษฐกิจซบเซา

พอดีมีนักลงทุนท่านนึงอยากให้ผมเขียนเรื่องเกี่ยวกับนิคมอุตสาหกรรมเพิ่มเติม จริงๆแล้วยังติดของเฮีย Joel ภาค 3 อยู่ ก็ขอติดต่อไปอีกซักระยะ (คุณ ake รออีกหน่อยนะครับ) วันนี้ขอเขียนเกี่ยวกับนิคมก่อนเพราะถือว่าเป็นสิ่งใกล้ตัวถือว่าเป็นภาคต่อของที่ผมเคยเขียนเกี่ยวกับนิคมอุตสาหกรรมไว้ในตอนแรก
ผมทำงานอยู่ที่ธนาคารของประเทศไทยแห่งหนึ่ง ซึ่งมีสำนักงานอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น หน้าที่ที่ผมทำอยู่ตอนนี้คือติดต่อประสานงานกับหน่วยงานต่างๆทั้งของไทยและญี่ปุ่น ธนาคารของญี่ปุ่นในแต่ละพื้นที่ รวมทั้งให้ข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนในประเทศไทย ทั้งนี้ผมมีโอกาสคุยกับบริษัทญี่ปุ่นทางนี้อยู่บ่อยๆ ผมจึงอยากเรียบเรียงข้อมูลทั้งที่ผมได้ประสบมาเองและฟังมา แล้วให้ความเห็นเป็นหุ้นรายตัวเฉพาะตัวที่มีการพูดถึงอยู่บ่อยๆแล้วกันนะครับ เพราะว่าส่วนใหญ่หุ้นแต่ละตัวประกอบไปด้วยหลายๆนิคม
AMATA

บริษัทนี้มีนิคมหลักๆอยู่สองนิคมคือ นิคมอมตะนครที่อยู่ที่ชลบุรี กับ นิคมอมตะซิตี้อยู่ที่ระยอง ผมเชื่อว่า อมตะนคร เป็นชื่อนิคมที่บริษัทญี่ปุ่นที่มาลงทุนที่ไทยต้องรู้จัก บอกได้ว่านิคมมีแบรนด์เป็นอันดับหนึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับนิคมอื่นๆ บริษัทที่อยู่ในนิคมส่วนใหญ่เป็นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ และ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิค บริษัทยักษ์ใหญ่ที่อยู่ตรงหัวมุมทางเเลี้ยวกลางนิคมคือ Denso ซึ่งทำชิ้นส่วนยานยนต์ให้กับบริษัทโตโยต้า บริษัทพีเจ้นก็อยู่ในนิคมนี้ เท่าที่ผมทราบราคาที่ดินของนิคมอมตะนครอยู่ที่ประมาณ 4-5 ล้านบาทต่อไร่ ถือว่าค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบเทียบกับนิคมอื่นๆ สำหรับอมตะซิตี้อยู่ที่ประมาณ 2-3 ล้านบาทต่อไร่ พื้นที่ในนิคมตั้งอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 100 เมตร น้ำท่วมหนักๆ คงมีโอกาสน้อย แต่การระบายน้ำภายในนิคมยังไม่ดีเท่าที่ควร ถ้าฝนตกติดต่อกันอาจจะเกิดน้ำขังได้ ก่อนผมมาที่ญี่ปุ่น ผมเคยดูแลลูกค้าซึ่งอยู่ในนิคมนี้ ขณะนั้นยังมีพื้นที่อยู่แค่เฟส 7 แต่ตอนนี้ผมคิดว่าน่าจะเพิ่มไปหลายเฟสแล้ว ตอนนี้นิคมก็กำลังพัฒนาเพิ่มเติมเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า ยังไงก็ตามผมได้มีโอกาสได้คุยกับบริษัทที่ปรึกษาการลงทุน เค้าบอกว่า บริษัทอมตะไม่ได้รีบพัฒนามากนักเพราะอยากจะระบายที่ดินที่ยังเหลืออยู่ที่อมตะซิตี้ก่อน ในนิคมยังมีพื้นที่ที่จัดไว้เฉพาะส่วนหนึ่งกับบริษัทขนาดเล็กหรือ SMEs ชื่อว่าส่วนของ โอตะกุ ซึ่งแบ่งออกเป็นออฟฟิสและพื้นที่โรงงานขนาดเล็ก เท่าที่ผมเคยสอบถามผู้บริหารหลายๆท่านที่ทำงานบริษัทในนิคมนี้จะพักอยู่ในกทม.แถวสุขุมวิทเป็นหลัก
HEMRAJ

บริษัทนี้มีนิคมหลักๆคือ Eastern Seaboard กับ Hemraj ตั้งอยู่ที่จังหวัดระยอง (มีบางส่วนในจังหวัดชลบุรีกับสระบุรีด้วย) ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นขนาดกลางถึงใหญ่ ที่ต้องการพื้นที่ขนาดใหญ่เพื่อสร้างโรงงานหรือคลังเก็บสินค้า ส่วนใหญ่บริษัทที่อยู่ในนิคมจะอยู่ในอุตสาหกรรมยานยนต์และเคมี โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมยานยนต์ยักษ์ใหญ่ทั้งหลายจะตั้งอยู่ในพื้นที่นิคมนี้ เช่น ซูซุกิ จีเอ็ม ฟอร์ด สามารถพูดได้ว่านิคมในแถบนี้เป็น Detroit of Asia อนาคตคาดว่าจะเป็นพื้นที่รวบรวมทุกๆอย่างของ Supply chain อุตสาหกรรมยานยนต์ ในเรื่องของ brand ผมคิดว่าบริษัทญี่ปุ่นยังรู้จักน้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับ อมตะนคร จุดเด่นของนิคมในแถบนี้คือมีราคาขายต่อไร่ถูกว่าและมีส่วนที่ตั้งอยู่ใน Zone III ของ BOI ซึ่งมีผลประโยชน์เกี่ยวกับภาษีดีที่สุด (เช่น งดภาษีเงินได้เป็นเวลา 8 ปี เป็นต้น) พื้นที่ในนิคมก็มีความสูงกว่าระดับน้ำเฉลี่ยประมาณ 100 เมตร จึงไม่ต้องกังวลกับน้ำท่วม ผู้บริหารที่ทำงานในนิคมนี้ส่วนใหญ่พักอยู่ที่ พัทยาและศรีราชา เป็นหลัก
ROJNA

บริษัทนี้มีนิคมหลักคือนิคมโรจนะ ทั้ง 1 และ 2 ตั้งอยู่ที่จังหวัดอยุธยา แถวๆวังน้อย และที่ระยอง ส่วนใหญ่ที่ลูกค้าพูดถึงบ่อยๆคือที่จังหวัดอยุธยา ลูกค้ามีตั้งแต่ขนาดเล็กถึงขนาดใหญ่ มีทั้งที่เช่าโรงงานเพื่อประกอบธุรกิจและที่สร้างโรงงานเอง บริษัทส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิค เช่น ฮาร์ดดิส PCB อื่นๆ ส่วนบริษัทที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ใหญ่ๆมีเพียงบริษัทเดียวคือ Honda ซึ่งมาตั้งโรงงานอยู่ที่นี่เมื่อนานมาแล้ว นอกจากนั้นก็ยังมีบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมอาหารชื่อ Nippon Foods ที่เป็นบริษัทลูกของบริษัท Nippon Ham บริษัทอาหารยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น ถ้าดูในรายชื่อผู้ถือหุ้นจะเห็นว่าผู้ถือหุ้นใหญ่สุดคือบริษัทซุมิคิงบุสซังของญี่ปุ่น ผมได้มีโอกาสคุยกับคนของบริษัทนี้สองสามครั้งที่ประเทศญี่ปุ่น เค้าพูดถึงนโยบายในอนาคตว่าจะมุ่งเน้นเกี่ยวกับการสร้างโรงไฟฟ้าภายในนิคมและต่อยอดเกี่ยวกับโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ หลังจากที่นิคมนี้โดนน้ำท่วมใหญ่ลูกค้าหลายบริษัทค่อนข้างที่จะมองนิคมนี้ในแง่ลบ บริษัทใหม่ๆที่กำลังคิดจะไปลงทุนที่นิคมนี้ก็ชะลอออกไปหลายบริษัทที่เดียว สำหรับผู้บริหารของบริษัทในนิคมส่วนใหญ่พักที่กทม. แถวสุขุมวิทเป็นหลัก

เท่าที่ผมทราบยังมีอีกสองบริษัทคือ NNCL และ TFD ที่เป็นหุ้นนิคมในตลาด แต่เนื่องจากทั้งสองบริษัทมีนิคมที่ค่อนข้างเล็กและไม่ค่อยได้ยินลูกค้าพูดถึงมากนัก จึงไม่ได้เขียนอธิบายไว้
ผมเชื่อว่าจากนี้อย่างน้อยๆจนถึงปี 2015 ที่จะมี AEC จะเป็นช่วงปีทองของหุ้นนิคม ตรวจสอบได้จากจำนวนบริษัทและมูลค่าการลงทุนเปรียบเทียบกับปีก่อนๆ จาก BOI และจากที่ผมได้พูดคุยกับหลายๆบริษัทและองค์กรต่างๆที่ประเทศญี่ปุ่น แม้ว่ามาตรฐานบัญชีใหม่จะทำให้นิคมต่างๆโชว์รายได้ของการขายที่ดินได้เมื่อโอนเท่านั้น ทำให้กำไรไม่แน่นอนแล้วแต่ว่าโอนไตรมาสไหนเยอะกำไรก็จะเยอะ แต่ถ้าเราลองมองภาพรวม ถึงจำนวนไร่ที่บริษัทขายได้จริงๆ หรือรายได้จากสาธารณุโภคต่างๆ ต่อปี ก็จะทำให้เราเห็นได้ว่า หุ้นกลุ่มนี้กำลังไปได้สวยในช่วงนี้จริงๆ

Advertisements