[InfoQuest] STEC กลยุทธ์มั่นคง การเงินมั่นคง
10-01-2013 04:07:41

STEC กลยุทธ์มั่นคง การเงินมั่นคง
หากเทียบกับขนาดของยักษ์ก่อสร้างในประเทศไทยด้วยกันแล้ว บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STEC ไม่อาจเทียบขนาดความยิ่งใหญ่ได้กับ บริษัท อิตาเลียน-ไทย ดิเวล๊อปเมนต์ จำกัดมหาชน หรือ ITD และ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาขน) หรือ CK ได้เลย แต่เมื่อย้อนดูผลประกอบการ 5 ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ชัดถึงความเยี่ยมยอดของผลประกอบการชนิดแตกต่างกันเห็นได้ชัด
กุญแจแห่งความสำเร็จของ STEC อยู่ที่การยุดกุม 2 หัวใจหลักในธุรกิจก่อสร้างนั่นคือ 1) การประมูลงานที่นำมาซึ้งแบ็กล็อก หรืองานในมือที่จะต้องสร้างรายได้ในอนาคตอย่างต่อเนื่อง ไม่ให้มีความเสี่ยงที่จะขายรายได้ในอนาคต 2) แบ็กล็อกที่มีมากนี้ สามารถทำกำไรได้ดี ซึ่งเกิดจากฝีมือการวิเคราะห์แบ็กล็อกของผู้บริหารที่เยี่ยมยอด เห็นได้จากกำไรสุทธิต่อรายได้รวมที่มีสัดส่วนสูงขึ้นต่อเนื่องทุกปี ไม่ทำให้แบ็กล็อกเป็นตัวเลขขาดทุนที่กระทบต่อกำไร
ผู้บริหารธุรกิจก่อสร้างอย่างSTEC ที่สามารถก้าวข้ามความเสี่ยง 2 ประการหลักของธุรกิจก่อสร้างคือขาดแบ็กล็อก และมีแบ็กล็อกแต่ขาดทุน กลายเป็นบริษัทเดียวที่มีงบการเงินดีที่สุดเพราะงานในมือสูงและราคาดี ทำให้กำไรโดดเด่น ถือว่าไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
จุดโดดเด่นสุดของ STEC คือ งานก่อสร้างในมือปัจจุบัน ทำสถิติสูงสุดตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมาที่ 3.92 หมื่นล้านบาท คาดการณ์อัตราการเติบโตกำไรสุทธิเทียบปีต่อปีตั้ง 25 53 และ 2554 ก้าวกระโดดเป็น 35% และ 91% ตามลำดับ มีฐานะการเงินที่แกร่งสุดในสามผู้รับเหมาใหญ่ คือ มีฐานะเป็นเงินสดสุทธิ มีเงินสดมากกว่าหนี้เงินกู้ (ดูตารางประกอบ
ธุรกิจก่อสร้างนั้น การประมูลงาน โดยเฉพาะงานของทางราชการ เป็นการตลาดที่สำคัญที่สุดซึ่งมีการแข่งขันและแรงเสียดทานสูง การยื่นซองประมูลงานหรือการประกวดราคา มีความสำคัญมากสำหรับการทำธุรกิจ และมีหลายบริษัทที่ความอยู่รอดของกิจการขึ้นอยู่กับชัยชนะของการยื่นซอง ประมูล และเพราะเป็นการแข่งขันเสรีจึงทำให้มีหลายบริษัทก้าวลงสนามมาต่อสู้บน สังเวียนการประมูลดังกล่าว แต่ท้ายที่สุดก็จะมีผู้ชนะเพียงบริษัทเดียว ซึ่งขึ้นกับการเตรียมความพร้อม ข้อมูลข่าวสาร และความช่ำชองของประสบการณ์ในรูปแบบการก่อสร้าง รายละเอียดของวัสดุก่อสร้างหรือผลิตภัณฑ์ ระยะเวลาการส่งมอบงาน และที่สำคัญคือเรื่องราคากลาง
ในกรณีของธุรกิจก่อสร้างไทย หลายปีมานี้ เศรษฐกิจไทยก้าวสู่ขั้นที่ต้องมีการลงทุนโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่หรือเมกะโปรเจ็กอย่างมากมาย จึงเป็นช่วงจังหวะขาขึ้นของธุรกิจ ซึ่งโครงงานก่อสร้างขนาดใหญ่ ผู้รับเหมาก่อสร้างที่ได้รับงานมักจะกระจุกตัวใน 3 ผู้รับเหมาใหญ่คือ ITD CK และ STEC เป็นหลัก เนื่องจากมีประสบการณ์และผลงานเก่าที่ได้เปรียบมากกว่าคู่แข่งขันที่เล็กกว่า
งานที่ล้นมือ ทำให้การแข่งขันลดความรุนแรงลง ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นที่ได้รับอยู่ในระดับที่สูง อีกทั้งงานข้างต้นเป็นส่วนเฉพาะของภาครัฐที่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องพิจารณา 2ด้านคือ งานเปิดประมูลและงานที่ได้รับจะล่าช้าหรือไม่ และต้นทุนการก่อสร้างโดยเฉพาะราคาน้ำมันและค่าแรงที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง
ที่ผ่านมา ความสามารถรับงานของ ฆTECที่ไม่เคยหยุด มีตัวอย่างบางส่วนเช่น
โครงการก่อสร้างลานจอดรถ ปรับปรุงภูมิทัศน์และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ บริเวณศูนย์บริหารองค์กรกีฬา การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.)
รับงานบางส่วนต่อจาก STPI ที่เพิ่งได้รับงานโครงการ Module Assembly on shore LNG Facility มูลค่าประมาณ 2.3 หมื่นล้านบาท
โครงการที่ก่อสร้างโครงการพัฒนาท่าอากาศยานภูเก็ต
งานก่อสร้างโรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ มูลค่ากว่า 500 ล้านบาท
งานกรมทางหลวง มูลค่ากว่า 500 ล้านบาท
ความสามารถในการคว้างานอย่างต่อเนื่องในหลายปีมานี้ของSTEC ประกอบกับ เงินสดในมือที่อยู่ในระดับสูง ช่วยเพิ่มกำลังซื้อให้กับบริษัทจากความสามารถการซื้อวัตถุดิบในการก่อสร้างเอาไว้ก่อนที่ราคาจะปรับขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้ได้ส่วนลดเพิ่มขึ้นจากการชำระค่าวัสดุเป็นเงินสด ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทปรับตัวขึ้นแข็งแกร่ง แนวโน้มผลการดำเนินงานของ STEC ในช่วงเวลาปี 2555 จึงยังอยู่ในช่วงขาขึ้นต่อเนื่อง
นายภาคภูมิ ศรีชำนิ กรรมการผู้จัดการของ STEC กล่าวด้วยความมั่นใจว่าในปี 2556 นี้ ว่า มูลค่างานก่อสร้างในปี 2556 คาดว่าจะมีกว่า 1 ล้านล้านบาท จากปีนี้ที่มีมูลค่างานก่อสร้างกว่า 9 แสนล้านบาท ทั้งนี้บริษัทคาดว่าจะได้รับงานดังกล่าวสัดส่วน 1 ใน 3 ของงานที่บริษัทเตรียมเข้าร่วมประมูล ซึ่งบริษัทสนใจที่จะเข้าร่วมประมูลงานทุกโครงการ ขณะที่สัดส่วนงานภาครัฐสูงขึ้นเป็น 60-70% ส่วนภาคเอกชนอยู่ที่ 30-40% ตามงานที่ออกสู่ตลาดแต่ก็จะพยายามจัดสัดส่วนงานภาครัฐและเอกชนให้ใกล้เคียงกัน
นอกจากนั้น โอกาสได้รับงานเพิ่มขึ้นสม่ำเสมอในอนาคตจากโครงการลงทุนขนาดใหญ่ในสาธารณูปโภคของรัฐ ซึ่งมีกรอบระยะเวลาในปี 2555-2559 หรือระยะเวลา 5 ปี ซึ่งมีมูลค่าการก่อสร้างรวมกว่า 2,274,356 ล้านบาททำให้คาดกันว่า จะหนุนให้รายได้ของบริษัทในช่วงปี 2554-2559 เติบโตแข็งแกร่งเฉลี่ย 14.3% ปีต่อปีเลยทีเดียว จาก 8.3% ในปี 2554 เป็น 9.0-9.1% จากปัจจัยดังกล่าว
การทำสถิติกำไรสุทธิสูงสุดใหม่ไปเรื่อยๆ ทุกปีนับจากในปี 2554 และจนถึงปี 2559 จึงไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จะประเมินให้ STEC เป็นหุ้นที่น่าลงทุน
เพียงแต่ว่าในด้านของราคาหุ้นนั้น คงต้องพิจารณาว่าการที่บริษัทมีแนวโน้มรับงานเพิ่มขึ้น หมายถึงการก่อหนี้ที่ทำให้สัดส่วนหนี้สินต่อส่วนผู้ถือหุ้นหรือดี/อี สูงมากขึ้นจากระดับล่าสุด 2.7 เท่า อาจจะเป็นแรงกดดันให้มีการเพิ่มทุนระลอกใหม่ได้ หากต้องการสภาพคล่องให้งานราบรื่นได้ โดยไม่ก่อหนี้เพิ่มเกินขีดจำกัด
ความคาดหวังในทางบวกอย่างนี้ ถือเป็นสิ่งที่เรียกกันว่า “การคาดหวังครั้งใหญ่ หรือ the Great Expectations” สำหรับ STEC เลยทีเดียว ส่วนจะเป็นแรงกดดันหรือความท้าทายในอนาคต ก็ขึ้นกับดุลยพินิจของนักลงทุน
ท้ายสุดนักลงทุนก็วัดความสามารถของผู้บริหาร อยู่ที่สัดส่วนเงินปันผลกับราคาหุ้นเป็นสำคัญ

Advertisements