Mega Trend
โลกในมุมมองของ Value Investor 5 กุมภาพันธ์ 55
ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ในการลงทุนระยะยาวนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งก็คือ การรู้ว่าอะไรเป็น Mega Trend หรือแนวโน้มใหญ่ของสิ่งต่าง ๆ ในโลก หรือถ้าพูดถึงการลงทุนในประเทศไทยก็คือ แนวโน้มของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม แนวโน้มในประเทศไทยนั้น ส่วนใหญ่ก็เป็นไปในแนวเดียวกับแนวโน้มของโลก ผมเองไม่ได้เป็นคนที่มองเห็น “อนาคต” ดีกว่าคนอื่น แต่ผมชอบสังเกตพฤติกรรมของคนอื่น รวมถึงตนเองว่า เราเคยทำอะไรและทำอย่างไรในอดีต และตอนนี้ทำอะไรแทน นอกจากนั้นผมก็ศึกษาพฤติกรรมของคนชาติอื่นที่ร่ำรวยกว่าเราว่าเขาทำอะไรมาก่อน เพราะผมเชื่อว่าในไม่ช้า เมื่อเรารวยเท่าเขา เราก็จะทำเหมือนกับเขา ผลก็คือ ผมก็จะมีไอเดียว่า Mega Trend ของเรามีอะไรบ้าง และต่อไปนี้ก็คือความคิดของผม
เริ่มจากสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุดก็คือเรื่องของอาหารการกิน ผมคิดว่าคนไทยกินอาหารนอกบ้านมากขึ้นเรื่อย ๆ เหตุผลสำคัญก็คือ อาหารนอกบ้านในวันนี้ไม่ได้ “แพง” เหมือนในสมัยก่อน นี่ก็พูดโดยเปรียบเทียบกับเงินเดือนของคนทั่วไป และเทียบกับราคาอาหารที่ทำกินเองที่บ้าน อาหารที่เรากินนั้น ดูเหมือนว่าจะกินในภัตตาคารที่เป็นอาหารต่างชาติค่อนข้างมากโดยเฉพาะที่เป็นอาหารญี่ปุ่น หรือฟาสฟูดแบบอเมริกัน เทรนด์กินอาหารนอกบ้านนั้น ผมคิดว่าจะเพิ่มขึ้นไปอีกนาน ส่วนร้านอาหารหรือภัตตาคารที่เรากินนั้นก็มีแนวโน้มว่าเราจะเลือกกินจากร้านที่เป็นเชนหรือเครือข่ายมากกว่าร้านเดี่ยว ๆ ซึ่งมีความเสียเปรียบในหลาย ๆ ด้าน นอกจากการกินในภัตตาคารแล้ว อาหารกล่องและอาหารถาดทั้งหลายก็น่าจะเป็นเมกาเทรนด์ที่จะมีการบริโภคมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยเหตุผลเดียวกัน
อาหารประเภทหนึ่งที่ผมคิดว่าคนไทยกินมากขึ้นเรื่อย ๆ มายาวนานก็คือ เบเกอรี่ นี่เป็นขนมหรืออาหารว่างที่อร่อย สะดวก และราคาก็เรียกว่า “ถูกลง” เรื่อย ๆ เมื่อเทียบกับรายได้ของคนไทย การเกิดขึ้นของร้านค้าปลีกสมัยใหม่ที่ติดเครื่องปรับอากาศทำให้การกระจายสินค้าเบเกอรี่ทำได้กว้างขวางขึ้นและน่าจะทำให้อาหารเบเกอรี่เติบโตขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
ในด้านของเครื่องดื่ม ผมคิดว่าน้ำอัดลมนั้นมีการบริโภคลดลงเช่นเดียวกับเหล้า ตรงกันข้าม น้ำประเภทอื่นที่ไม่อัดลม เช่น กาแฟ ชาเขียวหรือน้ำขวดน่าจะมีอัตราการบริโภคสูงขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับเบียร์ที่ผมคิดว่าคนบริโภคเพิ่มขึ้น ส่วนบุหรี่นั้น ผมคิดว่าคนคงลดการสูบลงอย่างช้า ๆ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ลดการสูบลงไปมาก
การใช้อินเตอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือที่เป็น Smart Phone นั้น ผมค่อนข้างมั่นใจว่าจะเป็น Mega Trend ที่จะมาค่อนข้างแรง เพราะนี่ดูเหมือนจะเป็นสิ่งจำเป็นและสะดวกสบายสำหรับ “ชีวิตสมัยใหม่” นอกจากนั้น ราคาของการใช้ก็ “ถูก” ลงเรื่อย ๆ ผลต่อเนื่องมาก็คือการขายบริการผ่านระบบอินเตอร์เน็ต เช่น หนังสือ E-Book เพลง และอื่น ๆ ก็มีแนวโน้มมากขึ้นแม้ว่าจะยังไม่มีนัยสำคัญมากนักในตลาดเมืองไทย อย่างไรก็ตาม การซื้อสินค้าผ่านระบบอินเตอร์เน็ตเองนั้น ยังไม่น่าจะเรียกว่าเป็น Mega Trend ได้ เหตุผลอาจจะเป็นเพราะว่าคนไทยสามารถซื้อสินค้าได้ค่อนข้างสะดวกมากตามห้างร้านที่อยู่ไม่ไกลบ้าน แต่เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ เราชอบเห็นและจับต้องของที่ต้องการซื้อและอยากได้มันทันทีมากกว่าที่จะต้องรอสินค้าที่เห็นในคาตาล็อก
การเดินทางในกรุงเทพนั้น นับวันคนจะใช้รถไฟฟ้าทั้งบนดินและใต้ดินมากขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งในอนาคตที่จะมีการสร้างเส้นทางเดินรถมากขึ้น จำนวนคนใช้บริการก็จะเพิ่มขึ้น สิ่งที่จะตามมาอีกอย่างหนึ่งก็คือ ห้างและคอนโดมิเนียมที่อยู่ตามเส้นทางหรือใกล้สถานีรถไฟฟ้าจะมีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เหตุผลก็คือ นอกจากความสะดวกและประหยัดเวลาในการเดินทางแล้ว ราคาค่าบริการก็ต้องถือว่า “ลดลง” เรื่อย ๆ เมื่อเทียบกับเงินเดือนของคนทำงาน ผมยังเชื่อว่าเมื่อโครงข่ายเดินรถใหม่ ๆ สร้างเสร็จ รัฐบาลจะรวมโครงข่ายทั้งหมดหรือหลาย ๆ เส้นทางเข้าด้วยกันในการคิดค่าโดยสารซึ่งจะทำให้ค่าใช้จ่ายในการเดินทางโดยระบบรถไฟฟ้าถูกลงมหาศาลและจะส่งผลให้จำนวนผู้ใช้บริการโตขึ้นแบบก้าวกระโดดซึ่งจะทำให้คนส่วนใหญ่ในกรุงเทพเดินทางด้วยระบบรถไฟฟ้านี้เหมือนอย่างในประเทศที่พัฒนาแล้ว
ห้างร้านที่เป็นศูนย์การค้ามีทุกอย่างให้เลือกซื้อในที่เดียวกันนั้นผมคิดว่าก็ยังเป็น Mega Trend ต่อไป แต่ที่จะขยายตัวไปมากกว่าก็คือในต่างจังหวัด เพราะกรุงเทพเองนั้น ดูเหมือนว่าใกล้จะอิ่มตัวแล้ว การขยายตัวน่าจะเป็นคอมมูนิตี้มอลซึ่งเป็นศูนย์การค้าขนาดเล็กที่เน้นชุมชนใกล้เคียงเป็นหลัก ในส่วนของห้างประเภท Discount Store หรือแม้แต่ห้างอย่างอื่นที่เป็นประเภท Super Store ทั้งหลายนั้น แนวโน้มดูเหมือนว่าขนาดของห้างจะเล็กลงมากกว่าที่จะใหญ่ขึ้น เหตุผลคงเป็นเรื่องของความคุ้มค่าที่เริ่มค้นพบว่าขนาดของร้านที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้นอาจจะเกินความจำเป็น อีกส่วนหนึ่งอาจจะอยู่ที่ข้อจำกัดทางด้านของผังเมืองที่ห้ามการสร้างร้านที่ใหญ่มากในทำเลใกล้ชุมชนด้วย
ธุรกิจการเงินโดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์นั้นดูเหมือนว่าจะใช้เท็คโนโลยีมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้งานมาตรฐานต่าง ๆ เช่นการฝากหรือถอนเงินนั้นถูกทำผ่านเครื่องเป็นหลัก พนักงานแบงค์ถูกใช้ไปทำงานที่มีความซับซ้อนหรือที่ต้องอาศัย “คน” ในการชักชวนลูกค้าเช่น การขายประกันชีวิต ขายกองทุนรวม และอื่น ๆ
ธุรกิจความสวยงาม เฉพาะอย่างยิ่งการทำศัลยกรรมและตกแต่งใบหน้าด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์นั้น ก็น่าจะยังเป็น Mega Trend ต่อไปอีก เหตุผลก็คือเรื่องของต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายที่ต่ำลงมาก บวกกับความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น นี่ทำให้สาวจำนวนมากและรวมถึงหนุ่มสมัยใหม่บางส่วน เข้าไปใช้บริการคลินิกเสริมสวยเป็นประจำและเพิ่มขึ้น
คงเป็นเรื่องยากที่จะพูดถึง Mega Trend ต่าง ๆ ได้หมด ประเด็นก็คือ เราต้องการรู้ว่าธุรกิจอะไรจะเติบโตและอะไรจะถดถอยในระยะยาว แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ เราต้องสังเกตว่าบริษัทไหนจะได้ประโยชน์ นั่นก็คือ ขั้นแรกเราต้องดูเสียก่อนว่าตลาดที่โตขึ้นนั้น มันได้ดึงดูดผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามามากเสียยิ่งกว่าความต้องการที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ ถ้าใช่ เราก็ต้องระวังว่าบริษัทที่อยู่ในธุรกิจโดยรวมแล้วไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย ตรงกันข้าม ถ้าการเข้าสู่ธุรกิจทำได้ค่อนข้างยาก แบบนี้บริษัทที่มีอยู่เดิมก็จะได้ประโยชน์ ขั้นตอนต่อมาก็คือ เราต้องดูว่าใครหรือบริษัทไหนเป็น “ผู้ชนะ” นี่ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นรายเดียว ผู้ชนะในธุรกิจอาจจะมีได้หลายราย แต่โดยทั่วไปผมคิดว่ามีไม่เกิน 2-3 ราย ผู้ชนะนั้นสิ่งสำคัญที่จะดูก็คือ เป็นบริษัทที่ได้ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นหรือไม่ลดลง มาร์จินหรือกำไรต่อยอดขายเพิ่มขึ้นหรือไม่ลดลง ที่สำคัญก็คือ มองไปในระยะยาวแล้วบริษัทสามารถแข่งขันได้ในตลาดเนื่องจากบริษัทมีจุดเด่นหรือจุดแข็งบางอย่างที่คู่แข่งไม่สามารถทำลายได้ง่าย แน่นอน ผู้ชนะแต่ละรายมีดีกรีที่ต่างกัน บางบริษัทนั้นเป็นผู้ชนะที่เด็ดขาดเหนือคู่แข่งมาก ซึ่งก็ทำให้บริษัทมีคุณค่าทางธุรกิจสูงมาก บางบริษัทอาจจะชนะแต่ก็เป็นการชนะที่ไม่ได้เหนือกว่าคู่แข่งมากนัก แบบนี้คุณค่าของธุรกิจก็จะไม่มากนัก ขั้นตอนสุดท้ายก็คือ เราก็ต้องไปดูราคาหุ้นว่าถูกหรือแพงแค่ไหนเทียบกับคุณค่าที่เราเห็น และนี่ก็คือการลงทุนแบบ VI ที่มองระยะยาวและเล่นกับ Mega Trend

Advertisements