เนฟฟ์เทคนิค

Kabuvi

จอห์น เนฟฟ์ ผู้ที่เคยบริหารกองทุนหุ้น Winnsor ซึ่งมีสินทรัพย์มากที่สุดในอเมริกา ยาวนานต่อเนื่องถึง 32 ปี ถือได้ว่าเป็นนักลงทุนแบบเน้นคุณค่าคนหนึ่ง ที่มีสไตล์การลงทุนแบบอนุรักษ์นิยม เนฟฟ์มักจะสนใจในหุ้นที่ยังไม่เป็นที่สนใจจากตลาดหรือถูกมองข้าม รวมถึงหุ้นที่ถูกเข้าใจผิดในบางช่วงเวลา แนวทางการเลือกหุ้นของจอห์นเนฟ ที่สำคัญๆนั้น มี 7 ข้อ ซึ่งผมสรุปมาจากหนังสือ “JOHN NEFF on investing” เขียนโดย John Neff และ S.L. Mintz และ ถูกแปลเป็นภาษาไทย ชื่อหนังสือว่า “ลงทุนแบบจอห์น เนฟฟ์” โดย ดร. กุสยา ลีฬหาวงศ์
จอห์น เนฟฟ์ ตั้งกฏเกณฑ์การลงทุนของกองทุน 7 ข้อ โดยเลือกลงทุนในหุ้นที่มีลักษณะดังต่อไปนี้
1. P/E ต่ำ
กฏข้อนี้เป็นหลักปฏิบัติที่ เนฟฟ์ ยึดมั่นเป็นที่สุด ทั้งนี้เนฟฟ์จะเลือกลงทุนที่มี P/E ต่ำ (ในที่นี้คือน้อยกว่า 10) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เนฟฟ์จะชอบมากถ้าเจอบริษัทที่มี P/E ต่ำ ในช่วงเวลาที่บริษัทนั้นๆ “ถูกตลาดเข้าใจผิด” ซึ่งอาจเกิดจากข่าวร้ายต่างๆ ที่ออกมาภายหลังการปรับปรุงโครงสร้างธุรกิจบางอย่างภายในบริษัท การเปลี่ยนแปลงของผู้บริหาร การเพิ่มทุน การตกต่ำของอุตสาหกรรมโดยรวมแบบชั่วคราว เป็นต้น สำหรับบริษัทอื่นๆ ที่มี P/E ต่ำ อาจจะมาจากการที่บริษัทนั้นๆ “ถูกตลาดมองข้าม” เนื่องจากความน่าเบื่อของธุรกิจ หรือการเติบโตยังอยู่ในช่วงที่ค่อยเป็นค่อยไป เนฟฟ์กล่าวว่า การลงทุนโดยใช้กลยุทธ์ P/E ต่ำนี้ สามารถคาดหวังกำไรได้จากสองช่องทาง คือ การที่ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นจากกำไรปกติที่เพิ่มขึ้น (ซึ่งมีความปลอดภัยกว่า การลงทุนในหุ้นที่กำลัง “ฟู่ฟ่า” จากความคาดหวังกำไรในอนาคตอันสวยหรู) นอกจากนั้น ยังมีโอกาสได้โบนัส จากการที่ตลาดปรับค่า P/E ให้เพิ่มขึ้นในบางช่วงเวลาที่ตลาดเข้าใจอะไรมากขึ้น อย่างไรก็ตาม จอห์น เนฟฟ์ เน้นย้ำตอนท้ายไว้ว่า “คุณต้ิิองแยกแยะหุ้นที่ถูกขายในราคาส่วนลด (bargain price) เพราะความเข้าใจผิดและถูกมองข้าม กับหุ้นที่ไม่มีอนาคตให้ออก”
2. เติบโตไม่สูงไม่ต่ำจนเกินไป
เนฟฟ์ตั้งค่าพื้นฐานไว้ที่เติบโตไม่ต่ำกว่า 7% ต่อปี โดยคาดหวังว่าบริษัทจะสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว และไม่คาดหวังว่าบริษัทจะเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด กรณีที่บริษัทเติบโตก้าวกระโดด เช่น มากกว่า 20% เนฟฟ์จะเริ่มระมัดระวังตัวมากขึ้น จนอาจจะลดการถือครองบริษัทนั้นๆลง เนื่องจากมองว่าสิ่งดังกล่าวนั้นมีความไม่แน่นอน ซึ่งถ้าบริษัทไม่สามารถทำการเติบโตระดับสูงนั้นๆได้อย่างต่อเนื่องแม้เพียงเล็กน้อย อาจส่งผลให้ตลาดเกิดการผิดหวัง และเกิดการลดลงอย่างรุนแรงของราคาหุ้น
3.คำนึงถึงเงินปันผล
เนฟฟ์พิจารณาผลตอบแทนที่จะได้รับโดยรวมเงินปันผลเข้ามาเป็นส่วนสำคัญด้วย ยกตัวอย่างเช่น ถ้าบริษัทที่คาดว่าจะมีอัตราการเติบโต 10% ต่อปีและมี เงินปันผลประมาณ 5% เนฟฟ์จะมองว่าบริษัทนี้ให้ผลตอบแทนต่อปีประมาณ 15% และเนื่องจากหุ้นที่เนฟฟ์เลือกลงทุนนั้นมีผลดำเนินงานเติบโตต่อเนื่อง ดังนั้น เนฟฟ์ยังสามารถคาดหวังการเติบโตของเงินปันผลที่จะได้รับอีกด้วย เนฟฟ์ให้ข้อสังเกตว่า โดยปกติแล้วตลาดมักให้ P/E กับหุ้นตัวหนึ่งๆ โดยจะมองการเติบโตของกำไรในอนาคตเป็นหลักและไม่ได้ดูเงินปันผลมากนัก สังเกตได้จากที่บางครั้งตลาดมักให้ P/E ของบริษัทที่คาดว่าจะเติบโต 20% แต่มีเงินปันผล 1% เป็นสองเท่าของ บริษัทที่คาดว่าจะเติบโต 11% แต่มีเงินปันผล 10% (ในสมมติฐานที่ว่า ทั้งสองบริษัททำธุรกิจคล้ายกัน)
4. อัตราส่วนผลตอบแทนรวม
หลังจากที่เนฟฟ์พิจารณาผลตอบแทนโดยรวมจากการรวมเอาอัตราการเติบโตของบริษัทที่คาดว่าจะทำได้กับปันผลที่คาดว่าจะได้รับแล้ว เนฟฟ์จะเอามาเทียบกับค่า P/E ของบริษัทในขณะนั้น เช่น ถ้าคาดว่าบริษัทจะเติบโต 10% และมีปันผล 5% จะได้ว่าบริษัทมีผลตอบแทนรวมเท่ากับ 15% โดยถ้า P/E ของบริษัทในขณะนั้นเท่ากับ 7.5 จะได้ว่า ค่า ผลตอบแทนรวมหารด้วย P/E มีค่าเท่ากับ 2 เท่า และเรียกตัวเลขนี้ว่า “อัตราส่วนผลตอบแทนรวม” เนฟฟ์จะนำตัวเลขที่ได้ของบริษัทที่สนใจลงทุนนี้ไปเปรียบเทียบ กับตัวเลขเฉลี่ยของทั้งตลาด ยิ่งค่าทั้งสองค่านี้มีความแตกต่างกันมากเท่าไหร่ เนฟฟ์จะยิ่งสนใจบริษัทนั้นๆ มากขึ้น
5. ให้โอกาสในการปรับ P/E ช่วยลดความเสี่ยงของวัฏจักร
เนฟฟ์ลงทุนในหุ้นวัฏจักรเป็นสัดส่วนประมาณ 1 ใน 3 ของพอร์ตการลงทุน โดยเนฟฟ์มักจะจับจังหวะซื้อหลังจากจบวงจรที่ราคาหุ้นลดลงอย่างมาก และเข้าซื้อหุ้นช่วงที่กำไรกำลังพุ่งขึ้นและค่า P/E ลดลง แต่ยังไม่ถึงจุดที่มีกำไรสูงสุด ในระหว่างนี้เอง ตลาดอาจจะมีการปรับค่า P/E ให้จากการเติบโตอย่างรวดเร็วของกำไร โดยจะเพิ่มควบคู่ไปกับการเพิ่มขึ้นของกำไร จากกนั้นเนฟฟ์จะขายหุ้นออกก่อนที่บริษัทจะประกาศกำไรสูงที่สุดออกมา ตรงนี้เอง เนฟฟ์เน้นย้ำว่า “การทำนายหรือคาดการณ์ได้เช่นนี้ นักลงทุนต้องมีความเข้าใจในการเตลื่อนไหวของอุตสาหกรรมและพิจารณาภาวะเศรษฐกิจได้อย่างถี่ถ้วนเสียก่อน”
6. ลงทุนในบริษัทที่แข็งแกร่งในอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต
เนฟฟ์แนะนำให้ลงทุนในบริษัทที่มีความมั่นคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะบริษัทที่เป็นเจ้าตลาดในธุรกิจหลักที่ตัวเองทำอยู่ อย่างไรก็ตามบริษัทเหล่านี้ในช่วงเวลาปกติมักจะไม่เข้าเงื่อนไขการลงทุนในหุ้น P/E ต่ำของเนฟฟ์ ฉะนั้นเนฟฟ์มักจะมีโอกาสลงทุนในบริษัทเหล่านี้ก็ต่อเมื่อ มีข่าวร้ายหรือเหตุการณ์ร้ายๆที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นกับบริษัทนั้นๆ เช่น ภัยธรรมชาติ จราจล การเมือง จนบางครั้งทำให้ผลประกอบการของบริษัทนั้นออกมาแย่ชั่วคราว แต่ทำให้ตลาดมองในแง่ร้ายและเทขายหุ้นบริษัทนั้นๆออกมาแบบลืมตัว หลังจากที่เนฟฟ์เข้าซื้อหุ้นเขาก็จะขายออกไปในช่วงที่บริษัทกลับมาทำผลประกอบการได้ดีเป็นปกติและเมื่อตลาดปรับ P/E กลับมาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
7. ดูปัจจัยพื้นฐานภายในตัวบริษัท
เมื่อบริษัทมีการเติบโตของยอดขายและกำไร เนฟฟ์จะพิจารณาดูว่าการเพิ่มขี้นของยอดขายนั้นเกิดจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนหน่วยที่ขายได้เพียงอย่างเดียว หรือเกิดจากการปรับตัวขึ้นของราคาต่อหน่วยด้วย สิ่งนี้จะเป็นตัวแสดงให้เห็นว่า Gross Profit Margin (GPM) ของบริษัทดีขึ้น และมีโอกาสส่งผลไปถึงการปรับเพิ่มของ P/E ที่ตลาดมอบให้ ในทางกลับกันถ้าบริษัทมีปัญหาติดขัด เนฟฟ์จะพิจารณาดูว่าปัญหานั้นเป็นปัญหาที่น่าจะแก้ไขได้โดยใช้เวลานานแค่ไหน ถ้าเนฟฟ์พิจารณาแล้วว่าเป็นปัญหาที่น่าจะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวและสามารถแก้ไขตัวเองได้โดยใช้เวลาไม่มากนัก เนฟฟ์ก็จะให้ความสนใจเป็นพิเศษ นอกจากนั้น สิ่งที่เนฟฟ์มักจะพิจารณาก่อนลงทุนคือ กระแสเงินสดและผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) โดนเนฟฟ์จะชอบบริษัทที่มีกระแสเงินสดอิสระเหลือเยอะ หลังจากที่หักเงินเพื่อใช้ลงทุนและใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนแล้ว เนื่องจากเนฟฟ์คาดหวังว่าบริษัทจะสามารถจ่ายปันผลได้ในอัตราที่น่าพอใจต่อเนื่องในอนาคต หรือออกนโยบายการซื้อหุ้นคืน ท้ายที่สุด เนฟฟ์จะดูที่ Operating Margin ว่าแข็งแกร่งไหม กำไรจากการดำเนินงานที่แข็งแกร่งเปรียบเสมือนเกราะป้องกันให้บริษัทในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน
ผมมองว่าหลักการการลงทุนแบบจอห์น เนฟฟ์นั้น ช่วยให้เราจำกัดความเสี่ยงขาลงของราคาได้พอสมควรทีเดียว เีรียกได้ว่าเราลงทุนโดยยิดหลักที่ว่า “โอกาสขาดทุนน้อยที่สุด” ไว้ก่อน สำหรับเรื่องกำไรที่เรามีโอกาสได้นั้น ก็ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่เราเลือกลงทุน และตัวเร่งที่เรามองเห็นก่อนคนส่วนใหญ่
สำหรับตลาดหุ้นไทยเช่นกัน หลายๆครั้งที่บางบริษัทมีปัจจัยลบมากระทบทำให้ผลประกอบการลดลง อย่างรวดเร็วหรือมีข่าวร้ายที่ทำให้นักลงทุนคิดไปต่างๆ นานาว่าบริษัทคงจะย่ำแย่ในไม่ช้า ทั้งๆที่บางครั้งพื้นฐานของบริษัทยังคงแข็งแกร่งและยังคงมีแนวโน้มเติบโตตามอุตสาหกรรม เท่าที่ผมเคยเห็นกับสิ่งที่ผ่านมาแล้วเร็วๆนี้ ก็มีช่วงที่ “คุณตันออกจากบริษัท OISHI” / “ทีมผู้บริหารคนไทยของ GL ออกยกชุดและมีข่าวไม่ดีเกี่ยวกับบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่น” / “THANI ประกาศเพิ่มทุนเท่าตัวให้กับผู้ถือหุ้นรายเดิม” / “SIMAT ประกาศเพิ่มทุนเท่าตัวเพื่อไปลงทุนในธุรกิจใหม่และตัดหนี้สูญของบริษัทย่อยจนขาดทุน” ทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่า “เรามองว่ามันคือวิกฤติ หรือมองว่ามันคือโอกาส” เท่านั้นเอง

Advertisements