Investment Zone
โลกในมุมมองของ Value Investor
การตัดสินใจว่าจะซื้อ ถือ หรือขายหุ้นแต่ละตัวนั้น ผมมีหลักการง่าย ๆ อยู่ในใจ หลักการนี้ขึ้นอยู่กับคุณภาพและราคาของหุ้นแต่ละตัว เพื่อลดความยุ่งยากในการอธิบายผมจะขอสมมุติก่อนว่าคุณภาพของหุ้นที่ผมจะพูดถึงนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของหุ้นในตลาด สิ่งที่ผมจะพูดถึงต่อไปในที่นี้ก็คือเรื่องของราคาของหุ้น
ในภาวะปัจจุบัน ถ้าผมเจอหุ้นที่มีค่า PE หรือราคาต่อกำไรต่อหุ้นต่ำกว่า 10 เท่า ผมก็ถือว่านี่เป็นหุ้นที่มีราคาต่ำกว่าค่าเฉลี่ยหรือเป็นหุ้นที่มีราคาถูก ผมก็จะพิจารณาว่าหุ้นตัวนี้น่าสนใจที่จะซื้อหรือไม่ เหตุผลก็คือ หุ้นตัวนี้มีคุณภาพสูงกว่าค่าเฉลี่ย แต่มีราคาต่ำกว่าค่าเฉลี่ย เพราะฉะนั้นก็น่าจะเป็นหุ้น Value ได้อย่างน้อยก็ในระดับหนึ่ง
แน่นอน การดูค่า PE เราต้องดูว่าเป็นค่า PE ที่ถูกต้อง นั่นคือกำไรของบริษัทเป็นกำไรที่จะต้องสามารถดำรงอยู่ได้ต่อเนื่องยาวนานไม่ใช่กิจการของบริษัทที่เป็นวัฎจักรเช่นสินค้าโภคภัณฑ์ส่วนใหญ่ที่มักมีกำไรขึ้นลงตามราคาของสินค้าในตลาด เช่นเดียวกัน การดูให้ละเอียดถึงค่า PB หรือราคาต่อมูลค่าทางบัญชี ค่าปันผลตอบแทน และอื่น ๆ ที่เป็นตัวบอกถึงความถูกความแพงก็จะยิ่งช่วยให้บอกได้ถูกต้องขึ้นว่า หุ้นตัวนั้นเป็นหุ้นที่ถูกกว่าค่าเฉลี่ยหรือไม่ แต่ในขั้นนี้เราจะพูดเฉพาะค่า PE เป็นหลัก
หุ้นที่มีค่า PE ตั้งแต่ 4 หรือ 5 – 10 เท่า ผมจะถือว่าหุ้นอยู่ใน “โซนซื้อ” หรือ “โซนขาว” ซึ่งเป็นโซนที่อยู่ในข่ายที่จะซื้อได้โดยโอกาสที่จะชนะมีมากกว่าแพ้ถ้าเราพร้อมที่จะถือยาวและถือหุ้นแบบนี้หลาย ๆ ตัวเป็นพอร์ตโฟลิโอ แต่ก็แน่นอนว่า ไม่ใช่หุ้นที่อยู่ในโซนนี้ทุกตัวที่ผมซื้อ เพราะหุ้นที่อยู่ในโซนซื้อเองก็มีมาก หุ้นบางตัวจะน่าซื้อกว่าหุ้นอีกตัวหนึ่งเพราะเมื่อเปรียบเทียบคุณภาพต่อราคาอาจจะดีกว่า เปรียบไปก็คงเหมือนกับสาวงามที่ผ่านการคัดเลือกรอบแรกให้เข้าประกวด ทุกคนสวยหมดแต่มีบางคนที่สวยกว่าอีกคนหนึ่ง สิ่งที่เราอยากได้จริง ๆ ก็คือนางงามหรือหุ้นที่ดีที่สุด
หุ้นที่มีค่า PE สูงกว่า 10 แต่ไม่เกิน 20 เท่า เป็นหุ้นที่อยู่ใน “โซนอยู่เฉย ๆ” หรือ “โซนเทา นี่เป็นหุ้นที่ผมจะไม่ทำอะไร คือถ้ามีอยู่ก็ไม่ขาย และถ้าไม่มีก็ไม่ซื้อ เหตุผลก็คือ มันเป็นโซนที่บอกได้ยากว่าหุ้นแพงหรือถูกมากน้อยแค่ไหน เพราะถึงแม้ว่าราคาหุ้นจะแพงกว่าค่าเฉลี่ยที่ PE 10 เท่า แต่คุณภาพของหุ้นก็สูงกว่าค่าเฉลี่ยเช่นเดียวกัน การคำนวณหาอัตราส่วน คุณภาพต่อราคา เองก็เป็นศาสตร์ที่ไม่แน่นอน ดังนั้น เมื่อคิดถึงค่าคอมมิชชั่นและความแตกต่างของราคาซื้อราคาขายและประเด็นเรื่องความเข้าใจในตัวกิจการและอื่น ๆ ผมจึงมักอยู่เฉย ๆ ถ้ามีหุ้นที่ “มีกำไรอยู่แล้ว” และอยู่เฉย ๆ อีกเช่นกันสำหรับหุ้นอื่น ๆ ที่ผมยังไม่มี แม้ว่าหลายตัวดูเหมือนว่าจะน่าสนใจมากในแง่ของการเติบโตของกำไร
หุ้นที่มีค่า PE สูงกว่า 20 เท่า ผมถือว่าเป็นหุ้นที่อยู่ใน “โซนขาย” หรือ “โซนดำ” นี่คือโซนที่ผมจะขายหุ้นที่ผมมีอยู่แม้ว่าหุ้นจะมีผลงานที่โดดเด่นมากทั้งด้านของราคาหุ้นและผลการดำเนินงานของบริษัท การมีค่า PE ถึง 20 เท่านั้นแสดงให้เห็นว่าหุ้นมีราคาแพงมาก โอกาสที่หุ้นจะปรับตัวลงในอนาคตอาจจะสูงเกินไป เช่นเดียวกัน อัตราส่วนคุณภาพต่อราคาอาจจะต่ำกว่าหุ้นตัวอื่นบางตัวในตลาด ดังนั้นผมจึงไม่อยากเสี่ยงที่จะถือไว้
โซนของการลงทุนที่พูดถึงนี้ตั้งอยู่บนสมมุติฐานว่าหุ้นมีคุณภาพเหนือกว่าค่าเฉลี่ยของหุ้นในตลาด แต่ในทางปฎิบัติผมเองก็มักจะเลือกหุ้นที่มีคุณภาพเหนือกว่าค่าเฉลี่ยค่อนข้างมากซึ่งสำหรับผม มันคือการเผื่อค่าความปลอดภัยหรือ Margin of Safety ของผม และนี่อาจจะแตกต่างจากแนวความคิดแบบ Value Investment แบบดั้งเดิมที่มักให้ความสนใจทางด้านราคามากกว่า ซึ่งผมเองก็เห็นว่าไม่มีอะไรที่ขัดแย้งกัน ในกรณีนั้น นักลงทุนอาจจะตั้ง Margin of Safety ของตนเองโดยการกำหนดโซนของการลงทุนของตนเองว่า โซนขาวคือโซนที่มีค่า PE ไม่เกิน 8 เท่า โซนเทา จาก 8 – 15 และโซนดำ ตั้งแต่ 15 เท่าขึ้นไป
ว่าที่จริง โซนการลงทุนของแต่ละคนก็ไม่น่าจะเหมือนกันขึ้นอยู่กับสไตล์ การกล้ารับความเสี่ยง อารมณ์และนิสัยส่วนตัว และอาจจะรวมถึงอายุและประสบการณ์ในการลงทุน การกำหนดโซนขาวสำหรับหลายคนอาจจะไม่ใช่เรื่องยาก แต่การกำหนดโซนเทานั้นผมคิดว่าหลายคนอาจจะทำได้ลำบากกว่า เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่ยากที่สุดอย่างหนึ่งของการลงทุนก็คือ การอยู่เฉย ๆ ฟังดูเหมือนกับศาสตร์ของเซน แต่นี่คือสุดยอดของการลงทุน

Advertisements