“อาเบะโนมิกส์” จะฉุดญี่ปุ่นพ้นจากภาวะถดถอยได้?
14-01-2013 04:09:24

เมื่อรัฐบาลใหม่ของชินโซ อาเบะ ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ เจ้าของภัตตาคารแห่งหนึ่งในโตเกียวได้ให้การสนับสนุนรัฐบาลใหม่ แต่แรงเชียร์นี้มาพร้อมกับการถอนหายใจอย่างปลงตกต่อการเปลี่ยนแปลงผู้นำครั้งสำคัญที่สุดในเศรษฐกิจอันดับสามของโลก
“ผมลงคะแนนให้อาเบะ และพรรคเสรีประชาธิปไตย” ชิเกกิ โคชิบะ เชฟและเจ้าของภัตตาคารจีฟาน โชกุโดะ กล่าว “ผมตัดสินใจให้โอกาสพวกเขาอีกครั้ง ผมให้โอกาสเป็นครั้งสุดท้ายแก่คนเหล่านี้”
ญี่ปุ่นเริ่มปีใหม่ภายใต้นายกรัฐมนตรีคนที่ 7 ในรอบ 7 ปี และเป็นการกลับคืนสู่อำนาจของพรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) บัญชีสิ่งท้าทายที่รอให้อาเบะมาแก้นั้นยาวเป็นหางว่าว และเป็นปัญหาที่คุ้นเคยกันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น เงินฝืด การแข็งค่าของเงินเยน ประชากรที่ส่วนใหญ่เป็นคนสูงอายุ และค่าครองชีพที่แพงหูฉี่ ปัญหาทั้งหมดนี้มันเกิดขึ้นก่อนที่จะเกิดสึนามิ แผ่นดินไหว และภัยพิบัตินิวเคลียร์ในเดือนมีนาคม 2554
ในช่วงที่มีการหาเสียง อาเบะสัญญาว่าจะใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอีกแม้ว่าอัตราส่วนหนี้ต่อจีดีพีของญี่ปุ่นอยู่ที่ 220% แล้ว ซึ่งเป็นประเทศที่สูงสุดแห่งหนึ่งของโลก และในวันศุกร์ที่ผ่านมา เขาก็ได้ทำตามสัญญา เมื่อรัฐบาลเผยแผนกระตุ้นด้านการคลัง 117,000 ล้านดอลลาร์เพื่อเพิ่มการเติบโต
คำว่า “อาเบะโนมิกส์” เป็นฉายาที่มอบให้แก่การผลักดันของนายกรัฐมนตรีที่ให้ธนาคารกลางญี่ปุ่นผ่อนคลายเชิงปริมาณเพิ่มอีก และให้เพิ่มอัตราเงินเฟ้อขึ้นสองเท่า หรือเป็น 2%
เจสเปอร์ โคลล์ หัวหน้าฝ่ายหลักทรัพย์ญี่ปุ่นของเจพี มอร์แกน กล่าวว่า อาเบะโนมิกส์ไม่ได้เป็นแค่เรื่องเกี่ยวกับธนาคารกลางเท่านั้น มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการร่วมมือด้านนโยบายซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในญี่ปุ่น ในช่วงห้าหรือหกปีมานี้
โคลล์ กล่าวว่า การเร่งทำทั้งนโยบายเงินและนโยบายคลังเป็นสิ่งสำคัญ และนั่นคือข่าวดีที่จะเกิดขึ้นในญี่ปุ่นในช่วง 6-9 ปีข้างหน้านี้
อย่างไรก็ดี หยงหัว ปู้ หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนสำหรับเอเชียแปซิฟิกของยูบีเอส กล่าวว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มไม่ง่ายอย่างที่คิด “นั่นคือปัญหา หากคุณพิมพ์ธนบัตรออกมาอีก ก็น่าจะเกิดเงินเฟ้อมากกว่าเงินฝืด ในด้านบวก การผ่อนคลายเชิงปริมาณสามารถลดภาวะเงินฝืดได้ แต่หากเงินเฟ้อกลับมา นักลงทุนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นจะไม่พอใจกับอัตราเงินเฟ้อที่ 2% เพราะผลตอบแทนสุทธิจะลดลง 1% ดังนั้น อาเบะไม่สามารถดำเนินนโยบายมากเกินไปได้”
พอล หยาง ซีอีโอของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เดลต้า แคปิตอล กล่าวว่า ปัญหาใหญ่สุดในญี่ปุ่นอยู่ที่ธุรกิจใหญ่ๆ ขาดนวัตกรรม ภาษีนิติบุคคล 40% ทำให้ธุรกิจต่างชาติจำนวนมากถอนตัวออกไป รัฐบาลจำเป็นต้องให้แรงจูงใจให้บริษัทอยู่ในญี่ปุ่นมากกว่านี้
สำหรับมาตรกรกระตุ้นที่อาเบะได้ประกาศเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา จะเพิ่มการใช้จ่ายเกี่ยวกับงานสาธารณะ ฟื้นฟูจากภัยพิบัติ และให้ความช่วยเหลือแก่ธุรกิจขนาดเล็ก ในขณะที่มีการประกาศกระตุ้นด้านการคลัง 117,000 ล้านดอลลาร์เมื่อวันศุกร์ แต่ในขณะนี้เงินที่ใช้กระตุ้นทั้งหมดเกินกว่า 226,000 ล้านดอลลาร์แล้วเมื่อนับรวมการกู้เงินของภาคเอกชนและในท้องถิ่นด้วย
จากการประเมินของรัฐบาลญี่ปุ่น แผนกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่อาจเพิ่มจีดีพีประมาณ 2% และสร้างงาน 600,000 ตำแหน่ง เทียบกับที่จีดีพีหดตัว ในอัตรา 0.1% ในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน ซึ่งทั้งไตรมาสนี้ เศรษฐกิจหดตัวไปแล้ว 3.5%
อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ กล่าวว่า มาตรการกระตุ้นเป็นแค่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระยะสั้น โดยในขณะที่เงินจำนวนมากที่ได้อัดฉีดเข้าสู่เศรษฐกิจน่าจะช่วยกระตุ้นการเติบโตได้ แต่จำเป็นต้องดำเนินมาตรการเพิ่มเติมเพื่อรักษาการเติบโตในระยะยาวเอาๆ ไว้ เช่น มาตรการช่วยเหลือผู้ส่งออก ปฏิรูปภาคสำคัญๆ เพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ

Advertisements