ผมขอเล่าประวัติ MAJOR คร่าวๆก่อน คือ ธุรกิจของ MAJOR ก่อตั้งขึ้นโดยคุณจำเริญ พูลวรลักษณ์ ส่วนคุณวิชา นี่เป็นลูกชายคนที่สองนะครับ ประวัติ คือ คุณวิชา จบ บัญชี จุฬาฯ และ ก็ บริหารที่ sandego ครอบครัวพูลวรลักษณ์ ถือเป็นตระกูลที่ born to be King of cinema theater จริงๆครับ แม้ตอนแรก จะเริ่มต้น มาจากร้านกาแฟเล็กๆ ต่อมา ก็เริ่มโรงหนัง พ.ศ. 2504 คือ ศรีตลาดพลู (คนแถวบ้านผมเรียกว่า วิกเตี้ย) ,เมโทร,เพชรรามา,แมคเคนนา แม้ระหว่างนั้น จะพบกับความพ่ายแพ้ในการเปิดห้าง welco depeartment store และ เปิดค้าส่ง safeco (Model คล้าย MAKRO )

จุดเปลี่ยนในธุรกิจของ MAJOR มีอยู่ 2 ช่วง โดยที่ ช่วงแรก คือ ช่วง ศึกระหว่างตระกูล คือ EGV ตอนนั้นมีความสัมพันธ์ที่ดี กับ คนที่เอาหนังเข้ามา ได้แก่ golden harvest กับ village road show โดยประมุขฝั่ง EGV คือ คุณวิชัย ขณะที่ Major มีคุณวิชา เป็นหัวหน้าพรรค … (ชื่อยังคล้ายกันมากๆครับ) ตอนนั้น ไปๆมาๆ major เป็นฝ่ายควบ EGV และให้คุณวิชัย มาถือหุ้นใหญ่ major แทน (แต่ตอนนี้ ผมไม่เห็นนะครับ แต่เห็นท่านเป็น กรรมการในบริษัทเฉยๆ) ทำให้หลังจากนั้น MAJOR สามารถครอง M.share อันดับหนึ่ง ของโรงหนังทั่วประเทศ ได้

ส่วนช่วงที่ 2 นี่ผมติดไว้ก่อน จะมาเล่าอีกที

ประเด็นของการลงทุนในโรงหนังครับ

– จริงๆอยู่ที่ คนบอกว่า โรงหนัง ไปไม่รอดหรอก เพราะว่า แผ่นผีเพียบ จริงอยู่ที่คนบอกว่า อนาคต home theater ครองเมืองแน่ๆ เพราะต้นทุนในการซื้อลำโพงซื้อทีวี ลดลงมากๆ แต่เวลาการลงทุนคุณไม่ควรยึดความคิดตัวเองเป็นใหญ่ครับ คุณควรดูสิ่งที่เกิดขึ้นจริง คือ คนยังไปโรงหนังเหมือนเดิมไหม บริษัทมีรายได้หรือผลประกอบการเป็นอย่างไร รวมไปถึงวิธีที่ โรงหนังรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นครับ

– หน้าหนัง – ปกติแล้ว เรามักจะต้องมานั่งลุ้นหน้าหนังกันว่า หนังเรื่องนี้จะขายดีไม่ดี คนดูจะสร้างรายได้ให้เท่าไหร่ แต่ปรากฏว่า มันมี structural change ในหมวดของโรงหนังครับ คือ การเปลี่ยนโรงเป็น digital (งงใช่ไหมครับ เป็นผมก็คงคิดว่า อ้าว ก็แค่ digital ตั๋วก็แพง งั้นเลิกดูดีกว่า – จะเห็นได้จากตาม webboard มีคนบ่นกันมากมายครับ) แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ คนก็ไม่เลิกดูหนังครับ สิ่งที่เกิดขึ้นกับ major คือ ต้นทุนจากการฉายหนัง 35 mm นั้น ประมาณ 8 ล้านต่อเรื่อง เหลือแค่ 2 ล้านต่อเรื่องเองครับ ทำให้ digital ค่อยๆกลืน โรงหนัง 35 mm ไปเรื่อยๆ และแน่นอน ค่าตั๋วหนังก็ปรับขึ้นเช่นกัน เพราะ บริษัทก็ต้องใช้งบในการลงทุนเปลี่ยนเครื่องฉายเช่นกันครับ

ช่วงที่ 2 ที่ผมจะบอกคือ หนัง digital เมื่อมัน breakeven นี่ โดยเฉพาะการมาของ 3D เนี่ย (ในช่วงปี 2553-2555) ทำให้ หลายโรงหนังพยายามเปิด digital กันเพียบเลยครับ สังเกตได้จาก MAJOR ซึ่งเคยมี digital แค่ 50 โรงใน ปี-สองปีก่อน แต่ตั้งใจจะเปลี่ยนเป็น digital ให้ครบ 200 โรงในปีนี้ ประเด็นก็คือ เมื่อก่อน โรงหนังต้องง้อ คนทำหนังให้ผลิตหนังที่ดีๆออกมาใช่ไหมครับ แต่พอโรงหนังสร้างหรือขยายสาขาเพิ่มขึ้น จึงมีอำนาจต่อรองต่อ supplier ที่มากขึ้น นอกจากนั้นยังไม่พอครับ การเข้ามาของ บัตร M GEN ทำให้มีการ เก็บสถิติ หนังว่า โรงไหน มีคนกลุ่มไหนมาดู เวลาไหน แนวไหนมากสุด การบริหารจัดการ เรื่องหน้าหนัง จึงตกอยู่ในกำมือของ MAJOR อย่างชัดเจน สังเกตได้ว่า คุณจะได้ดูภาคต่อของหนังฟอร์มยักษ์ บ่อยขึ้น หนังซุปเปอร์ HERO ก็เยอะขึ้น (อนาคตคงมี รวมฮิตซุปเปอร์ฮีโร่มากขึ้นเรื่อยๆ)

ถ้าพูดถึง 3d แล้ว ก็คงไม่พูดถึง 4D ไม่ได้ 4D เริ่มมาจากเมืองแดจังกึม major ไปดึงมาหุ้นกันสร้าง โรงหนัง 4D เพราะได้ยินว่า เปิด 4D ที่ mexico แล้วถล่มทลาย โดย ผบห.ตั้งเป้า เปิด 4d ประมาณ 1 โรง/ปี (ผบห.บอกว่า คนจองแน่นตลอด)

ประเด็นที่ MAJOR จะโตได้ นอกจาก เกาะกระแสโลกไปแล้ว ยังมี การหาวิธีเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายอีก

เพิ่มรายได้

– การเพิ่ม occupancy rate ให้มากขึ้น สังเกตได้จาก ช่วงนี้ คุณจะเห็น promotion มากมาย ไม่ว่าจะดูรอบไหนๆ ก็จะได้ราคาที่แตกต่างกัน ขอให้คนดูเต็มโรง แกก็พอใจแล้ว

– การปรับราคาตั๋วหนัง และความหลากหลายของโรงหนัง – สังเกตว่า มีลูกเล่นเพิ่มขึ้น ในการปรับราคาและรูปแบบ ผมยังคิดว่า สักวัน ถ้ามีโอกาสคงไปดู โรง enigma สักครั้งนึง… (ที่นั่งละ 1500 – ทำไปด้ายยย)

– เพิ่ม distribution channel คือ หาช่องทางให้คนเข้าซื้อตั๋วได้ง่ายขึ้น นอกจาก คุณจะรับ ขนมจีบซาลาเปาแล้ว คุณคงได้ตั๋วหนังจาก 7 eleven อีก ซึ่งเขาบอกว่า ปัจจุบันการเข้าถึง internet หรือ mobile ยังไม่มากนัก เพราะถ้าคุณจองล่วงหน้า ต้องมาถึงก่อนหนังฉาย ตามเวลา แต่ถ้า ซื้อที่ 7 แถวบ้าน คุณก็จะการันตีเรื่องที่นั่งได้เลย…

– ขยายไปตปท. โรงหนัง india นั้น บูมมากๆ เพราะหนัง bollywood สามารถตีตลาด hollywood ได้มหาศาล ถึงแม้ว่า โรงหนัง india จะมีจำนวนมาก และ มี ผู้เล่นหลายรายแล้ว แต่ เจ้าที่คุณวิชาไปจับมือด้วย คือ PVR ซึ่งเป็นผู้เล่นรายใหญ่ ที่สุดใน อินเดีย ( MAJOR ถือหุ้นอยู่ 9-10% และมีแนวโน้มจะซื้อเพิ่ม ) คุณวิชาเล่าว่า อินเดียยังมี room ให้เล่นอีกพอสมควร เพราะ ว่า โรงหนังส่วนใหญ่ยังเป็นแบบ บ้านเราสมัยก่อน (นึกภาพของ แมคเคนนาครับ) ยังมี multiplex ไม่มากเท่าไหร่นัก

– การลดรายจ่าย – รวมไปถึงการที่ MAJOR เลิกลงทุนใน CAWOW (ขอบ่นหน่อยว่า CAWOW นี่แปลกมากครับ ธุรกิจขาดทุนตลอด แต่มีรายจ่าย SG&A โตขึ้นเรื่อยๆ ในฐานะ ผู้ใช้บริการตลอดชีพ ก็ลุ้นๆเหมือนกันว่า ตลอดชีพ หมายถึง ตลอดชีพ ผม หรือตลอดชีพของ CAWOW กันแน่)

– การทำ sponsorship theater ทำให้ การลงทุนสร้างโรงหนังสักโรง ลดไปได้พอสมควร อย่างโรงหนัง กรุงศรี IMAX สามารถคืนทุนได้เร็วขึ้น ภายใน 3-4 ปี

ในแง่ของการวาง position ของ MAJOR นั้น ผมถือว่า เป็นพญาอินทรีย์ที่รอคอยกระแสลม เพราะ MAJOR เป็นธุรกิจที่มี fix cost เท่าเดิม เมื่อเพิ่ม รายรับ เท่าไหร่ ก็คงลง bottom line หมด

อีกประเด็นที่ผมเพิ่งสังเกตคือ payout ratio ของ major อยู่ที่ 91% ซึ่งถือว่าสูงมาก สำหรับหุ้น GROWTH แบบนี้ ก็คงได้แต่หวังว่า เขาไม่ต้องไปลงทุนอะไรแบบมโหฬารอีก อย่างไรก็ตาม ธุรกิจ entertainment ก็อ่อนไหวกับเศรษฐกิจอย่างมากครับ เพราะถ้าหาก คนส่วนใหญ่ต้องลดรายจ่าย ค่าใช้จ่ายที่เป็น lifestyle ก็คงต้องลดเป็นอันดับแรกๆเช่นกันครับ

สรุปเนื้อหาคร่าวๆได้ประมาณนี้ครับ หวังว่าคงได้ประโยชน์กัน ถ้ามีคอมเม้นท์เยอะๆ คราวหลัง ถ้าผมได้สัมภาษณ์บริษัทไหนอีก ก็จะมาเล่าให้ฟังอีกครับ

Advertisements