ใคร ๆ ก็อยากเป็นวอเร็นบัฟเฟตต์ //ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
บทความของ ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ,เผยแพร่เมื่อปี 2008 จากเว็บไทยวีไอ

ชื่อของ วอเร็น บัฟเฟตต์ ในหมู่ของนักลงทุนนั้นดูเหมือนจะเป็น “ตำนาน” ที่ยังมีชีวิต หลาย ๆ คนอยากจะเป็น “วอเร็น บัฟเฟตต์ เมืองไทย” แม้ว่าจะไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ เหตุผลที่ทำให้เขาคิดนั้นอาจจะเป็นเพราะว่าเขาอาจจะมีอะไรบางอย่างที่ “คล้าย ๆ” กับวอเร็น บัฟเฟตต์ เฉพาะอย่างยิ่งก็คือ ข้อแรก เขาลงทุนแล้วได้ผลตอบแทนที่ผ่านมาดีเลิศแบบเดียวกับบัฟเฟตต์ ว่าที่จริงดีกว่าบัฟเฟตต์มาก และเขาคิดว่าเขาก็จะลงทุนไปเรื่อย ๆ จนร่ำรวยมหาศาลแม้ว่าจะมีไม่เท่าบัฟเฟตต์ แต่ก็น่าจะเพียงพอสำหรับการเป็น “บัฟเฟตต์ เมืองไทย” ข้อสอง ซึ่งบางทีก็ไม่เกี่ยวกับข้อแรกก็คือ เขามีพอร์ตการลงทุนจำนวนมาก คิดแล้วเป็นพัน ๆ ล้านบาท แม้ว่าบางกรณีเงินลงทุนนี้อาจจะเป็นเงินของบริษัทที่เขาบริหารอยู่ การมีเงินลงทุนจำนวนมากนั้นทำให้เขารู้สึกว่าเขาเหมือน วอเร็น บัฟเฟตต์ ที่รวยมากจากการซื้อหุ้นลงทุนไม่ได้มาจากการทำธุรกิจ

ที่จริงคนที่อยากเป็น “วอเร็น บัฟเฟตต์” นั้นไม่ได้มีเฉพาะในเมืองไทย ในต่างประเทศเกือบจะทั่วโลกที่มีตลาดหุ้นที่คึกคักก็จะมีคนอยากเป็นแบบเดียวกัน ที่เมืองจีนเมื่อหลายปีก่อนก็มีการขนานนามนักลงทุนที่บริหารกองทุนรวมบางแห่งว่าเป็น “วอเร็น บัฟเฟตต์ เมืองจีน” เหตุเพราะว่าสามารถบริหารแล้วได้ผลตอบแทนที่ดีเยี่ยมจน “น่าทึ่ง” และทำให้ผู้คนต่างโจษจันและซื้อหุ้นตาม ผมไม่ได้ตามว่านักลงทุนคนนี้ยัง “ดัง” และยังเป็น “วอเร็น บัฟเฟตต์ เมืองจีน” อยู่หรือไม่ แต่มาคิดดูแล้วนักลงทุนคนนี้แทบไม่มีอะไรเหมือน วอเร็น บัฟเฟตต์ เลย นอกจากการที่สามารถทำผลตอบแทนได้อย่างมหัศจรรย์ในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งก็ไม่รับประกันว่าจะดีต่อไปอีกนานแค่ไหน ในเรื่องอื่น ๆ แล้ว เขาก็เป็น Value Investor อีกคนหนึ่งที่ไม่ได้มีสไตล์การลงทุนที่ใกล้เคียงกับ บัฟเฟตต์ เลย ไม่ต้องพูดถึงการใช้ชีวิตหรือเรื่องอื่น ๆ

ในการที่จะเรียกว่าเป็น “วอเร็น บัฟเฟตต์ เมืองไทย” หรือเมืองไหนก็ตาม ผมคิดว่าคน ๆ นั้นควรที่จะมีคุณสมบัติหลาย ๆ อย่างที่คล้าย ๆ กับ วอเร็น บัฟเฟตต์ นอกเหนือจากผลตอบแทนการลงทุนหรือขนาดของพอร์ตซึ่งเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่มักจะใช้เป็นเงื่อนไข ต่อไปนี้คือคุณสมบัติที่ผมคิดว่าเป็นตัวตนของบัฟเฟตต์ที่มีเอกลักษณ์ชัดเจน และคนที่มีลักษณะคล้าย ๆ แบบนั้นหลาย ๆ ข้อก็อาจจะถือว่าเขาเข้าข่ายที่จะเป็นบัฟเฟตต์เมืองไทยได้

ข้อแรก เขาจะต้องสามารถพิสูจน์ได้อย่างปราศจากข้อสงสัยว่าเป็นนักลงทุนที่มีความสามรถสูงมาก นั่นหมายความว่าเขาควรได้ผลตอบแทนการลงทุนระยะยาวสูงมาก อย่างน้อยควรจะได้ผลตอบแทนต่อปีแบบทบต้น 20% ขึ้นไปในระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 15-20 ปี การได้ผลตอบแทนเป็นร้อย ๆ เปอร์เซ็นต์หรือแม้แต่พันเปอร์เซ็นต์แต่ในระยะเวลาสั้น ๆ เพียง 2-3 ปีนั้นยังบอกอะไรไม่ได้และมักจะไม่ใช่การลงทุนจริง ๆ แต่เป็นการเก็งกำไรมากกว่าซึ่งไม่ใช่สไตล์ของบัฟเฟตต์เลย

ข้อสอง พอร์ตการลงทุนจะต้องใหญ่มากในระดับต้น ๆ ของประเทศ นี่นับเฉพาะคนที่ลงทุนด้วยกันหรือมาจากการลงทุนไม่ใช่ไปเปรียบเทียบกับ “เจ้าของบริษัท” หรือผู้ประกอบการที่นำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ซึ่งจะมีความมั่งคั่งสูงกว่านักลงทุนมาก นี่อาจจะไม่เหมือน วอเร็น บัฟเฟตต์ ตัวจริงที่บังเอิญร่ำรวยกว่าคนที่รวยจากการประกอบการและรวยเป็นอันดับหนึ่งของโลกจากการลงทุน ในขณะที่เมืองไทยนั้น เราคงหวังแบบนั้นไม่ได้เนื่องจากตลาดหลักทรัพย์และนักลงทุนอาชีพเพิ่งจะเกิดขึ้นไม่นาน นักลงทุนที่มีพอร์ตเป็นพัน ๆ ล้านบาทก็ถือว่าอยู่ในกลุ่มที่รวยระดับต้น ๆ แล้ว ในขณะที่เจ้าของบริษัทนั้นรวยเป็นแสนล้านบาท

ข้อสาม เขาต้องเป็น Value Investor นี่เป็นเงื่อนไขที่จะแยกระหว่างนักเก็งกำไรหรือนักปั่นหุ้นกับนักลงทุนที่เป็น Idol หรือสัญลักษณ์ของนักลงทุนเน้นคุณค่าซึ่งก็คือบัฟเฟตต์ บางคนอาจจะมองว่าเงื่อนไขข้อนี้ไม่น่าจะจำเป็น เพราะอาจจะเป็นเรื่องที่แยกได้ยากว่าอะไรเป็นการลงทุนอะไรเป็นการเก็งกำไรหรือแม้แต่การปั่นหุ้น ข้อนี้ผมคิดว่าน่าจะมีความสำคัญ เพราะเราจะรับได้อย่างไรว่าเราเป็น “วอเร็น บัฟเฟตต์ เมืองไทย” ถ้าแม้แต่หลักการสำคัญหรือหัวใจการลงทุนก็แตกต่างกันแล้ว ว่าที่จริงผมเองก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่าทำไมจึงไม่มีคนที่อยากเป็น “จอร์จ โซรอส เมืองไทย” ในฐานะที่เป็นนักเก็งกำไรสุดยอดบ้าง

ข้อสี่ เขาเป็นคนที่ยึดแนวการลงทุนแบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ อย่างเคร่งครัด นั่นก็คือ ลงทุนในหุ้นแบบซุปเปอร์สต็อคเป็นหลัก ลงทุนในหุ้นน้อยตัวแบบที่เรียกว่าลงทุนแบบ Focus และลงทุนถือหุ้นระยะยาวมาก เงื่อนไขข้อนี้ไม่ใช่เงื่อนไขตายตัวแต่เป็นสิ่งที่ถ้าเขาทำ เขาก็มี ความเหมือนกับ บัฟเฟตต์ อีกข้อหนึ่ง แต่ถ้าเขามีสไตล์ของตนเองก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะเป็น “วอเร็น บัฟเฟตต์ เมืองไทย” ไม่ได้ เพราะการลงทุนในสไตล์แบบ วอเร็น บัฟเฟตต์ อาจจะให้ผลตอบแทนที่ไม่ดีนักในเมืองไทยก็ได้ ดังนั้น นักลงทุนระดับเซียนในเมืองไทยจึงไม่จำเป็นที่จะต้องใช้สไตล์นี้ เช่นเดียวกัน ถ้าบัฟเฟตต์มาลงทุนในเมืองไทยเขาก็อาจจะไม่ใช้สไตล์ที่เขาใช้อยู่ในอเมริกาก็ได้

ข้อสุดท้ายที่ผมจะพูดก็คือ เขาเป็นคนที่มีมุมมองทางความคิดและการใช้ชีวิตที่สมถะและไม่ติดยึดคล้ายคลึงกับ วอเร็น บัฟเฟตต์ นี่อาจจะไม่เกี่ยวกับการลงทุนโดยตรง แต่ผมคิดว่าเป็นคุณสมบัติพิเศษอย่างหนึ่งที่เป็นตัวตนของบัฟเฟตต์และทำให้เขาเป็น “ตำนาน” ของนักลงทุนทั่วโลก

จากคุณสมบัติทั้งหมดที่กล่าวถึง เท่าที่ผมมองดู ก็ยังไม่มีใครที่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเป็น “วอเร็น บัฟเฟตต์ เมืองไทย” แม้ว่าหลายคนอาจจะมีคุณสมบัติตรงในบางข้อ ว่าที่จริง แม้แต่ในระดับโลกเองผมก็คิดว่า ยังหาคนที่เรียกว่าเป็น “วอเร็น บัฟเฟตต์ เมือง…” ที่เหมาะสมไม่ได้ ซึ่งผมเองก็ไม่ประหลาดใจอะไร ผมคิดว่า การเป็นอะไร.. “คนต่อไป” นั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยากและคนที่พยายามทำมักจะล้มเหลว เพราะเป็นเรื่องยากที่คนสองคนจะมีความสามารถใกล้เคียงกัน เกิดในสถานะใกล้เคียงกัน อยู่และทำงานในประเทศที่ใกล้เคียงกัน ในสภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจและตลาดทุนที่ใกล้เคียงกัน และมีช่วงเวลาลงทุนพอ ๆ กัน ดังนั้น สิ่งที่ผมคิดก็คือ นักลงทุนทุกคนนั้น เพื่อที่จะประสบความสำเร็จสูงสุดสำหรับตนเอง เราจะต้องเรียนรู้จากบัฟเฟตต์และนักลงทุนระดับตำนานคนอื่น ๆ ให้มากที่สุด แต่การดำเนินชีวิตการลงทุนนั้น เราต้องเป็นตัวของตัวเอง เราต้องไม่หวังเป็น “วอเร็น บัฟเฟตต์ เมืองไทย” แต่เราต้องเป็นตัวเราเองที่ไม่เหมือนใครในตำนานเลย

Advertisements