อภินิหารของหุ้น

Posted on January 17, 2011

ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ในตลาดหุ้นนั้น เราจะพบความ “ไร้เหตุผล” ในเรื่องของราคาหุ้นอยู่บ่อย ๆ บางครั้งบริษัทที่ ยิ่งใหญ่ในแง่ของตัวธุรกิจมองทั้งในปัจจุบันและอนาคตแต่ราคาหุ้นต่ำต้อยจนไม่น่าเป็นไปได้ เป็นหุ้นที่ราคา “ไม่สมศักดิ์ศรี” ตรงกันข้าม บางครั้งบริษัทไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรเลย ธุรกิจก็ธรรมดามากหรือไม่มีอะไรโดดเด่น บ่อยครั้งเป็นผู้ผลิตหรือขายสินค้า“โภคภัณฑ์” ที่แข่งขันด้วยราคาเป็นหลัก แต่ราคาหุ้นกลับสูงลิบลิ่ว คิดเป็นมูลค่าของกิจการหรือมี Market Cap. เป็นพัน หมื่น หรือบางทีเป็นแสนล้านบาทในขณะที่ส่วนของทุนนั้นมีแค่เป็นหลักร้อย พัน หรือหมื่นล้านบาทเท่านั้น เรียกว่าราคาหุ้นสูงเป็นเกือบสิบเท่าของทุนทางบัญชี หุ้นในกลุ่มหลังนี้ผมอยากเรียกว่าเป็น “หุ้นอภินิหาร”

การเกิดขึ้นของหุ้นอภินิหารนั้น ผมคิดว่ามีปัจจัยหลาย ๆ ประการขึ้นอยู่กับตัวหุ้น บางหุ้นอาจต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่างประกอบกัน บางหุ้นก็มีปัจจัยเพียงน้อยนิด แต่ผลก็คล้ายคลึงกันนั่นคือ ราคาหุ้นขึ้นไปสูงเกินพื้นฐาน “ระยะยาว” มากมาย ลองมาดูกันว่าหุ้นเหล่านี้มีปัจจัยอะไรบ้างที่มักเป็นตัวกำหนด

ปัจจัยแรกที่ผมเห็นว่าเกือบจะต้องเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับหุ้นอภินิหารทุกตัวก็คือ หุ้นเหล่านี้มักมี Free Float หรือหุ้นที่อยู่ในมือของนักลงทุนหรือนักเก็งกำไรระยะสั้นค่อนข้างน้อยถึงน้อยมาก บางบริษัทมีไม่ถึง 5% ของหุ้นทั้งหมดของบริษัท บางบริษัทมีหุ้นอาจจะถึง 25-30% แต่คิดเป็นเม็ดเงินแล้วก็น้อยมาก อาจจะเพียง 200-300 ล้านบาทก่อนที่หุ้นจะกลายเป็นหุ้นอภินิหาร

การมี Free Float ต่ำนั้น ผมคิดว่าเป็นเหตุผลสำคัญที่สุดที่ทำให้ราคาหุ้นขึ้นไปสูงลิ่วได้ ลองคิดดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าหุ้นที่มีขายอยู่ในตลาดเพียง 200 ล้านบาทนั้นถูกนักลงทุนรายใหญ่สักรายที่มีพอร์ตเล่นหุ้นพันล้านบาทกวาดซื้อหุ้นทั้งหมด แน่นอน การซื้อหุ้นหลังจากนั้นเขาก็สามารถทำราคาเป็นเท่าไรก็ได้ เพราะคนที่จะขายก็อาจจะเป็นเขาเองหรือเป็นเครือข่ายของเขา และถ้าเกิดกรณีแบบนี้ขึ้น ราคาหุ้นก็จะค้างเติ่งอยู่อย่างนั้นยาวนานในขณะที่ปริมาณการซื้อขายหุ้นก็จะหดหายไป ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับคนที่กวาดซื้อหุ้นก็ไม่มีเพราะเขาอาจจะ “ออกของ” หรือขายหุ้นทิ้งทำกำไรไม่ได้ สิ่งที่ดีที่เหลืออยู่ก็อาจจะเป็นว่าเขารู้สึก “รวย” เพราะคำนวณจากตัวเลขแล้ว พอร์ตของเขาอาจจะใหญ่มากจากการถือหุ้นตัวนั้น

หุ้นอภินิหารจำนวนไม่น้อยนั้น ถ้าดูจากปริมาณการซื้อขายหุ้นต่อวันก็อาจจะเห็นว่าสูงมาก เรียกว่าเป็นหุ้นที่มีสภาพคล่องเหลือล้น ปริมาณเม็ดเงินที่วนเวียนอยู่ในตลาดที่คิดตามมูลค่าหุ้นตาม Free Float ที่มีอยู่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่น้อย บางตัวหลายพันล้านและบางตัวหลายหมื่นล้านบาท นี่ก็อาจทำให้เข้าใจผิดว่าราคาหุ้นที่เห็นน่าจะสมจริงเป็นธรรมชาติที่เกิดจากอุปสงค์อุปทานของนักลงทุน แต่ถ้าพิจารณาให้ลึกซึ้งก็จะพบว่านี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากที่หุ้นกลายเป็นหุ้นอภินิหารแล้ว ถ้ามองก่อนหน้านั้นที่ราคาหุ้นยังต่ำมากก็จะพบว่าหุ้นเหล่านั้นมี Free Float คิดเป็นเม็ดเงินน้อย เช่นเดียวกัน ปริมาณการซื้อขายหุ้นก็น้อย และดังนั้นจึงเข้าข่ายที่จะเป็นหุ้นอภินิหารได้

ปัจจัยข้อสองที่มักจะพบในหุ้นอภินิหารก็คือ บริษัทมักอยู่ในธุรกิจที่ขายสินค้าหรือบริการที่มีราคาขายผันผวนคือเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ และช่วงที่จะกลายเป็นหุ้นอภินิหารก็คือช่วงที่เกิดการขาดแคลนสินค้าในตลาดทำให้ราคาปรับตัวขึ้นมากส่งผลให้กำไรของบริษัทเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด นอกจากนั้น บริษัทก็มักจะประกาศขยายกำลังการผลิตเพื่อที่จะทำให้กำไรเพิ่มขึ้นไปอีกถ้าคิดว่ากำลังการผลิตใหม่ทั้งหมดสามารถทำกำไรได้เหมือนเดิม ทั้งหมดนั้นทำให้สามารถ “รองรับ” กับราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นไปได้ในสายตาของนักลงทุนหรือนักเล่นหุ้นที่เข้าไปเก็งกำไรกันในช่วงนั้น

ปัจจัยประการที่สามก็คือ หุ้นอภินิหารนั้นต้องมี “คนเล่น” ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมีหลายกลุ่มตั้งแต่คนที่เป็น “สปอนเซอร์” ซึ่งมักจะเป็นรายใหญ่ที่มีพลังเงินมากเมื่อเทียบกับขนาด Free Float ของบริษัทในช่วงก่อนที่จะเป็นหุ้นอภินิหาร และต้องมีนักเล่นหุ้นรายย่อยที่เป็นนักเก็งกำไรซึ่งเข้ามาเล่นหุ้นรายวันโดยหวังจะทำกำไรจากความผันผวนของราคาหุ้น นอกจากนั้นก็อาจจะมีนักลงทุนที่มองพื้นฐานของกิจการอย่าง Value Investor ด้วยที่อาจจะเข้าใจผิดในมูลค่าของกิจการ ทั้งหมดนั้นต่างก็มีความ“ฮึกเหิม” และหวังว่าจะสามารถทำกำไรได้งดงามจากการซื้อขายหุ้นอภินิหาร เหนือสิ่งอื่นใด ราคาหุ้นที่ปรับตัวต่อเนื่องมหาศาลเป็นสิ่งที่ “ยืนยัน” ความคิดของคนทุกกลุ่มที่เข้ามาเล่นว่าเขา “คิดถูก”

ปัจจัยประการสุดท้ายก็คือ หุ้นอภินิหารนั้น มักจะเกิดขึ้นในยามที่ภาวะตลาดหุ้นสดใสเป็นตลาดกระทิงที่มีปริมาณการซื้อขายหุ้นต่อวันสูงมาก หุ้นอภินิหารเองนั้นก็มักจะปรับตัวแรงในวันที่ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้น เรียกว่าราคาหุ้นมักเกาะกระแสตลาด เช่นเดียวกัน วันไหนที่ตลาดปรับตัวลงแรง หุ้นอภินิหารก็ตกแรงตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่กำลังเป็นหุ้นอภินิหารนั้น การปรับตัวขึ้นลงวันละ 5-10% เป็นสิ่งที่ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องธรรมดา

หุ้นอภินิหารนั้น สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นก็คือ ไม่ช้าก็เร็ว ความอภินิหารก็จะหายไป จุดเริ่มต้นมักจะเป็นเรื่องของราคาสินค้าของบริษัทที่มักจะเป็นราคาตลาดหรือตลาดโลกเริ่มเข้าสู่วัฏจักรขาลง หรือสินค้าที่ในช่วงต้นกำลังมาแรงเริ่มจะอ่อนตัวลง หรือเรื่องราวดี ๆ ที่คิดไว้นั้นเมื่อเวลาผ่านไปไม่เกิดขึ้น หรือในบางกรณีสปอนเซอร์ใหญ่เลิกเล่นแล้วหลังจากที่ออกของหรือขายหุ้นทำกำไรไปได้หมดแล้ว ระยะเวลาของการเป็นหุ้นอภินิหารนั้นบางกรณีก็สั้นมากแต่บางกรณีก็ยาวหลายปี แต่เมื่ออภินิหารหมดไป หุ้นเหล่านี้ก็มักจะปรับตัวลงกลับไปที่เดิมหรือใกล้เคียงกับราคาเดิมก่อนที่จะเกิดอภินิหาร คนที่เข้าไปเล่นแล้วออกของไม่ทันด้วยเหตุอะไรก็แล้วแต่ก็จะเจ็บตัวและขาดทุนหนัก แต่ผมก็ยังเชื่อว่าน้อยคนที่จะเข็ด หุ้นอภินิหารตัวใหม่ก็จะมีสตอรี่ใหม่ที่น่าเชื่อถือและน่าประทับใจไม่เหมือนตัวเดิม คนในตลาดหุ้นนั้น “ความจำสั้นมาก แต่ความโลภนั้นถาวร” ดังนั้น หุ้นอภินิหารจึงเกิดขึ้นเสมอโดยเฉพาะในยามที่ตลาดหุ้นปรับตัวเป็นกระทิงและคนในตลาดต่างก็ถูกครอบงำโดยความโลภ

Advertisements