“จุดพีค” กำลังมา! ชนวน “บิ๊กแสนสิริ” ช้อนหุ้นตัวเอง
เปิดใจ “เอ็มดีใหญ่”ณ บ้าน“แสนสิริ” “เสี่ยนิด” “เศรษฐา ทวีสิน” “ราคาหุ้นต่ำ-พื้นฐานเลิศ” ใช้เงินซื้อหุ้น SIRI มากกว่า 100 ล้านบาท ก็ “สู้ไหว

เหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อปลายปี 2554 ยังไม่ทันคลี่คลาย ศักราชใหม่ (2555) ยังไม่ทันเปิด “เสี่ยนิด” เศรษฐา ทวีสิน เอ็มดีใหญ่ “แสนสิริ” (SIRI) ก็ถลกขากางเกง “ตะลุยน้ำ” ทยอยหาจังหวะเก็บหุ้น SIRI และใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น (SIRI-W1) ไล่มาตั้งแต่ราคา “ต่ำสุด” ของวอร์แรนต์ 1.06 บาท และ 1.82 บาท สำหรับหุ้นสามัญ “จุดสูงสุด” ของวอร์แรนต์ 2.71 บาท และ 3.56 บาท ของหุ้นสามัญ

การสร้างกราฟหุ้น SIRI ตลอดปีมังกร ปฏิเสธไม่ได้ว่า “เสี่ยนิด” ทำเพื่อรอรับข่าวดีที่ มั่นใจว่าต้องเกิดขึ้นภายในสิ้นปี 2555 และการที่ราคาหุ้น SIRI “พุ่งกระฉูด” จาก 1.23 บาท (ต่ำสุด) มาอยู่ 3.62 บาท (สูงสุด) ไม่ได้ทำให้เอ็มดีใหญ่

“ร่ำรวย” เพียงคนเดียว แต่ยังเผื่อแผ่ถึง “แฟนคลับ” อีกด้วย โดยเฉพาะ “เซียนหุ้น VI” “มี่” ทิวา ชินธาดาพงศ์ เจ้าของพอร์ตหุ้นระดับ “ร้อยล้าน”

ผ่านมาแค่ 3 เดือน (ม.ค.-มี.ค.2555) “มี่” โกยกำไรจากตลาดหุ้นไปแล้ว 80% ทะลุเป้าหมาย 20-30% หุ้น SIRI และหุ้น SIRI-W1 คือ “พระเอก” ที่ทำให้เขา “กระเป๋าตุง”

“ปี 2555 ผมควักเงินซื้อหุ้น SIRI และ SIRI-W1 ไปแล้วกว่า 100 ล้านบาท” “เศรษฐา ทวีสิน” พูดด้วยสีหน้าและน้ำเสียงจริงจังกับ “กรุงเทพธุรกิจ Biz Week” หลังงานแถลงข่าวแผนธุรกิจปี 2556 ณ โรงแรม เดอะเซนต์ รีจิส สิ้นสุดลง
ถ้าไม่ดีคงไม่ซื้อ บริษัทของเราทำงานอยู่ทุกวันย่อมรู้ดีว่ามีความแข็งแกร่งและมั่นคงมากขนาดไหน การไล่ซื้อหุ้นของผม ถือเป็นการบ่งบอกนักลงทุนทางอ้อมว่า ชายชื่อ “เศรษฐา” จะนั่งทำงานที่นี่ต่อไป ไม่หนีไปทำอย่างอื่นเหมือนที่ใครเขาลือกัน

เขา ตอบคำถาม “จะซื้อหุ้น SIRI ต่อหรือไม่” ว่า “ทำไมจะไม่ซื้อ” ราคาต่ำ พื้นฐาน ดีขนาดนี้ ช่วงนี้ผมกำลังรอดูจังหวะราคา คิดตามนะในเมื่อรอบปี 2555 SIRI ทำผลการดำเนินงานได้ดี ไม่ทำให้ผมผิดหวัง ตัวเลขการเงินเกือบทุกตัว “ทุบสถิติครั้งใหม่” นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทในปี 2527

ไม่ว่าจะเป็นยอดขายที่ทำได้ 42,600 ล้านบาท และยอดรับรู้รายได้ 30,000 ล้านบาท “ดีมั้ยละ !” เขาสถบ
ราคาหุ้น SIRI ที่ “เด้ง” เป็นพิเศษในช่วงที่ผ่านมา อาจเป็นเพราะนักลงทุนเล็งเห็นว่าเรากลับมาให้ผลตอบแทนจากราคาหุ้นดีเหมือนเดิม

หากคิดผลตอบแทนในปี 2555 น่าจะได้กัน 100-200% แล้วมั้ง (ยิ้ม)
ก่อน “เศรษฐา” จะโชว์วิสัยทัศน์ประจำปี 2556 เขาพูดกลางเวทีว่า..วันนี้ถือเป็นการเจอกันครั้งแรกระหว่างคุณ (นักข่าว) กับผมในรอบ 12 เดือน ที่ผ่านมา มีสิ่งดีๆ ผ่านเข้ามาในบริษัทมากมาย เมื่อเทียบกับปี 2554 ที่ผลประกอบการออกมาไม่เข้าเป้าหมาย หลังเจอน้ำ ท่วมใหญ่ปลายปี 2554

กลยุทธ์ในปี 2556 “แสนสิริ” จะลงมือปฎิบัติการณ์ในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน นั่นคือ การเดินหน้า “แย่งชิง” ส่วนแบ่งทางการตลาดอสังหาริมทรัพย์ จากผู้ประกอบการรายย่อย รายกลาง และรายใหญ่ เพื่อสนับสนุนการเจริญเติบโตในธุรกิจของเรา “วันนี้เราพร้อมมาก” (ลากเสียงยาว)

“เสี่ยนิด” แจกแจงรายละเอียดว่า “ตลาดแพง” เราจะแย่งมาร์เก็ตแชร์มาจาก บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น (SC) บมจ.ควอลิตี้เฮ้าส์ (QH) และบมจ.แลนด์แอนด์เฮ้าส์ (LH) ส่วนมาร์เก็ตแชร์ตลาดคอนโดมิเนียม ผมจะดึงจาก บมจ.ศุภาลัย (SPALI) และบมจ.แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ (LPN) สำหรับตลาดทาวน์เฮาส์จะแย่งแชร์จากบมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท (PS) และบมจ.ควอลิตี้เอ้าส์ (QH)

ถามว่าจะใช้กลยุทธ์อะไรเป็นตัวช่วย เขาสวนกลับทันที เราจะใช้ “6 กุญแจสำคัญ” Key Driver แรก คือ เราต้องรุกตลาดต่างจังหวัดหนักขึ้น เน้นที่เดิมๆที่เคยไปมาแล้ว อาทิ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ,จังหวัดภูเก็ต ,เขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา,จังหวัดเชียงใหม่,พัทยา จังหวัดชลบุรี และขอนแก่น

รวมถึงเข้าไปเปิดโครงการใหม่ๆเพื่อขยายฐานลูกค้าและรองรับความต้องการ เน้น 6 จังหวัด 7 ทำเล คือ ระยอง, อุดรธานี, นครราชสีมา, มหาสารคาม, ศรีราชา, บางแสน และหาดใหญ่ นอกจากนั้นยังศึกษาโอกาสในตลาดต่างจังหวัดที่มีความเป็นไปได้ เน้นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง เช่น พิษณุโลก, สุราษฎร์ธานี, อุบลราชธานี และกาญจนบุรี

Key Driver ที่ 2 คือ จับตลาด Niche Market มากขึ้น เราอยากหนีการแข่งขันในตลาดเดิมๆ อย่างปีก่อนบริษัทก็ประสบความสำเร็จจากการเปิดโครงการ ดีคอนโด แคมปัส รีสอร์ท ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ฉะนั้นเราจะวางแผนเพื่อพัฒนารูปแบบนี้ต่อไป

สำหรับ Key Driver ที่ 3 เราเล็งจะเพิ่มสัดส่วนกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติมากขึ้น จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนเพียง 3% วางเป้าหมายภายในปี 2-3 ปีข้างหน้าจะขึ้นแท่นเป็นเจ้าตลาด กลุ่มชาวต่างชาติทุกประเภท คือ เป้าหมายของผม (หัวเราะ) ไม่ว่าจะเป็นประเภทที่เข้ามาทำงานในเมืองไทย หรือมีครอบครัวเป็นคนไทย แม้กระทั่งมาหาบ้านหลังที่สอง เพื่อใช้เป็นที่พักผ่อน

Key Driver ที่ 4 คือ บริษัทจะหวนกลับมาพัฒนาโครงการบ้านเดี่ยวราคาแพง ตลาดนี้วันนี้น่าสนใจมาก เราจะพัฒนาภายใต้แบรนด์ “นาราสิริ” อีกครั้ง โดยในปี 2556 จะเปิดตัว 4 โครงการใหม่ย่านบางนา ,พุทธมณฑลสาย 1 ,พระราม 2 และศรีนครินทร์ รวมมูลค่า 8,000 ล้านบาท

Key Driver ที่ 5 คือ เราจะขยายตลาดให้ครอบคลุมทุกกลุ่มมากขึ้น ด้วยแผนพัฒนาบ้านเดี่ยวในระดับ 3 ล้านบาท และทาวน์เฮาส์ในระดับ 1.5 ล้านบาท เน้นทำเลใกล้แหล่งงาน เช่น นิคมอุตสาหกรรมในทำเลปทุมธานี และวงแหวนกาญจนาภิเษก หรืออยู่ใกล้แหล่งเมืองเก่า อาทิ ประชาอุทิศ หรือสำโรง เป็นต้น คาดว่าจะเปิดการขายในช่วงประมาณไตรมาส 2 ของปี 2556

สุดท้าย คือ Key Driver ที่ 6 ผมตั้งใจจะเพิ่มสัดส่วนการพัฒนาโครงการด้วยระบบพรีคาสท์ (ชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูป) โดยกลางปีนี้จะเพิ่มกำลังการผลิต สำหรับการพัฒนาโครงการแนวสูง โดยเฉพาะแบรนด์ “ดีคอนโด” ภายใต้กำลังการผลิต 42,000 ตารางเมตรต่อปี หรือคิดเป็นประมาณ 10 ตึกต่อปี รวมถึงโครงการทาวน์เฮาส์ ภายใต้แบรนด์ใหม่ที่จะเกิดขึ้นในปีนี้

“เอ็มดีใหญ่” ยังเล่าถึงเป้าหมายยอดรับรู้รายได้ในปี 2556 ว่า ตัวเลข น่าจะอยู่ที่ 34,000-36,000 ล้านบาท เติบโต 30% เราทำได้แน่นอน ส่วนยอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) จะเป็นตัวเลขที่ไม่เคยมีใครได้เห็นมาก่อน
ปัจจุบันมีอยู่ในมือแล้ว 54,000 ล้านบาท สามารถรับรู้รายได้ได้ 2-3 ปีข้างหน้า โดยจะรับในปี 2556 ประมาณ 18,000 ล้านบาท

ปี 2556 เราจะเปิดโครงการใหม่ 45 แห่ง มูลค่ารวม 61,000 ล้านบาท เน้นกรุงเทพ-ปริมณฑล 70% ต่างจังหวัด 30% แบ่งเป็นคอนโดมิเนียม 24 แห่ง มูลค่า 35,323 ล้านบาท โครงการบ้านเดี่ยว 13 แห่ง มูลค่า 22,504 ล้านบาท และโครงการทาวน์เฮ้าส์ 8 แห่ง มูลค่า 2,723 ล้านบาท ซึ่งทุกโครงการมีที่ดินรองรับไว้หมดแล้ว

ไตรมาสแรกจะเปิดโครงการใหม่ 20 แห่ง มูลค่า 29,300 ล้านบาท ไตรมาส 2/56 เปิด 9 แห่ง มูลค่า 11,300 ล้านบาท ไตรมาส3/56 เปิด 9 แห่ง มูลค่ารวม 7,810 ล้านบาท ส่วนที่เหลือทั้งหมดจะเปิดในไตรมาส 4/56 ทั้งปี 2556 เราคงใช้เงินซื้อที่ดินราวๆ 4,000 ล้านบาท

“เศรษฐา” ทิ้งท้ายว่า แม้เราจะเปิดโครงการมากมาย แต่ทุกคนจะไม่เห็นเราเพิ่มทุนอย่างแน่นอน เราจะใช้เงินสด 30% กู้แบงก์ 70% ในการเปิดโครงการใหม่ จากนี้ไปเราจะพยายามสร้างการเติบโตปีละ 20-30%

Advertisements