ทศษวรรคแห่งความผันผวน

กันยายน 5, 2011 ที่ 01:03 · Filed under Uncategorized

ผมคิดว่าทุกวันนี้จุดที่นักลงทุนยืนอยู่กำลังยืนอยู่ในทศวรรษที่ตลาดหุ้นเป็นยุคที่ผันผวนมากๆ ถ้าเราท้าวความกลับไปถึงปัญหา subprime ที่เกิดจากฟองสบู่ราคาบ้านเพราะมีคนเก็งกำไรกันอย่างหน้ามืดตามัวและมีคนคิดค้นตราสาร cdo cds mbo และอะไรอีกหลายอย่างขึ้นมา สิ่งเหล่านี้ได้ทำให้ราคาบ้านเกิดฟองสบู่ขึ้นมาและเมื่อฟองสบู่ราคาบ้านแตกลงก็ทำให้ธนาคารต่างๆที่ดันบ้าจี้ไปซื้อตราสารพวกนี้เอาไว้แล้วก็คำนวนโดย model ทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนว่ามีความน่าจะเป็นน้อยมากๆๆๆๆ ที่จะขาดทุน เมื่อปรากฏการณ์ black swan เกิดขึ้นก็ทำให้ผู้ถือตราสารเหล่านี้ขาดทุนมหาศาลและต้องเกิดการขายสินทรัพย์ทั่วโลกทำให้หุ้นตกอย่างรุนแรงมากๆ

เหตุการณ์ในปี 2008 นับเป็นสิ่งที่เกินคาดทุกคนหุ้นลงแบบบ้าเลือดบ้าระห่ำลงแบบตายกันไปข้างจำได้ว่าภายในไม่เกิน 3 อาทิตย์มีเซอกิจเบรกเกอถึง 2 ครั้งหลายคนที่เจอเหตุการณ์ในตอนนั้นยังหลอนมาถึงทุกวันนี้

ประเด็นคือเหตุการณ์ครั้งนั้นจริงๆแล้วพื้นฐานของประเทศไทยไม่ได้เปลี่ยนเท่าไหร่หลายบริษัทกำไรไม่ลดลงเลย หลายบริษัทกำไรสูงขึ้นด้วยในปี 2009 แต่อย่างไรก็ตามหุ้นลงแบบตายกันไปข้างนึง เหตุการณ์ในตอนนั้นทำให้หลายคนถึงกับออกไปจากตลาดหุ้นหรือหุ้นที่หลายคนติดก่อนปี 2008 ทุกวันนี้ก็ยังไม่ลงจากดอยเลยด้วยซ้ำ แต่อีกหลายคนที่เจอเหตุการณ์เดียวกันก็รอดมาได้และกลับมายิ่งใหญ่กว่าเดิม

คนที่ไม่รอดนั้นน่าจะเป็นเพราะว่าไปเล่นมาร์จิ้นหุ้นผิดตัวเลยทำให้พอร์ตลดลงมากจนไม่สามารถกลับไปที่เดิมได้ง่ายๆ หลายคนที่ไม่เล่นมาร์จิ้นแล้วถือพวกหุ้นค้าปลีกก็เจ็บตัวในระดับนึงในตอนหุ้นลงแต่หุ้นเหล่านี้มักจะลงไม่มากเมื่อเทียบกับหุ้นกลุ่มอื่นสุดท้ายหุ้นพวกเขาก็กลับมาได้และพวกเขาก็ได้ปันผลสม่ำเสมอพวกเขามักจะพูดว่า เศรษฐกิจเหรอ ดูไปทำไมคุณมองว่าหุ้นตัวนี้จะโตไปได้หลายๆปีในระยะยาวก็พอแล้ว คนเหล่านี้มีมุมมองว่าการติดตามตัวเลขเศรษฐกิจมากๆเป็นเรื่องที่นักลงทุนแนวปัจจัยพื้นฐานไม่ควรทำ มุมมองนี้ไม่มีผิดหรือถูกแต่จริงๆแล้วมันขึ้นอยู่กับสไตล์การเล่นหุ้นและประเภทของหุ้นที่ลงทุน ถ้าคุณเล่นหุ้น ยานยนต์ อิเล็กทรอนิก คอมโมดิตี้ แล้วคุณบอกว่าคุณไม่จำเป็นต้องดูเศรษฐกิจ eu usa มากว่ามันมีอะไรเกิดขึ้นผมว่าแบบนี้คุณเข้าข่ายมีความเสี่ยงจะสูญเสียเงินต้นอย่างหนัก
เนื่องจากว่าถ้าเศรษฐกิจ eu usa แย่ขึ้นมาหุ้นที่คุณถืออยู่จะถึงขั้นขาดทุนได้และหุ้นของคุณจะลงแรงมาก ดังนั้นภาวะเศรษฐกิจจึงมีผลต่อกำไรและราคาหุ้นของคุณสูงมาก คุณจึงไม่สามารถทำแบบนักลงทุนหุ้นที่ถือแต่หุ้นค้าปลีก โรงพบาบาล หรือ กองทุนอสังห แล้วบอกว่าไม่ต้องตามเศรษฐกิจมากได้

ในภาวะตอนนี้ eu ก็จะแย่ลงเรื่อยๆเพราะล่าสุดกรีซประกาส gdp ออกมาว่า -5% และกรีซก็ยอมรับแล้วว่าไม่สามารถทำตามข้อตกลงของ imf ได้ bond yield ของกรีซยังคงนิวไฮต่อไป และ bond yield ของประเทศ pigs ก็นิวไฮเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นทาง eu ก็มีระเบิดเวลาเป็นลูกๆรอเราอยู่ตลอด

ผมคิดว่าจริงๆแล้วภาวะตลาดหุ้นตั้งแต่มีเรื่องราคาบ้านฟองสบู่ของ usa แล้วก็แก้ปัญหาด้วยการฉีดเงิน โดย qe 1 นั้นทาง fed จะเข้าไปรับซื้อ mbo cdo เพื่อจะทำให้ balance sheet ของธนาคารดีขึ้นและธนาคารจะได้ปล่อยกู้มากขึ้นแต่กลายเป็นว่าธนาคารก็ไม่มั่นใจจึงเอาเงินไปซื้อ treasury แทนกลายเป็นภาคเศรษฐกิจจริงก็ไม่ฟื้นเท่าไหร่ ก็เลยออก qe 2 แล้วเอาเงินไปซื้อ treasury ซะเลยเพื่อกดดอกให้ต่ำๆพวกแบงค์จะได้เอาเงินไปปล่อยกู้แต่ก็ปรากฏว่าไม่ค่อยเวิกเท่าไหร่ ตัวเลขเศรษฐกิจของ usa ไตรมาสล่าสุดคือ 1% และคงจะน้อยลงอีกในครึ่งปีหลัง เมื่อกบวกกับปัญหาทาง eu ที่พร้อมจะปะทุออกมาผมคิดว่าการลงทุนในหุ้นต่อจากนี้จะไม่หมูเหมือนอย่างสองปีก่อน จริงๆแล้วปัจจัยพื้่นฐานของประเทศไทยผมคิดว่าดีมาก ถ้าเมืองนอกไม่แย่ผมคิดว่าหุ้นไทยน่าจะ sideway up ขึ้นไปได้เรื่อยๆเลย แต่เมืองนอกก็แย่พอควรผมเลยคิดว่าถ้า usa แค่ slow down และไม่ถึงกับ recession และ eu ยังประคองปัญหาไปเรื่อยๆ หุ้นไทยที่ปัจจัยพื้ันฐานดีจริงก็คงจะค่อยๆขึ้นได้ แต่ถ้า eu เกิดปัญหาบางอย่างขึ้นหนักๆ ผมคิดว่าหุ้นเราก็ลงได้เยอะมาก

ที่เป็นตั้งชื่อหัวข้อว่าทศวรรษแห่งความผันผวนเพราะว่า ปี 2008 หุ้นลงเละ 2009-2010 หุ้นขึ้นกระจาย ปี 2011 หุ้นเหวี่ยงแรงมาก และปัญหาของทาง eu แล้วถ้าศึกษาในเชิงโครงสร้างก็ดูไม่ค่อยมีทางออกง่ายๆ ทางออกอย่างนึงคือ eu bond แต่ทางประเทศที่เสียดอกต่ำๆก็คงไม่ยอม มีคนบอกว่าถ้าโดนบีบมากๆเกิดเยอร์มันออกจาก eu ขึ้นมาจะทำไง (ถ้าเยอร์มันออกจาก eu ผมว่าคุณเลิกเล่นหุ้นไปหลายเดือนได้เลย ไปเที่ยวต่างประเทศเลยก็ได้เดี่ยวผมช่วยหาทัวให้) จะเห็นว่าความผันผวนอย่างมหาศาลของตลาดทุนใน 3 ปีที่ผ่านมาเกิดจากนวัตกรรมทางการเงินบ้าๆบอๆของพวก financial engineering ที่คิดค้น product อย่าง cdo cds ขึ้นมา และพวก ib bank ที่โลภมากอยากได้กำไรก็เข้าไปซื้อเอาไว้ ทำให้เกิดปัญหาวิกฤติเสร็จแล้วก็แก้ปัญหาด้วยแการพิมพ์เงินซึ่งภาคเศรษฐกิจจริงไม่ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งมาก และทาง eu ก็เกิดจากการที่ตอนร่วมกลุ่ม eu เข้ามีเกณฑ์ในการเข้า eu ที่เข็มงวดมาก เพราะยุโรปก็ยัดๆๆๆๆประเทศที่พื้นฐานประเทศไม่แข็งแกร่งพอเข้ามาในกลุ่ม eu แล้วทำให้มีปัญหาอย่างทุกวันนี้ ประเทศบางประเทศก็ให้วาณิชธนกิจตัวย่อ g ไปช่วยคิดค้นวิธีการซ่อนหนี้ของประเทศด้วยรูปแบบแปลกๆแล้วเรื่องก็ค่อยมาแดงตอนหลังว่าจริงๆแล้วหนี้สาธารณะเยอะมากกว่าที่คิดไว้มากๆ จะเห็นได้ว่าความเลวร้ายของปัญหาทุกวันนี้เกิดจากความมักง่าย ความโลภ ความขี้โกงหน้าด้านๆของคนกลุ่มต่างๆ ซึ่งเราในฐานะนักลงทุนก็คงต้องรับมือกับช่วงเวลาที่ความผันผวนสูงมากและโลกมีความเป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้น ทฤษฏี decouple นั้นเราคงเห็นกันแล้วว่าไม่มีจริงหรอก ดาวโจนตก 500 จุดเราก็ลงเละ เอเซียไม่ได้แยกออกจาก usa eu ได้หรอก

นักลงทุนที่ดีควรรู้ว่าภาพใหญ่ของตลาดทุนในช่วงที่ตัวเองลงทุนกำลังเข้าสู่ยุคอะไรและวางแผนรับมือกับความไม่แน่นอนต่างๆให้ดีและผมเชื่อว่านักลงทุนที่สามารถฉกฉวยโอกาสจากความผันผวนได้ (ใช้ประโยชน์จากนายตลาด) สุดท้ายแล้วก็จะรวยขึ้นท่ามกลางความผันผวนครับ ผมเองเป็นคนรุ่นใหม่ใจร้อนไฟแรง ผมยังมีไฟแรงมากดังนั้นผมจึงต้องติดตามภาวะเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดและติดตามข้อมูลหุ้นรายตัวอย่างใกล้ชิดไปด้วยเพื่อที่ว่าถ้าเกิดวิกฤติ eu ขึ้นมาผมอยากจะกำไรจากการช็อตหุ้นที่เสียประโยชน์และอยากไปเก็บของถูกสุดๆตอนเศรษฐกิจฟื้นตัว (ถ้าไม่ได้ติดตามอย่างใกล้ชิดคงเก็บหุ้นฟื้นตัวไม่ได้)

Advertisements