วิกฤตกับการลงทุน

November 28, 2009 by Lin

วันศุกร์ที่ผ่านมาผมยอมรับว่าค่อนข้างกังวลกับวิกฤตล่าสุดที่ดูไบ แม้ว่าวิกฤตดูไบเป็นอีกวิกฤตหนึ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตการลงทุน เป็นธรรมชาติของการลงทุนที่นักลงทุนจะต้องผ่านนับครั้งไม่ถ้วน ตลาดหุ้นที่ถีบตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ความรู้สึกของนักลงทุนจากหดหู่เริ่มจะสดใส ก็กลับมาอึมครึมอีกครั้ง (แม้ว่าบางคนยังจะรู้สึกสดใสอยู่ก็ตาม) คืออีกครั้งที่เห็นความเป็นอนิจจังในตลาดหุ้น

ภาพ ตึกที่สูงที่สุดในโลก Burj Dubai เสร็จพร้อม ๆ กับวิกฤตดูไบ อาถรรพ์ตึกสูงกับวิกฤตอสังหา ความบังเอิญที่ไม่บังเอิญ

ถ้าจะวิเคราะห์ถึงผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้ ผมเชื่อว่าแม้ว่านักเศรษฐศาสตร์จะใช้เครื่องมือหรือโมเดลที่ยอดเยี่ยมทำนาย ความจริงคือความถูกต้องก็ไม่ได้ต่างจากการโยนหัวก้อยเท่าไหร่นัก ผมจึงไม่อยากจะพูดรายละเอียดถึงตัววิกฤตนี้ซึ่งไม่ใช่ประเด็นหลักสำหรับบทความนี้

สิ่งที่สำคัญกว่าสำหรับชีวิตการลงทุน คือการรับมือกับวิกฤตต่างหาก เพราะถ้าเรารับมือกับวิกฤตได้ทุกครั้ง ผมคิดว่าเราสามารถให้ใบประกาศนียบัตรตัวเองได้เลยว่า วิธีการลงทุนนั้นถูกทางแน่นอนแล้ว

อย่างไรก็ดีสิ่งที่ผมคิดว่าเราควรจะทำทุกครั้งที่มีวิกฤตคือ

1.วิเคราะห์ว่าหุ้นของบริษัทมีความเกี่ยวข้องทางตรงกับวิกฤตครั้งนี้แค่ไหน อันนี้เป็นบทพิสูจน์หนึ่งว่า แท้จริงแล้วคุณเข้าใจหุ้นตัวเองแค่ไหน

2. ลำดับถัดมาคือ การทบทวนเหตุผล ที่เราซื้อหุ้นตัวนั้น ๆ ถ้าไม่ใช่เพื่อการลงทุนระยะยาว ก็ควรจะต้องระวังมากในสภาวะลักษณะนี้ที่มีคนพยายามจะขายทำกำไรก่อน เพื่อจะไม่ถือหุ้นไว้เป็นคนสุดท้าย ทุกครั้งที่มีวิกฤต หุ้นที่ตายก่อนคือหุ้นที่ความสามารถในการทำธุรกิจกับตลาดหุ้นสูง แต่มีความสามารถในการทำธุรกิจของตัวเองต่ำ

3. ถ้าคุณมีเงินสดอยู่ การเลื่อนการซื้อหุ้นที่น่าสนใจเพราะความกลัวที่ตลาดหุ้นจะตกต่ำเป็นสิ่งที่มีต้นทุนสูง ในความคิดผม เราไม่ควรจะทำ แม้ว่าอาจจะมีโอกาสซื้อหุ้นตัวนั้น ๆ ถูกลง 10-20% ก็ตาม และถึงแม้ว่าการทะยอยซื้ออาจจะช่วยได้ แต่เท่าที่ผมพิสูจน์มา คือ ถ้าหุ้นยังลง การซื้อเฉลี่ยก็ทำให้เราเจ็บตัวมาก เพราะเรามักจะซื้อเร็วเกินไป (เนื่องจากคิดว่ายังไงก็มีไม้สอง ไม้สามอยู่แล้ว) ซื้อเมื่อมีราคาเหมาะสม และเรามีความเข้าใจมูลค่ากิจการ จะปลอดภัยกว่า

4. การใช้เครื่องมือในการช่วยสำหรับตลาดขาลงและเรามีหุ้นเต็มพอร์ต เช่นการทำ Hedging ผมว่าช่วยได้ แต่การศึกษา TFEX ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งเอามาประกอบกับพอร์ตยิ่งมีความซับซ้อน การทำ Hedge ทางอ้อมที่ดีอีกอย่างหนึ่งคือ การปรับสัดส่วนหุ้นในพอร์ต แต่ก็อีกนั่นแหละว่า มันก็จะย้อนกลับไปถามคุณว่า คุณเข้าใจมูลค่าหุ้นที่คุณถืออยู่แค่ไหน

5. อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อ Fisher ใน Common Stocks and Uncommon Profits ว่า ถ้าหุ้นเราถูกเลือกมาอย่างดี เวลาที่จะขายก็คือ ไม่มีวันขาย ตั้งแต่อ่านหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนมาผมไม่เคยเห็นปรมาจารย์ทางการลงทุนคนไหน ให้เหตุผลว่าขายหุ้นเพราะตลาดไม่ดีเลย

6. สุดท้ายวิกฤตมีให้คุณฝึกฝีมือ และเพิ่มผลตอบแทน ผมเชื่อว่าการที่จะได้ผลตอบแทนที่ดี คุณจะต้องเอาอะไรไปแลก และเวลาที่คุณจะเอาความกล้าแลความรู้ที่มีอยู่ไปแลกคือ เวลาที่ตลาดเริ่มบีบคั้นจนทุกคนตกอยู่ในความกังวล

Advertisements