กำไรธนาคารพาณิชย์ไทย 2555

ถึงตอนนี้ ก็คงจะพอทราบกันแล้วว่า ปีที่ผ่านมาคือปีทองของธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไทย เพราะไม่มีธนาคารใดเลยที่บอกตัวเลขขาดทุน และส่วนใหญ่มีกำไรขาขึ้นกันทั้งนั้น

ล่าสุดผู้บริหารของธนาคารพาณิชย์ไม่ว่าแบบไหน ล้วนวนเวียนออกมาแถลงข่าวประกาศเป้าหมายธุรกิจ มียอดสินเชื่อเติบโตเป็นเลข 2 หลัก และมีกำไรเพิ่มขึ้นทั้งนั้น ใครไม่ทำ ถือว่าตกยุค

ปรากฏการณ์ดังกล่าว ช่างตรงกันข้าม และกลบบังเหตุการณ์ตอนที่รัฐบาลโดยรองนายกรัฐมนตรี กิตติรัตน์ ณ ระนอง และประธาน กยอ.อย่าง ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ออกมาขับเคลื่อนให้เก็บค่าธรรมเนียม 0.47% เข้ากองทุนฟื้นฟูเพิ่ม ธนาคารพาณิชย์เพื่อหักเข้ากองทุนให้ธนาคารชาติเอาไปใช้หนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ที่หมักหมม 1.14 ล้านบ้านบาท เป็นเอ็นพีแอล มายาวนาน 14 ปีเศษเมื่อต้นปีเสียนี่กระไร (เจ้าหนี้กองทุนก็ใช่ใครที่ไหน ธนาคารพาณิชย์นี่เอง วนเวียนเป็นงูกินหางไปมาเท่านั้น)

ในครั้งนั้น หากย้อนกลับไปมองอีกครั้ง บรรดาสื่อ คอลัมนิสต์ นายธนาคาร นักวิชาการสายเกลียดรัฐบาล และนักการเมืองฝ่ายแมลงสาบ พากันออกมาตั้งป้อมกันใหญ่โต กล่าวหาว่า กำลังทำลายธุรกิจธนาคารพาณิชย์เพราะทำให้สเปรดมาร์จิ้น (ส่วนต่างรายได้และต้นทุนดอกเบี้ย) ลดลงฮวบฮาบ โดยที่ไม่ยอมบอกเลยว่า สเปรด ดังกล่าวของแบงก์พาณิชย์ไทยนั้น สูงเกือบที่สุดในโลกอย่างน่าประหลาด ไม่เคยคิดจะลดกันเลย

ปล่อยข่าวลือถึงขั้นคิดจะปลดผู้ว่าการแบงก์ชาติ หรือไม่ก็ทำให้แบงก์พาณิชย์ขาดทุนยกใหญ่กันไปเลย ทั้งที่เงินที่จะหักนั้นแค่ 0.47% ของค่าธรรมเนียม

หรือว่าเป็นความชอบธรรม และสัจธรรม ที่ธนาคารพาณิชย์ควรอิ่มหมีพีมันมากกว่าคนอื่นๆ หรือธุรกิจในสังคม เพราะมีบุญคุณล้นเหลือให้กับประเทศชาติมากกว่ากลุ่มอื่นๆ ดังนั้น ธนาคารจะล้มก็ไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องใหญ่ รัฐต้องเข้าไปอุ้มด้วยต้นทุนเท่าไหร่ก็ยอม เพื่อให้ธุรกิจอภิสิทธิ์นี้ฟื้นกลับมากำไรอิ่มหมีพีมันต่ออีกไม่รู้จบ…ว่างั้น!!

ที่พูดมาทั้งหมดข้างต้นนี้ มิใช่อิจฉา แต่เพราะต้องการชี้ให้เห็นถึงกระบวนการสมคบคิดของคนบางกลุ่มที่แสร้งตาบอดโดยเจตนาให้กับอภิสิทธิ์บางประการของบางธุรกิจ เสมือนหนึ่ง ยิวไชล็อกแห่งเวนิส ย่อมมีความชอบธรรมที่จะเชือดเนื้อของอันโตนิโออย่างสะดวกโยธิน อันตรงข้ามกับข้อสรุปของละครเช็คสเปียร์

มองจากสามัญสำนึกง่ายๆ กำไรของบรรดาธนาคารต่างๆ ล้วนเป็นสัญญาณบอกว่าธุรกิจทั่วไปและเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว ทำให้ยอดเพิ่มของเงินฝาก สินเชื่อ และโอกาสสร้างรายได้ใหม่ๆ ของธนาคารเพิ่มมากขึ้น แต่นั่นก็เป็นแค่มายาภาพเท่านั้น

ข้อเท็จจริงอีกมุมหนึ่ง บอกว่า การที่ธนาคารมีกำไรเพิ่มขึ้นมาก และมากกว่าธุรกิจในภาคการผลิตที่แท้จริง ต้องตรวจสอบและระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะมันอาจจะเป็นสัญญาณอันตรายได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันว่าทุนการเงินกำลังฉกฉวยประโยชน์แบบปลิงดูดเลือดสังคมในยามเศรษฐกิจเป็นขาขึ้นอย่างโลภโมโทสัน เพราะเมื่อใดที่ธนาคารทำกำไรมากกว่าธุรกิจที่ไม่ใช่ธนาคาร แสดงว่า ต้องมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น เนื่องจากทุนในมือธนาคารถูกผันแปรไปเป็นความมั่งคั่งที่ไม่ได้ส่งผลบวกต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่เกิดจากการเก็งกำไรหรือผูกขาดตัดตอนอื่นๆ

สมมติฐานสำคัญอยู่ที่ว่า กำไรของธนาคารที่ผิดปกตินั้น มักจะเกิดขึ้นมาจากการผ่องถ่ายหรือผลักดันให้ธุรกิจต้องจ่ายในภาคการผลิตเกินจำเป็น

สภาพของธุรกิจในปัจจุบันที่มีตลาดทุนเติบโตถ่วงดุลอำนาจของทุนธนาคารพาณิชย์แบบในอดีต ย่อมมีแรงกดดันสารพัดด้านที่ทำให้ความสามารถในการทำกำไรต่ำลงโดยเปรียบเทียบกับอดีต จนมีคนกล่าวว่า ยุคทองของธนาคารในฐานะ “กาฝากอาชีพอันทรงเกียรติ”

นั้นสิ้นสุดลงไปแล้ว และอาชีพนักการธนาคารก็เป็นอาชีพที่ใครๆ ก็ทำได้ ไม่ถึงขนาดคำเปรย “เอาเสาไฟฟ้า” มาทำก็ได้ แต่ความสำเร็จของนางกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ อดีตนักการตลาดขายสินค้าบริโภคในธนาคารไทยพาณิชย์ปัจจุบัน ก็บ่งบอกในตัวเองแล้วว่า “แค่ไหน”

รายได้ของธนาคารพาณิชย์นั้นแม้จะมีโครงสร้างซับซ้อนแค่ไหน ก็มาจาก 3 แหล่งต่อไปนี้เท่านั้นแหละ

1) รายได้จากส่วนต่างดอกเบี้ยฝากกับสินเชื่อ หรือ สเปรด ซึ่งธนาคารไทยสูงระดับหัวแถวในโลก แต่ก็ยังทุรังเถียงกันทั้งวงการว่าต่ำไป ไม่ใช่แตกเฉพาะอัตราเท่านั้น แต่ยังต่างกันด้วยเงื่อนเวลา และเงื่อนไขอื่นอีก (เช่น ค่าปรับหรืออื่นๆ)

2) รายได้จากค่าธรรมเนียมสารพัด ซึ่งยิ่งนานวันยิ่งเบ่งบานจากการเร่งผลิตบริการหารายได้ส่วนนี้ถี่ยิบ โดยเฉพาะบัตรพลาสติกทั้งหลาย (ขนาดโอนฝากเงินข้ามสาขาให้ตัวเองยังต้องเสียเลย กล้าทำได้ลงคอ)

3) ทำกำไรจากเงินลงทุนในธุรกิจการเงินครบวงจรเกี่ยวข้องตามสูตรยูนิเวอร์แซล แบงกิ้งม้วนเดียวจบ แบบเยอรมัน (รวมทั้งอินเวสต์เมนต์แบงก์ และหลักทรัพย์ หรือกองทุนรวมหรือประกัน)

รายได้เหล่านี้ ทำให้แม้ว่าในหลายปีมานี้ ธนาคารพาณิชย์ทั้งหมด จะถูกล่ามโซ่ด้วยเงื่อนไข “บาเซิลทู” และกำลัง “บาเซิลทรี” ก็ยังทำกำไรกันได้อ้วนพีอย่างนี้ (ตรงกันข้ามกับธนาคารชาติที่นับวันจะบักโกรกมากขึ้น โดยเฉพาะในยามที่ค่าเงินบาทแข็งอย่างนี้ ยิ่งขาดทุนและมีหนี้เพิ่มขึ้นบานทะโร่ตามสูตรแบงก์ที่แสนดีของประเทศ) จะให้สรุปว่าอย่างไรกันดี หากไม่บอกว่า “ซื้อหุ้นแบงก์ให้เยอะๆ”

นักเศรษฐศาสตร์สติเฟื่องอเมริกันคนหนึ่งเรียกร้องให้นำเอาสิ่งที่เรียกกันว่า “ภาวะขัดแย้งของโวล์คเกอร์” (Volcker’s Paradox) ซึ่งนำชื่อของอดีตนายธนาคารกลางสหรัฐมาใช้เรียก เพื่อกระตุ้นให้ธนาคารกลางอย่างแบงก์ชาติ ต้องเร่งสร้างกติกาใหม่เพื่อเปิดเสรีทางการเงิน หรือกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันใหม่ๆ ทางธุรกิจการเงิน เพื่อบีบคั้นให้ธนาคารพาณิชย์ทำตัวเป็นประโยชน์ต่อภาคธุรกิจมากกว่าโกยกำไรเข้าตัวอย่างที่เป็นอยู่

คำถามก็คือ เจ้าหมอนี่ลืมไปว่าในประเทศไทยนั้น ระหว่างนายธนาคารพาณิชย์ กับนายธนาคารกลาง ใครใหญ่กว่ากัน และใครสั่งใครกันแน่

ใครตอบได้ มีรางวัลครับ ท่านผู้ชม?

Advertisements