วัฒนธรรมเภท
โลกในมุมมองของ Value Investor 18 กุมภาพันธ์ 55
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

จอร์จ โซรอส เคย “โจมตี” ค่าเงินบาทและมีส่วนทำให้ประเทศไทยตกเข้าสู่ภาวะวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในปี 2540 นอกจากเมืองไทยแล้ว โซรอส ยังมีประวัติในการ “โจมตี” ค่าเงินปอนด์ของอังกฤษและประเทศอื่น ๆ อีกหลายแห่งโดยเฉพาะประเทศที่ยังไม่ค่อยพัฒนา เป็นประเทศที่อ่อนแอและน่าจะได้รับความช่วยเหลือสนับสนุนจากคนที่แข็งแรงมากกว่า ดังนั้น ในสายตาของคนจำนวนไม่น้อย โซรอส คือ “ซาตาน” แต่ในอีกด้านหนึ่ง โซรอสกลับทำตัวเป็น “นักบุญ” เขาบริจาคเงินจำนวนมากช่วยเหลือประเทศและคนที่ด้อยกว่าทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขาเคยบริจาคเงินให้กับคนในประเทศที่มีสังคม “ปิด” ในยุโรปตะวันออกเพื่อช่วยให้คนเหล่านั้นต่อสู้เพื่อให้ประเทศของตนเป็นสังคม “เปิด” ซึ่งจะทำให้ประเทศก้าวหน้าและมีชีวิตที่ดีขึ้น บุคลิกที่ขัดแย้งกันในตัวของโซรอสนั้น ผมคิดว่าเราน่าจะอธิบายได้บ้างจากแนวความคิดที่นักวิชาการเรียกว่าเป็นเรื่องของ “วัฒนธรรมเภท”
วัฒนธรรมเภทนั้น ความหมายคร่าว ๆ ก็คือ เป็นอาการของคนที่มีบุคลิกสองด้านที่ขัดแย้งกัน ด้านหนึ่งนั้นเป็นวิถีชีวิตที่ดำเนินไปโดยปกติวิสัยตามสามัญสำนึกของตนเอง แต่อีกด้านหนึ่งนั้น เป็นคุณค่าหรือเป็นแก่นสารที่อยู่ในจิตใต้สำนึกของตนที่อยากจะเป็น เขาคิดว่า ทั้งสองสิ่งนี้แยกออกจากกันไม่ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ตัวอย่างที่เห็นกันมากมายก็คือเรื่องของวัฒนธรรมของคนไทยในปัจจุบันที่คนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะที่เป็นดาราและบุคคลที่มีชื่อเสียงจำนวนมาก “โหยหา” และพยายามแสดงออกถึงความเป็น “ไทย” แต่ในชีวิตปกติประจำวันนั้น พวกเขาอยู่ในโลกของ “โลกาภิวัตร” ความเป็นไทยสำหรับพวกเขานั้น ดูเหมือนจะเป็น “สัญลักษณ์” ที่ถูก “แช่แข็ง” ไม่เปลี่ยนแปลงและอยู่ “ในใจ” เช่น ถ้าเป็นหญิงก็จะต้องสงบเสงี่ยมเรียบร้อยเป็นแม่บ้านแม่เรือน การแต่งกายก็ต้องเป็นชุดไทยภาคกลางยุครัตนโกสินทร์เป็นต้น
ลองมาดูตัวอย่างของวัฒนธรรมเภทของดาราที่เรามักได้ยินบ่อย ๆ เช่น ดาราหญิงดังและบางคนก็ออกแนว “เซ็กซี่” ด้วย ในภาพที่เห็นทุกวันนั้น เธอมักมีข่าวคราวที่เป็นเรื่องของความ “ฟู่ฟ่า” เฉกเช่นเดียวกับดาราระดับ “อินเตอร์” ทั้งหลาย เช่น การใช้สินค้าแบรนด์เนมชื่อดัง เดินทางต่างประเทศบ่อย ๆ ใช้บริการและซื้อสินค้าที่มีราคาสูงมาก บางครั้งก็มีข่าว “คาว ๆ” แต่ในอีกด้านหนึ่งก็บอกว่าตนเองนั้นชอบศึกษาธรรมะและเข้าวัดบ่อย บางคนก็ “นุ่งขาวห่มขาว” ทำสมาธิอยู่ที่วัดหรือสถานปฏิบัติธรรมเป็นครั้งคราว บางคนก็บอกว่าตัวเองนั้นรักและชอบวัฒนธรรมและศิลปะที่เป็น “ไทย” อยู่มาก (เวลาอยู่ที่บ้านหรือไม่ได้ทำงาน)
คนร่ำรวยและมีชื่อเสียง บางคนอาจจะเป็นผู้บริหารธุรกิจขนาดใหญ่ ก็มีวัฒนธรรมเภทเช่นเดียวกัน ในชีวิตประจำวันเขาอาจจะใช้ชีวิตที่ “หวือหวาวุ่นวายและมีระดับ” เขาอาจจะขับรถสปอร์ตเฟอร์รารี่และขับเร็วอย่างร้ายกาจ เขาอาจจะใช้ชีวิตที่วุ่นวายกับงานธุรกิจมากมายในฐานะนักบริหารที่ทันสมัยและเป็น “อินเตอร์” มาก ๆ แต่ในด้านของชีวิตอีกด้านหนึ่ง เขาอาจจะชอบสิ่งที่เป็นไทย ๆ เป็นของยุคเก่า บางทีเขาก็จะแต่งตัวเป็นไทยหรือเป็นแบบของสังคมเก่าของต่างประเทศหรืออาจจะออกแนวนักพรต เขาอาจจะพูดถึงการใช้ชีวิตที่ “พอเพียง” และไม่ติดยึดในวัตถุสิ่งของ เขาไม่อยากให้คนมองว่าเขาเป็นคนโลภที่เห็นแก่เงิน เขาอยากให้คนเห็นว่าเขาเป็นคนที่สมถะและมองคุณค่าทางด้านของจิตวิญญาณมากกว่าสิ่งอื่นใด
ในแวดวงของนักลงทุนเองนั้น แน่นอน ก็ต้องมีเรื่องของวัฒนธรรมเภทเช่นเดียวกัน การเป็นนักลงทุนนั้น ถ้าพูดกันไปแล้วก็เป็นอาชีพที่คนในสังคมจำนวนไม่น้อยมองว่าเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ “ความโลภ” เป็นอันดับต้น ๆ เพราะภาพโดยทั่วไปก็คือ เป็นธุรกิจหรือกิจกรรมที่ได้เงินมาง่าย เร็ว และมากจนบางครั้ง “ไม่น่าเชื่อ” คนที่เข้ามาในยุทธจักรของการลงทุนนั้น ต้องพร้อมที่จะ “กิน” คนอื่นเสมอ มันไม่มีภาพของการ “ทำงานหนัก” อย่างคนกินเงินเดือนหรือนักธุรกิจที่ต้องทุ่มเทชีวิตและจิตใจให้กับสิ่งที่ทำและได้ผลตอบแทนมาอย่างเหมาะสม ชีวิตของนักลงทุนจำนวนไม่น้อยโดยเฉพาะที่เป็นนักเก็งกำไรก็เป็นอย่างนั้น พวกเขาอยู่กับความโลภ ชีวิตประจำวันก็เกี่ยวข้องอยู่กับกิเลส ความอยากได้และความร่ำรวย
นักลงทุนที่ร่ำรวยและมีชื่อเสียงบางคนก็เช่นเดียวกับคนที่ประสบความสำเร็จในวงการอื่น เขาไม่อยากจะถูกมองว่าเป็นคนโลภ อยู่ในโลกที่ฟุ้งเฟ้อและอะไรอื่น ๆ อีกหลายอย่าง เขาอยากจะมีอีกโลกหนึ่ง ที่ไม่มีความโลภอยากได้ใคร่ดี โลกของคนที่อยู่ในศีลธรรมมีธรรมะประจำใจ มีชีวิตที่พอเพียง เขาอาจจะพูดถึงเรื่องการทำสมาธิเพื่อให้ใจสงบแต่ในชีวิตจริงนั้นเขายังเล่นหุ้นที่ร้อนแรงและมีการซื้อขายที่รวดเร็ว เขาอาจจะพูดถึงความสมถะไม่โลภแต่ในชีวิตจริงนั้นเขายังเล่นหุ้นแบบ “ทุ่มตัวเดียว” และใช้มาร์จินเต็มวงเงิน เขาอาจจะใช้เงินทองซื้อหาสิ่งของเท่า ๆ กับคนรวยที่มีฐานะเท่าเทียมกันแต่ก็อาจจะมีบางด้านที่ทำตัว “แบกับดิน”
ในความรู้สึกของผม วัฒนธรรมเภทนั้นคงเกิดขึ้นจากความต้องการของคนที่จะมีเอกลักษณ์และต้องการตัวตนที่แตกต่างจากคนอื่น ความต้องการที่จะได้รับการยกย่องหรือเป็นที่ “น่าทึ่ง” สำหรับคนทั่วไป ดังนั้น เราพยายามสร้างสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงแต่เป็นสิ่งที่อาจจะอยู่ใน “จินตนาการ” และเป็นสิ่งที่คนยอมรับมากกว่าชีวิตที่เป็นจริงของเรา
ในฐานะของ Value Investor การรู้เรื่องของวัฒนธรรมเภทนั้น น่าจะมีประโยชน์อย่างน้อยในแง่ที่ว่ามันช่วยให้เราได้รู้จักโลกหรือคนมากขึ้นว่า คนเรานั้น บางทีก็มีสองบุคลิก สิ่งที่เราได้เห็นได้ยินได้ฟังจากปากของคนอาจจะไม่ใช่ของจริง เขาอาจจะบอกในสิ่งที่ทำให้เขาดูดีแต่ไม่ใช่สิ่งที่เขาทำจริง กลยุทธ์และเท็คนิกที่เขาใช้ลงทุนที่ออกมาจากปากของเขาอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เขาปฏิบัติจริง ๆ เช่นเดียวกัน ชีวิตและความคิดของเขาก็อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เราเห็น แต่คำถามที่ตามมาก็คือ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าคน ๆ หนึ่งนั้นมีตัวตนที่แท้จริงอย่างไร เราควรจะเชื่ออะไร คำตอบของผมก็คือ ถ้าจะดูบุคลิกที่เป็นจริงของใคร การดูในช่วงวัยเด็กหรือดูพื้นฐานทางสังคมที่เขาผ่านมาในวัยเด็กน่าจะเป็นตัวบอกที่ดีที่สุด จริงอยู่ คนเรานั้นเปลี่ยนแปลงได้ แต่นั่นเป็นข้อยกเว้น เราจะต้องมีหลักฐานที่ชัดเจนจริง ๆ แต่ถ้าเราไม่รู้จักเขาในวัยเด็ก และไม่รู้จักพื้นเพของเขาเลย การที่จะรู้จักเขาได้ถูกต้องจริง ๆ น่าจะดูจากการกระทำมากกว่าที่มาจากคำพูดถ้าสองสิ่งนั้นไม่ตรงกัน

Advertisements