หุ้นบนความคาดหวัง

ความคาดหวังของคนเราในตลาด มักทำให้ราคาของบริษัทที่ซื้อขายในตลาดบิดเบือนอยู่เสมอๆ ผมแบ่งประเภทความคาดหวังออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ คาดหวังว่าบริษัทจะมีกำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้น กับ คาดหวังว่าหุ้นจะมีราคาสูงขึ้น
1 คาดหวังว่าบริษัทจะมีกำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้น
ปกติแล้วนักลงทุนแนวเน้นคุณค่า หรือที่หลายๆคนเรียกชื่อเท่ห์ๆ ว่า Value Investor (VI) มักจะคาดหวังว่าบริษัทจะมีกำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้น ภายในระยะเวลาที่เรานั้นคาดเอาไว้ ไม่ว่จะเป็น ผลประกอบการไตรมาสที่กำลังจะมาถึง หรือ ยาวไปถึง 1 ปี 2 ปี 3 ปี หรือ 5 ปีข้างหน้า ซึ่งกำไรเหล่านี้มีแนวโน้มจะสะท้อนให้ราคาหุ้นในกระดานสูงขึ้นได้ไม่วันใดก็วันหนึ่ง อย่างไรก็ตามบางครั้ง ความคาดหวังที่ว่าก็อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงทางด้านราคาในกรณีที่ความหวังนั้นเกิดไม่เป็นจริงขึ้นมา หรือแม้แต่ ความหวังนั้นเป็นจริง ราคาหุ้นก็ไม่ได้ปรับขึ้นมากนัก เนื่องจากได้สะท้อนความหวังเหล่านั้นไปในราคาหุ้นหมดแล้ว
เราอาจจะสังเกตุง่ายๆ ว่าหุ้นตัวนั้นได้ถูกใส่ความหวังไว้หรือยังจากค่า trailing P/E (หรือ forward P/E) และค่า PBV ที่มักจะพุ่งสูงกว่าค่าในอดีตของบริษัทที่เคยได้รับจากนายตลาด ความหวังนี้อาจมาจากการที่บริษัทมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภายในบริษัท เปลี่ยนผู้บริหาร หรือ เปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจ และทำให้บริษัทโชว์ผลประกอบการได้ดีในไตรมาสล่าสุด หรือแม้แต่บางบริษัทที่ผู้บริหารให้ข่าวถึงการเติบโตอย่างก้าวกระโดดจนทำให้นักลงทุนเข้าซื้อหุ้นโดยขาดความยั้งคิด บางครั้งนักวิคราะห์ก็อาจเป็นปัจจัยหนึ่งในการใส่ความหวังไว้ในตัวหุ้นเช่นกัน นอกจากนั้นประเภทของธุรกิจเช่น หุ้นรับเหมา ก็มักจะถูกใส่ความหวังในตัวอยู่เสมอๆ
2. คาดหวังว่าหุ้นจะมีราคาสูงขึ้น
ความคาดหวังนี้ หลักๆจะมาจากนักเก็งกำไรในตลาด แต่จริงๆแล้วผมว่า ไม่ว่าจะเป็นนักเก็งกำไรจากราคาหุ้น หรือแม้แต่นักลงทุนแนวเน้นคุณค่าเอง ลึกๆคงมีความคาดหวังนี้ในใจ ซึ่งโดยปกติแล้ว ความคาดหวังว่าหุ้นจะมีราคาสูงขึ้น มักเกิดจากหลายๆ ปัจจัยที่ผ่านเข้ามาในหุ้นตัวนั้นๆ เช่น
แตกพาร์ หุ้นหลายๆตัวที่หลังจากแตกพาร์แล้ว ราคาวิ่งขึ้นไปด้วยความคาดหวัง แล้วก็ตกลงมาจากความผิดหวัง หลายๆคนซื้อหุ้นเพียงเพราะว่าคิดว่า คนอื่นๆน่าจะซื้อเหมือนกันเนื่องจากราคามันดูซื้อง่ายขึ้น จากหลักร้อยมาเป็นหลักสิบหรือหลักหน่วย ถ้าเรามีความรู้สึกเช่นนี้ คนอื่นๆก็รู้สึกเช่นกัน การเข้าซื้อหุ้นพร้อมๆกันโดยไร้เหตุผลย่อมจะดันราคาให้หุ้นนั้นอยู่บนความคาดหวัง
หุ้น IPO หุ้น IPO มักจะอยู่บนความคาดหวังที่ว่าน่าจะมีคนเข้ามาเก็งกำไร ซึ่งน่าจะทำให้ราคาพุ่งขึ้น การเข้าซื้อโดยหวังผลกำไรจากส่วนต่างราคาหุ้น เพียงเพราะคาดการณ์ไปว่าคนน่าจะเข้ามาซื้อ ก็ไม่ได้แตกต่างอะไรกับการเล่นพนัน หุ้นเหล็กตัวหนึ่งที่เพิ่งเข้าตลาดในปีนี้ เป็นตัวอย่างที่ดีของหุ้นบนความคาดหวังจาก IPO effect
หุ้นถูกเจิม หลังจากปิดสมุดทะเบียนรายชื่อผู้ถือหุ้นครั้งล่าสุดแล้ว เราเปิดเข้าไปพบว่ามีรายชื่อคนที่เราคุ้นหูเข้าถือหุ้นอยู่ ความรู้สึกที่คิดว่าหุ้นมันคงจะดี และหลายๆคนคงจะซื้อตามทำให้หุ้นมีราคาสูงขึ้น จะทำให้ตัวเองพุ่งเข้าไปซื้อหุ้นโดยอาจไม่ได้วิเคราะห์อย่างถ้วนถี่ การซื้อหุ้นแบบนี้บางครั้งอาจจะได้กำไรในระยะสั้นๆ แต่ท้ายที่สุดแล้ว ก็เป็นเหมือนกับการทายหัวก้อย เราไม่สามารถทายได้เลยว่าราคาหุ้นจะเป็นอย่างไร ถ้าเปิดรายชื่อผู้ถือหุ้นครั้งต่อไปแล้ว รายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ที่เราคุ้นหูหายไปแล้ว
หุ้นผู้ถูกเลือก เราอาจคาดหวังว่าหุ้นที่จะถูกเลือกเข้าไปใน SET50 หรือ SET100 จะต้องถูกเทรดในราคาที่สูงขึ้น เนื่องจากการเข้าซื้อของกองทุนหรือนักลงทุนขาใหญ่ โดยแท้จริงแล้วไม่ว่าหุ้นจะถูกเทรดใน SET50 หรือ SET100 (ในอนาคตอาจจะมี SET500) ก็ไม่ได้ทำให้พื้นฐานทางธุรกิจของบริษัทเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด
คุณลองถามตัวเองก่อนลงทุนซื้อหุ้นในบริษัทใดบริษัทหนึ่งก่อนหรือยังว่า เราลงทุนในบริษัทนี้เพราะอะไร คาดหวังว่าบริษัทจะมีกำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้น หรือว่าเพียงเพราะคาดว่าว่าหุ้นน่าจะมีราคาสูงขึ้น?
ผมเขียนบทความนี้ขึ้นมาเพื่อเตือนสติตัวเอง ทุกครั้งที่มีการซื้อขายหุ้น ให้รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์สำหรับท่านผู้อ่านโดยเฉพาะ ท่านที่เพิ่งเริ่มเข้ามาลงทุนในตลาดทุนบ้างไม่มากก็น้อย

Advertisements