ทบทวนการลงทุนของตัวเองประจำปี2555

ผลตอบแทนปีนี้ถือว่าเกินคาดไปมากครับ เนื่องด้วยตัวผมเองเป็นคนขี้กลัวมาก เลยตั้งเป้าหมายในใจไว้ว่าจะทำกำไรได้พอประมาณในภาวะตลาดดี และ จะชนะตลาดเมื่อในสภาวะตลาดไม่ดี ดังนั้น ผมจนแบ่งเงินที่ลงทุนหุ้น พยายามไม่ให้เกิน 60% ของเงินลงทุนโดยรวม และกระจายเงินส่วนที่เหลือไปที่ตราสารอื่นๆและกองทุนรวม

กลยุทธ์ที่ผมใช้ในปีที่ผ่านมานั้นดูเหมือนจะมีประสิทธิภาพแต่เมื่อมาทบทวนตัวเองแล้ว กลับเห็นจุดอ่อนมากมาย กล่าวคือ เมื่อต้นปี วิกฤตต่างๆในต่างประเทศรวมถึงภาพการพื้นตัวของสภาวะน้ำท่วมทำให้ผมมองเห็นความอ่อนบางของเงินลงทุนของผม ผมอยากขายหุ้นทั้งหมดเป็นอย่างมาก แต่ด้วยความโชคดีที่หุ้นที่ผมถือส่วนใหญ่นั้นในปีก่อนหน้าแทบจะไม่มีการปรับขึ้นเลย ผมเคยคิดว่าการขายทั้งหมดเป็นเรื่องน่าเสียดาย ทั้งปีผมจึงตัดสินใจใช้กลยุทธ์ SAP โดยไปshort future ในสัญญาอีกหนึ่งปีไว้ แล้วผมจะhold หุ้นไว้เรื่อยๆ โดยผมคิดภาพอนาคตออกเป็น 3ภาพ คือภาพแรกคือคิดว่าตลาดจะตกลงมา แล้วด้วยการที่หุ้นที่มีอยู่ก่อนหน้าไม่ได้มีการปรับขึ้น ทำให้โอกาสปรับลงตามตลาดน่าจะน้อย(เข้าข้างตัวเอง) รวมกับผลตอบแทนจากส่วนที่ไม่ใช่หุ้นด้วยก็น่าเป็นผลให้ แม้ว่าตลาดตกลงมา ผมก็ยังชนะตลาด ภาพที่สองคือถ้าตลาดไม่ไปไหน อย่างน้อยผมจะได้เงินปันผล รวมกับส่วนที่ไม่ใช่หุ้น ก็จะทำให้ผมชนะตลาดเช่นกัน ภาพที่สามคือ ตลาดยังวิ่งต่อไป(คิดว่าโอกาสไม่ถึง10%) แม้ว่าจะเสียเงินในส่วนของfutureแต่หุ้นก็น่าจะปรับขึ้นด้วย แม้อาจจะแพ้ตลาด แต่สำคัญสุดคือไม่เสียเงิน
เมื่อเวลาผ่านไป ผลก็ออกตามมาก็ดูเหมือนดีกว่าคาดจะดีกว่าสะอีก แม้ว่าผลจะออกมาดี แต่ผมกเห็นจุดอ่อนมากมายจักวิธีการคิดของผม แล้วผมก็ได้เรียนรู้ว่า
1. ตลาดเป็นสิ่งที่คาดการได้ยาก ณ เวลานั้นใครจะคาดคิดว่าตลาดจะสามารถวิ่งมาเกือบ1400จุดได้ การวางแผนนั้นผมไม่ควรใช้ภาพตลาดไปกำหนดแผนการณ์ของผมมากเกินไป เช่น จริงๆแล้ว จิตสำนึกของผมคาดว่าหุ้นปีนี้จะวิ่งลง มันทำให้กำหนดแผนส่วนใหญ่ของผมโน้มเอียงในการมุ่งชนะตลอดขาลงมากเกินไป และซึ่งผมแค่โชคดีมาก ๆ ที่หุ้นของผมมันขึ้นแบบไม่ค่อยมีเหตุผลเท่าไร
2. ทำอะไรควรจะมี exit strategy เสมอ เมื่อผมมาทบทวนแผนการณ์ของผม. ผมพึ่งจะเจอกับปัญหาว่าผมไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อไป เพราะ ผมเองมีส่วนที่ขาดทุนจากfuture แล้ว ณ เวลานี้ผมควรจะปิดสัญญา หรือว่า ถือต่อไปดี และถ้าถือต่อไปพอหมดสัญญาผมจะทำอย่างไรต่อไปดี (ตอนนี้ก็ยังสับสนอยู่ครับ) หรือในส่วนของหุ้นรายตัวเอง ผมก็ยังไม่รู้ว่าผมควรจะถือต่อไปหรือขายออกไปดี
3. ผมต้องเรียนรู้เพิ่ม ปีนี้ผมต้องขอยอมรับว่าผมไม่ค่อยจะได้เรียนรู้อะไรเพิ่มเท่าไร เนื่องด้วย สภาวะตลาดนั้นมันไม่ยอมไปตามที่ผมคาด ทำให้ผมมีิอาการเซ็งๆๆ รวมถึงตื่นเต้นและงงกับหุ้นที่ตัวเองถือว่าทำไมมันถึงปรับตัวขึ้นได้อย่างนั้น นั้นทำให้ผมขาดการเรียนรู้สิ่งอื่นๆที่จำเป็นมากๆ นั้นก็คือ ตัวธุรกิจใหม่ๆที่ผมไม่คุ้นเคย เพื่อเพิ่มขอบข่ายความรู้ให้กว้างขึ้น

เป้าหมายในปี2556
ผมคงต้องกลับมาหาพื้นฐานการลงทุนอีกครั้ง คือ อย่าไปสนใจกำไรมากนัก แต่ให้เพิ่มความรู้ เนื่องด้วย ปีที่ผ่านมาผมไม่ได้สนใจหาความรู้เกี่ยวกับบริษัทมากนัก แล้วเมื่อกลับมาย้อนถามตัวเองว่า ถ้าวันพรุ่งนี้หุ้นตกลง 200 จุด แล้วผมจะซื้อหุ้นตัวไหน ผมกลับคิดไม่ออกเลยว่าผมจะซื้อตัวไหนดี แล้วผมกลับมาที่ watching list ดู มันกลับว่างเปล่า ปีนี้ผมจึงตั้งเป้าศึกษาหุ้นที่ไม่เข้าอย่างละเอียด 12บริษัท(เฉลี่ยเดือนละ1บริษัท) และพยายามลดการดูอารมณ์ตลาดลงไปอีก สุดท้ายต้องหาexit ของแผนที่ผมได้วางไว้ในปีที่ผ่านมาให้ได้

ขอขอบคุณน้องกิ๊ก ที่จุดประกายและให้พี่เลียนแบบเรียนการเขียนทบทวนตัวเองและกำหนดเป้าหมาย
ขอบคุณเกตุ ที่เป็นคนจุดประกายเรื่องการเขียนบทความ และแนวคิดการบริหารพอร์ท
ขอบคุณเพื่อนหม้อ ที่เป็นคนทำให้เห็นเสน่ย์ของการลงทุนแบบเน้นคุณค่าและเป็นที่ปรึกษาการลงทุนที่ดีเสมอ
ขอบคุณตลาดหุ้น ที่ทำให้ผมได้เป็นส่วนของเจ้าของบริษัทเจ๋งๆ และทำให้ผมสนุกสนาน อยากจะพัฒนาตัวเอง และพบกับมิตรภาพใหม่ๆอีกมากมาย

Advertisements