ชีวิตแบบคนชั้นกลาง – ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ย้อนหลังไปสมัยที่ผมยังเป็นเด็ก คือประมาณ 50 ปีมาแล้ว ผู้คนในสังคมไทยสำหรับผม ดูเหมือนแบ่งออกเป็นสองกลุ่มคือ คน “ร่ำรวย” ซึ่งสัญลักษณ์ที่เห็นชัดเจนก็คือ การที่พวกเขามี “ข้าทาสบริวาร หรือคนดูแลรับใช้” นอกเหนือไปจากบ้านและทรัพย์สินเงินทอง ที่แสดงถึงความมั่งคั่งเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันหรือไม่ไกลจาก กัน

อีกกลุ่มหนึ่งคือ คน “ยากจน” ที่ต้องทำงานทุกอย่างเองหรือทำงานรับใช้ให้กับคนรวย ซึ่งพวกเขามักจะอาศัยอยู่ในบ้านที่ทรุดโทรม ชีวิตประจำวันของพวกเขาวนเวียนอยู่กับการทำงาน และไม่เคยท่องเที่ยวไปในที่ไกลๆ ไม่ต้องพูดถึงการไปต่างประเทศ แน่นอน ผมอยู่ในกลุ่มหลัง

การใช้ชีวิตแบบ คนรวย-คนจน ในสังคมไทยจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ผมเองไม่ได้สังเกตมากนักจนกระทั่งผมได้ไปเรียนปริญญาเอกที่สหรัฐอเมริกา และกลับมาในราวปี 2529 หรือประมาณ กว่า 20 ปีมาแล้ว

ผมเริ่มรู้สึกว่าการใช้ชีวิตที่เมืองไทยของผมเริ่ม คล้ายกับการใช้ชีวิตสมัยที่ผมเรียนอยู่ที่อเมริกา ประเด็นที่เหมือนกันและรู้สึกได้มากที่สุดก็คือ ข้อหนึ่ง ผมมีรถและขับเอง ข้อสอง ผมต้องไปจ่ายตลาดในซูเปอร์มาร์เก็ตสมัยใหม่ทุกสัปดาห์ แบบที่ผมทำอยู่ที่เมืองนอก การเข็นรถและรอจ่ายเงินที่ทางออกของซูเปอร์มาร์เก็ต

ทีแรกผมไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องสำคัญอะไรนัก จนได้อ่านเจอข่าวที่นายซัลแมน รัชดี นักเขียนชื่อดังชาวอังกฤษที่เขียนเรื่อง Satanic Verses ที่ถูกผู้นำทางศาสนาอิสลามของอิหร่านตัดสินว่าหมิ่นศาสนา และสั่ง “ประหาร” ทำให้เขาต้องหลบซ่อนตัว เขาให้สัมภาษณ์ว่า เขารู้สึกว่าไม่ได้ลำบากอะไรมากนัก ยกเว้นแต่ว่าชีวิตประจำวันที่เขาต้องจ่ายตลาดในซูเปอร์มาร์เก็ตของเขานั้น ขาดหายไป

หลังกลับจากอเมริกา ผมเริ่มเห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่าในสังคมไทยนั้น เรากำลังมีคนกลุ่มที่สามที่เรียกว่า “คนชั้นกลาง” คนกลุ่มนี้ที่รวมถึงตัวผมด้วยนั้น มีชีวิตที่ค่อนข้างเป็นอิสระ และไม่ได้มองหรือสนใจคนรวยหรือคนชั้นสูงอย่างที่เคยเป็น

ประการสำคัญ ก็คือ คนกลุ่มนี้มักมีการศึกษาที่ดีไม่แพ้คนชั้นสูง ในเรื่องของเงินทองหรือทรัพย์สินนั้น คนชั้นกลาง เริ่มมีงานที่สามารถทำเงินได้มากจนสามารถใช้จ่ายซื้อทรัพย์สิน หรือของใช้ที่จำเป็นแบบที่คนรวยเท่านั้น ที่สามารถซื้อได้ในสมัยก่อน

เพียงแต่ว่าบ้านหรือรถยนต์นั้นอาจจะไม่หรูหราเท่า พวกเขาเริ่มท่องเที่ยวไปในที่ไกลๆ และต่างประเทศ สิ่งที่แตกต่างกันก็คือ ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่มี “ข้าทาสบริวาร”หรือคนที่ทำงานให้มากมายอย่างคนรวย พวกเขามักทำทุกอย่างที่ทำได้เอง และใช้บริการที่ทำยากจาก “มืออาชีพ” เช่น การทำผม การซ่อมแซมเครื่องใช้ในบ้าน และการทำอาหาร

คนชั้นกลางที่ผมเห็นและที่ผม เป็นสมาชิกอยู่นั้น สามารถใช้สินค้าและบริการทุกอย่างได้เท่ากับคนชั้นสูงและมีทรัพย์สินที่จำ เป็นเช่นบ้าน รถยนต์ เครื่องเสียง และอื่นๆ ที่ให้ความสุขกับชีวิต

สิ่งที่แตกต่างก็คือ เขาใช้มันได้ในราคาที่ต่ำกว่ามากเนื่องจากเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้นมาก คุณภาพของสิ่งที่เขาใช้อาจจะต่ำกว่าบ้าง แต่มักจะมีสมรรถภาพเกิน 90% เมื่อเทียบกับสิ่งที่คนชั้นสูงใช้ สิ่งที่แตกต่างจริงๆ บางทีก็คือยี่ห้อหรือภาพพจน์เท่านั้น

การใช้ชีวิตแบบคนชั้นกลางนั้น ถ้าจะเขียนคงเป็นหนังสือทั้งเล่มได้ แต่ผมจะลองไล่รายการเด่นๆ บางอย่างที่บ่งบอกว่าเป็นสัญลักษณ์ หรือเป็นแนวทางที่คนชั้นกลางส่วนใหญ่ทำกัน

คนชั้นกลางนั้น อาจจะดูได้จากการใช้รถยนต์ ถ้าเป็นรถของตัวเองพวกเขามักจะใช้รถยี่ห้อประเภท โตโยต้า หรือฮอนด้า บ้านของพวกเขามักจะไม่อยู่ในหมู่บ้านที่หรูหรา และเป็นบ้านขนาดเล็กที่มีห้องพอดีกับจำนวนสมาชิก

เสื้อผ้าที่สวมใส่ มักจะไม่ใช่จากยี่ห้อดังของต่างประเทศ และถ้าจะเป็นมักเป็นสินค้าเลียนแบบ นานๆ ครั้งพวกเขาก็ซื้อสินค้ามียี่ห้อจริงๆ แต่ในราคาลดแบบ “แกรนด์เซล”คนชั้นกลางจำนวนมาก ไม่ได้ท่องเที่ยวมากนัก คนที่ท่องเที่ยวบ่อย จะใช้บริการของโรงแรมระดับอย่างมากก็สามดาว

ถ้าต้องบิน จะใช้บริการที่นั่งแบบประหยัด งานอดิเรกของคนชั้นกลางที่ทำกันมากขึ้นเรื่อยๆ ก็คือการออกกำลัง เช่น การเต้นแอโรบิกและการตีกอล์ฟ ซึ่งถ้าจะทำ พวกเขาก็มักจะเลือกสโมสร หรือสนามที่มีค่าใช้จ่ายไม่สูงนัก

สัญลักษณ์ของการใช้ชีวิตแบบคนชั้นกลางบางอย่างที่น่าสนใจ น่าจะรวมถึงสิ่งต่อไปนี้ เรื่องแรกที่ผมคิดว่าชัดเจนมาก ก็คือ สิ่งที่ผมพูดไปแล้วนั่นคือ การเข็นรถจ่ายตลาดในซูเปอร์มาร์เก็ตเป็นประจำ การขับรถและรับโทรศัพท์เอง ทั้งที่เป็นผู้บริหารชั้นสูงในองค์กรขนาดใหญ่ อย่างที่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ทำนั้น ผมคิดว่าเป็นสัญลักษณ์ที่ชัดเจนว่า เขาใช้ชีวิตแบบคนชั้นกลาง เช่นเดียวกัน คนที่กินอาหารจานด่วนอย่างเป็นเรื่องปกติ และชอบที่จะกินอาหารตามร้านอาหารที่ไม่หรูหรา แต่ราคาไม่แพงก็เป็นนิสัยของคนชั้นกลาง

ถ้าจะมองลึกๆ จริงๆ แล้ว หลักการสำคัญของคนชั้นกลาง ก็คือ การใช้ชีวิตที่ค่อนข้างจะ “เต็มที่” ในราคาที่ประหยัด พวกเขาชอบความสะดวกสบาย แต่ชอบทำอะไรด้วยตนเองมากกว่าที่จะต้องพึ่งพิงคนอื่น พวกเขามักมีความคิดที่เป็นอิสรเสรี ไม่ชอบความเป็นเจ้าขุนมูลนาย ที่จะต้องมีบริวารพินอบพิเทา

การใช้ชีวิตแบบคนชั้นกลางนั้น แน่นอน อย่างน้อยคุณจะต้องมีรายได้ หรือความมั่งคั่งแบบคนชั้นกลาง การใช้ชีวิตแบบคนชั้นสูง อย่างน้อยคุณก็ต้องมีรายได้ หรือความมั่งคั่งแบบคนชั้นสูง

ประเด็นที่น่าสนใจ ก็คือ การใช้ชีวิตนั้นเป็นเรื่องของความเคยชิน หรือเป็นเรื่องของความพึงพอใจของเราเองด้วย ดังนั้น ในโลกปัจจุบันที่คนชั้นกลาง มีโอกาสมากขึ้นในการทำมาหากิน ทำให้มีคนชั้นกลางจำนวนมากกลายเป็นคนร่ำรวยแบบคนชั้นสูง คนเหล่านี้ ถ้าเป็นอดีต พวกเขาก็มักจะปรับมาตรฐานการดำรงชีวิตให้เป็นแบบคนชั้นสูง

แต่ในปัจจุบันผมเห็นว่า มีคนรวยยุคใหม่จำนวนมากไม่ได้ปรับวิถีชีวิตจากแบบคนชั้นกลางเป็นคนชั้นสูง พวกเขามีความสุขที่จะอยู่แบบคนชั้นกลางต่อไป ดังนั้น บางทีเราอาจจะพบคนบางคนในหมู่คนที่ใช้ชีวิตธรรมดามากทั้งที่เขามีความ มั่งคั่งมาก และคนทั่วไปก็ไม่รู้เนื่องจากไม่มีอะไรที่แสดงถึงความมั่งคั่งของเขา ในสหรัฐ มีการศึกษาและพบว่า มีคนแบบนี้จำนวนมาก ในเมืองไทยเอง ผมก็รู้จักคนแบบนี้หลายคน แต่คนกลุ่มหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นว่า เกือบทุกคนมักจะใช้ชีวิตแบบคนชั้นกลางไม่ว่าเขาจะมีความมั่งคั่งแค่ไหนก็คือ Value Investor พันธุ์แท้ ไม่ว่าจะเป็นที่อเมริกาหรือในประเทศไทย

บางทีนี่อาจจะเป็นการ “เลือกทางธรรมชาติ” นั่นก็คือ คุณไม่มีทางเป็น Value Investor ที่ประสบความสำเร็จสูงมากได้ถ้าคุณไม่ได้ใช้ชีวิตแบบคนชั้นกลาง

22 กุมภาพันธ์ 2552

คอลัมน์ โลกในมุมมองของ Value Investor ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

Advertisements