โอกาสกับหุ้นตัวเล็ก: Simat Technologies

ผมเริ่มสนใจติดตามบริษัทนี้ช่วงเดือนมิถุนายน 2011 ก่อนที่บริษัทจะเพิ่มทุนครั้งใหญ่ จากที่เคยมีจำนวนหุ้นอยู่เพียง 83.1 ล้านหุ้น บริษัททำการเพิ่มทุนโดยขายให้กับผู้ถือหุ้นเดิมอีก 83.1 ล้านหุ้น และแจก วอเรนท์ให้ผู้ถือหุ้นเดิมอีก 41.5 ล้านหุ้น ถือได้ว่าเป็นการเพิ่มทุนครั้งใหญ่ที่สุดของบริษัทเลยทีเดียว บริษัทตั้งใจว่าจะนำเงินก้อนนี้ไปเป็นส่วนนึงในการลงทุนในโครงข่ายเคเบิ้ลใยแก้วนำแสง และปล่อยเช่าระยะ 5 ปี ให้กับ กสท. โครงการนี้ใช้เงินลงทุนทั้งสิ้น ประมาณ 530 ล้านบาท ซึ่งมีค่าเกือบสองเท่าของ Market Cap ของบริษัท
บริษัทนี้ทำธุรกิจหลักที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี Enterprise Data Collection and Collation System (“EDCCS”) เช่น พวก บาร์โค้ด หรือ RFID โดยลูกค้าหลักของบริษัทอยู่ใน กลุ่มธุรกิจค้าปลีก เช่น Tesco Lotus, 7-Eleven โดยบริษัทจะจัดหาเครื่องมือพร้อมซอฟแวร์ให้กับบริษัทเหล่านี้ทุกครั้งที่มีการขยายสาขาหรือเปลี่ยนเครื่องเก่า
เนื่องจาก 7-Eleven ยังคงขยายสาขาอย่างต่อเนื่องทุกปี ประมาณปีละ 500 สาขา อีกทั้ง Tesco Lotus ออกนโยบายบุกตลาดในประเทศไทยมากขึ้นและมีนโยบายจัดตั้งกองทุนอสังหาริมทรัพย์เพื่อระดมทุน หลังจากที่ได้ประกาศออกจากตลาดในประเทศญี่ปุ่นมาทำตลาดในประเทศอื่นในเอเชียมากขึ้น ผมจึงเชื่อว่าบริษัทนี้จึงน่าจะสามารถทำรายได้ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ตราบใดที่ธุรกิจ Modern Trade ซึ่งเป็นลูกค้าหลักของบริษัทยังคงมีการเติบโต
ช่วงปลายปี 2009 บริษัทเข้าลงทุน ในบริษัทย่อยที่ตั้งอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย โดยถือหุ้น 60% ซึ่งบริษัทในมาเลเซียนี้เองมีส่วนทำให้งบการเงินรวมของบริษัท ลุ่มๆดอนๆ กำไรบ้างขาดทุนบ้าง สาเหตุหลักมากจากช่วงที่บริษัทเข้าไปถือหุ้นช่วงแรกนั้น บริษัทย่อยนี้ทำการค้าโดยมี End-User เป็นรัฐบาล การจ่ายเงินที่ได้ล่าช้า ทำให้บริษัทต้องตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ (บริษัทขาดทุนมากใน Q2/2011 เนื่องจากส่วนนี้) ธุรกิจของบริษัทในประเทศมาเลเซียนั้นเป็นลักษณะ Distributor และ Re-seller ของคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่างๆที่ใช้กับคอมพิวเตอร์ การบริหาร inventory จึงมีส่วนสำคัญอย่างมาก ช่วงหลังๆ ตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นมา บริษัทเริ่มหันไปหาลูกค้าเอกชนมากขึ้น ทำให้การเก็บเงินเร็วขึ้น การเบิกเงินกู้เพื่อใช้เป็น Working Cap ก็ลดน้อยลง
จุดเปลี่ยนสำคัญจุดหนึ่งที่น่าสนใจของบริษัทที่ว่านี้ คือ บริษัทต้องการลดความเสี่ยงในการพึ่งพิงรายได้จากลูกค้ารายใหญ่และลูกค้าในกลุ่มธุรกิจค้าปลีก ช่วงกลางปี 2011 บริษัทมีการขยายธุรกิจไปทำให้ส่วนของสื่อสารคมนาคม เพื่อต้องการเพิ่มรายได้ในส่วนที่เป็น recurring income มากขึ้น โดยเข้ามาลงทุนในธุรกิจให้เช่าโครงข่ายเคเบิ้ลใยแก้วนำแสง ให้กับ กสท. ในพื้นที่จังหวัด เชียงใหม่และโคราช ทั้งนี้ได้ว่าจ้างบริษัทเวลดัน ไอที เซอร์วิส ซึ่งทำหน้าที่ติดตั้งและดูแลระบบให้ ผู้บริหารมองว่าจะได้ NPM ในส่วนนี้ประมาณ 15% จากรายได้ทั้งหมดประมาณ 850 ล้านบาทใน 5ปี โดยมีการทำสัญญากับ กสท. ในส่วนของรายได้ไว้ หลังจากห้าปีไปแล้วบริษัท อาจขายขาดให้กับ กสท. หรือ ให้เช่าต่อ ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นแล้วแต่ กสท.จะตัดสินใจ นอกจากนี้ จากแผนการพัฒนาในส่วนของ FTTx เพิ่มเติม กสท. มีแผนที่จะขยายโครงข่ายนี้ไปยังจังหวัดอื่นเช่นกัน โดยเชื่อว่า ถ้าบริษัท สามารถบริหาร cashflow ได้ดีก็มีโอกาสที่จะได้งานในส่วนนี้เพิ่มเติม
ต้นปี 2012 บริษัทมีแผนบุกตลาดกับ โปรแกรมจัดการระบบขนส่ง ชื่อ Skyfrog ที่เพิ่งเปิดตัวไปในเดือนสิงหาคม 2011 เพื่อจำหน่ายให้กับบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับ Logistics ซึ่งบริษัทประยุกต์ระบบ Cloud เข้ามาใช้ และจัดเก็บค่าใช้ระบบจากลูกค้าเป็นรายเดือน อันจะเป็นรายได้ของบริษัทที่จัดเป็น recurring income ได้เช่นกัน
นับว่าเป็นบริษัทเล็กๆ ซึ่ง Market cap ปลายปี 2011 เพียง 300 ล้านกว่าๆ แต่รับงานจากลูกค้ารายใหญ่ได้แก่ 7-eleven, Tesco Lotus, เสริมสุข, AOT, Minor Group, กสท. และผู้บริหารซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทค่อนข้างที่จะ aggressive ผมจึ่งคิดว่าน่าติดตาม ในช่วง 2-3 ปี ที่กำลังจะมาถึง
Categories: หุ้นรายตัว | Permalink.

Advertisements