คอลัมน์พลวัต : ศิลาลื่น กลางน้ำเชี่ยว
18-01-2013 04:07:06

1 เดือนเศษมานี้ น่าเห็นใจกลุ่มเครือเจริญโภคภัณฑ์เป็นอย่างยิ่ง ตกเป็นข่าวใหญ่ในหนังสือพิมพ์ที่ฮ่องกงเกือบทุกวัน และยังประปรายไปยังสื่อใหญ่ทั่วโลกอีกด้วย จนกระทั่งดูเหมือนกลายเป็นผู้ร้ายที่ต้องรับกรรมที่ไม่ได้ก่อ ทุกสัปดาห์ต้องมาออกแถลงการณ์ปฏิเสธซ้ำซากว่า เจตนาและกระบวนการในการได้เงินมาเพื่อเข้าซื้อหุ้นบริษัทประกันชีวิตอันดับสองของจีนนั้น ไม่ได้ผิดเงื่อนไขของกฎหมายแต่อย่างใด แต่ไม่ได้เอาเงินของคนอื่นมาซื้อ
ที่ว่าน่าเห็นใจเพราะดูเหมือนว่า ข่าวที่ออกไปมากเท่าใด ภาพลักษณ์ของกลุ่มซีพีในมุมมองนักการเงินต่างชาติ จะมัวหมองเสมือนกลุ่มที่มีพฤติกรรมอำพรางมากขึ้นเรื่อยๆ จากข่าวซ้ำซากที่เกิดขึ้น
ความเสียหายทางด้านภาพลักษณ์เช่นนี้ ปล่อยไปไม่แก้ไขเสียเลย ก็ยิ่งหนักกว่าเก่าจนยากจะแก้กลับมาหากสายเกิน จะแก้ไขเร็วไป หรือแก้ไม่ตรงจุด ก็หาว่าร้อนตัว แล้วก็หากแก้ข่าวแรงเกินไป ก็เป็นการชวนวิวาทอีก คนที่ไม่เคยตกเป็นเหยื่อของข่าวลือเท็จในพื้นที่ข่าวสาร คงจะไม่มีวันเข้าใจ จนกว่าจะเจอด้วยตนเอง
ว่ากันตามจริงแล้ว ดีลที่ว่านี้ กลุ่มซีพีก็เหมือนจะไม่ได้อะไรมากนัก เพราะเอาเข้าจริงธุรกิจประกันชีวิตที่ว่านี้ ก็ถูกยึดกุมอำนาจบริหารในมือคนของรัฐบาลจีนไม่เปลี่ยนแปลง เนื่องจากจำนวนสัดส่วนหุ้นที่ซื้อขายนั้นมีแค่ 15.6% เท่านั้น อย่างดีที่สุดก็จะได้แค่ส่งคนเข้าไปนั่งเป็นกรรมการ 1 คน แต่ไม่ได้มีส่วนในการบริหาร แล้วเหงือกแห้งรอรับแค่เงินปันผล (หากมี) ปลายปีในอนาคตเท่านั้น หากพิจารณาความคุ้มค่ากับถูกกล่าวหาแล้ว ขาดทุนเห็นๆ
เพียงแต่ว่า สำหรับดีลธุรกิจที่เดินหน้าออกตัวมาตั้งครึ่งค่อนแล้วอย่างดีลซีพี-บริษัทประกันชีวิตจีนนี้ เหมือนกับการเดินบนศิลาลื่นกลางแม่น้ำอยู่แล้ว จะเดินหน้าหรือถอยหลังก็เสี่ยงไม่แพ้กัน
ดังที่ทราบกัน ธนาคาร HSBC ของอังกฤษที่มีฐานยาวนานในฮ่องกง (สมัยก่อนถือเป็นตัวแทนอาณานิคมอังกฤษ เพราะพิมพ์ธนบัตรฮ่องกงแทนรัฐบาลอังกฤษเลยทีเดียว) ซึ่งเคยถือหุ้นทั้งทางตรง 16.8% และอ้อม แบบ H shares ผ่านบริษัทในกลุ่มอีกประมาณถึง 48.22% รวมแล้ว 65.02% ใน Ping An Insurance (Group) Company of China, Ltd. บริษัทโฮลดิ้ง ซึ่งเน้นบริษัทในเครือทำธุรกิจประกันภัย และการเงินหัวแถวของจีน มีสำนักงานใหญ่อยู่ในเซินเจิ้น โดยไม่ได้บริหารเช่นกัน ต้องการขายหุ้นที่ถือ 15.6% ให้กับบริษัท 4 แห่งในจีนของเครือเจริญโภคภัณฑ์ มูลค่า 2.88 แสนล้านบาท หรือ 9.38 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้าง เพื่อเพิ่มรายได้พิเศษหลังจากที่กำไรปกติหดหายไป จากการถูกปรับเป็นเงินเรื่องอื้อฉาวร่วมฟอกเงินกับนักก่อการร้าย และธุรกรรมสีเทาหลายประเทศในอดีต จนต้องขายกิจการที่กำไรต่ำออก
เพียงเริ่มต้น ก็มีคนเอาข้อมูลมาแฉโพยโดยไม่มีใครกล้ายืนยันว่า โครงสร้างผู้ถือหุ้นอันซับซ้อนของบริษัทนี้ มีไอ้โม่งเป็น ”ผู้ใหญ่” ในพรรคคอมมิวนิสต์จีนและกองทัพปลดแอกประชาชนจีนถืออยู่ รวมทั้งนายกรัฐมนตรี เหวิน เจีย เป่า จากนั้นก็ตามมาแฉเพิ่มว่า เบื้องหลังดีลนั้น กลุ่มซีพีไม่ได้ใช่เงินตัวเอง แต่กู้เงิน หรือใช้เงินคนอื่น ซึ่งผิดกฎหมายประกันภัยของจีนที่ต้องเอาเงินของตนเท่านั้น ห้ามกู้ยืมคนอื่นมา
กลุ่มซีพีจ่ายเงินล็อตแรกเป็นมัดจำไปแล้ว แต่ล็อตหลังต้องรอเงินอนุมัติจากธนาคารเพื่อการพัฒนาของจีน (CDB) ล็อตแรกก็ผิดกฎหมายด้วย เพราะ 2 ในสามของเงินที่จ่ายเอามาจากคนลึกลับชื่อ เสี่ยว เจี้ยน หัว ชาวจีนที่เกิดในมณฑลชานตง และถือพาสปอร์ตแคนาดา ซึ่งมีธุรกรรมลึกลับ ที่ไปกู้ต่อมาจาก 3 ธนาคารท้องถิ่นใน 3 มณฑล อย่างมองโกลเลียใน ซันตุง และเจ้อเจียง เพื่อกินหัวคิวดอกเบี้ย และอีก 1 ใน 3 เอามาจากคนชื่อทักษิณ ชินวัตร
อย่างหลังนี้ คนไทยที่รู้จักเจ้าสัวธนินท์ และทักษิณ ชินวัตร คงหัวร่อกับความสัมพันธ์นี้ แต่คนจีนและฮ่องกงไม่ขำ ทึกทักว่าน่าจะจริง ก็เลยมีการกระพือข่าวถี่เป็นชุดประจำวัน ยิ่งสาวลึกและบานปลายมากเท่าใด ภาพลักษณ์ของคนตกเป็นข่าวก็ยับเยินไปเรื่อยๆ
หลายคนสงสัยว่า ต้นตอข่าวทั้งหลาย มีโอกาสที่จะออกมาจากกลุ่มทุนในจีนที่ใหญ่โตไม่แพ้กันอย่างกลุ่ม China Citic Group ที่เคยเป็นตัวเก็งในการได้ดีลนี้ก่อนซีพี แต่ถูกตัดหน้าไป
ข่าวล่าสุด เอาอีกแล้วว่า ธนาคาร CDB ระงับการปล่อยสินเชื่อเงินกู้มาจ่ายงวดสองไปแล้ว และวันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้ คณะกรรมการกำกับดูแลประกันภัยของจีน China Insurance Regulatory Commission (CIRC) น่าจะระงับดีลนี้
ข่าวนี้ทำเอาหุ้น HSBC ที่เทรดในตลาดหุ้นร่วงระนาวทั่วโลก เพราะขายหุ้น Ping An ไม่ออก ทำให้สะดุดแผนปรับโครงสร้างการเงินเสียหายรุนแรง ส่วนกลุ่มซีพี ก็เสียหายภาพลักษณ์หรือค่าความนิยม จากข้อหาว่าทำธุรกรรมในลักษณะ acting in concert ไม่ว่าจะซื้อแทนผู้อื่น และ/หรือ ซื้อโดยมีจุดมุ่งหมายร่วมกับผู้ซื้อหุ้นอื่นหรือผู้ถือหุ้นอื่น ชนิดยากจะประเมินค่า ซึ่งอาจจะมากมายหลายเท่ากว่ามูลค่าที่เป็นตัวเงิน เพราะโลกปัจจุบันนี้ การทำธุรกรรมอำพรางนั้นมีโอกาสถูกเข้าใจว่าโยงใยเข้ากับการฟอกเงินข้ามชาติได้ง่ายเหลือเกิน
ร้ายยิ่งกว่านั้น การเมืองในจีนช่วงกำลังเปลี่ยนผ่านอำนาจทุก 10 ปี จากยุคหู-เหวิน มาสู่สี จิ้น ผิง ก็คุกรุ่นด้วยพลังอำมหิตที่แผ่ซ่านกันจนรู้สึกได้ด้วยพลังลมปราณ แถมยังแทรกเข้ามาด้วยกลุ่มของป๋อ ซี ไหล ที่เป็นคลื่นใต้น้ำข้างล่างอีก เหมือน 3 ก๊กที่ไม่เป็นทางการ ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์น่าอึดอัดอย่างยิ่ง
มีกระแสกระซิบ (ไม่ยืนยัน) ด้วยเสียงอันกระหึ่มว่า คนที่รู้เรื่องนี้ดีที่สุดชื่อ หวัง ชี่ ฉาน ซึ่งเป็นกรรมการโพลิตบูโรของพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่ประสานงานดีลนี้อยู่เบื้องหลัง แต่คนที่ถูกอ้างก็ยังไม่ยอมพูดอะไรเลย ปล่อยให้ทุกอย่างตกในความเงียบงัน
งานนี้ ไม่มีใครรู้ว่า เจ้าสัวธนินท์ เรียก กอบศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ผู้ช่ำชองหมากล้อมและค่ายกลสามก๊กปรึกษากี่รอบแล้ว การแถลงข่าวที่ซ้ำซากแบบ ”ย้ำคิดย้ำทำ ว่าไม่ได้ทำอย่างที่ถูกกล่าวหา ข่าวเป็นเท็จ” และ ”ถ้า CIRC อนุมัติให้ซื้อได้ บริษัทในเครือของเครือเจริญโภคภัณฑ์มีแหล่งเงินทุนพร้อมที่จะใช้ชำระราคาค่าซื้อหุ้น“ จึงไม่ค่อยมีใครใส่ใจฟังเอาเสียเลย สู้ข่าวอันสนุกสนานจากหน้าสื่อโดย ”แหล่งข่าว” ระดับสูง ลึก และลับ ทั้งหลายไม่ได้เลย
เช่นเดียวกัน เอกสาร “แก้ข่าวดีลล้ม” ของ HSBC และ Ping An เองที่สลับกันออกกับซีพี ก็ตกอยู่ในสภาพไม่แตกต่างกัน เพราะมีคนเชื่อน้อยกว่าไม่เชื่อ
ไฟลามทุ่งบนพื้นที่สื่ออย่างนี้ ไม่รู้ว่าจะเกิดปรากฏการณ์ กิ้งกือหกคะเมน เพราะเหยียบศิลาลื่นกลางน้ำเชี่ยว ได้หรือไม่ เมื่อไหร่ เอาเป็นว่าต้นเดือนภุมภาพันธ์ได้ลุ้นความจริงกันจาก CIRC กันเสียก่อน แต่คนที่ลุ้นคงต้องเหนื่อยยิ่งกว่าตอน ดูบอลไทยให้ได้แชมป์ซีเกมส์ หรือลุ้นให้ทักษิณกลับบ้าน หรือลุ้นให้ศาลโลกตัดสินให้ไทยชนะกัมพูชากรณีเขาพระวิหาร หลายสิบเท่า

Advertisements