ถึงรอบหุ้นการบิน-ยานยนต์
** รับไฮซีซั่นท่องเที่ยว- Motor Expo

วงการโบรกฯ ออกโรงแนะ นลท. เก็บหุ้นสายการบิน-ยานยนต์ ดักงาน Motor Expo 2012 ที่ได้กฤษ์เปิดฉาก 29 พ.ย.-10 ธ.ค. 55 แถมเข้าสู่ช่วง High Season ของธุรกิจท่องเที่ยว ส่วนดาวเด่นเลือก THAI-AAV-AOT-SAT-AH-FPI-TKT ฟากบิ๊ก MBKET งัดกลยุทธ์ลงทุนปี 56 ลุยกลุ่มวัสดุก่อสร้าง-อสังหาฯ-แบงก์ ขณะที่ บล.ทิสโก้ ชูแบงก์-พลังงาน-ค้าปลีกเด่น พร้อมคาด SET Index ปี 56 แตะ 1,450-1,500 จุด

***FSS แนะเก็บหุ้นสายการบิน-ยานยนต์ ดักงาน Motor Expo 2012

บล.ฟินันเซียไซรัส เปิดเผยว่า แม้การชุมนุมประท้วงใหญ่ขับไล่รัฐบาลในสุดสัปดาห์นี้ อาจกระทบหุ้นกลุ่มสายการบินและการท่องเที่ยว แต่เป็นแค่ในระยะสั้น ไม่น่าบานปลาย เพราะใกล้เทศกาลเฉลิมฉลอง ขณะที่หุ้นกลุ่มดังกล่าวเริ่มเข้าสู่ High Season ดังนั้นหุ้นที่ปรับตัวลงในช่วงนี้จึงเป็นจังหวะให้ซื้อ โดยบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI ให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 28 บาทต่อหุ้น, บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AAV ให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 4.80 บาทต่อหุ้น และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 95 บาทต่อหุ้น
ส่วนหุ้นในกลุ่มยานยนต์ คาดประกาศยอดผลิตรถยนต์เดือนตุลาคม 2555 ในสัปดาห์นี้ ซึ่งมีโอกาสทำ New High ต่อเนื่อง ขณะที่แนวโน้มเดือนที่เหลือของปีอุตสาหกรรมดังกล่าวยังดีต่อเนื่อง เพราะจะได้แรงกระตุ้นจากงาน Motor Expo 2012 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 29 พฤศจิกายน- 10 ธันวาคม 2555 จึงแนะนำลงทุนหุ้นบริษัท สมบูรณ์ แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ SAT ให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 38 บาทต่อหุ้น, บริษัท อาปิโก ไฮเทค จำกัด (มหาชน) หรือ AH ให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 27.50 บาทต่อหุ้น ,บริษัท ฟอร์จูน พาร์ท อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) หรือ FPI ให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 13 บาทต่อหุ้น และบริษัท ที.กรุงไทยอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ TKT ให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 5.40 บาทต่อหุ้น

***MBKET แนะทยอยสะสม AOT รับอุตฯ ท่องเที่ยวโต

บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าราคาหุ้น บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ที่มีแนวโน้มอ่อนตัวลงในสัปดาห์นี้ จากความกังวลต่อเหตุชุมนุมในช่วงสุดสัปดาห์ เชื่อว่าเป็นเพียงปัจจัยลบระยะสั้นเท่านั้น จึงเป็นโอกาสในการเข้าทยอยสะสม เพราะฝ่ายวิเคราะห์ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อทิศทางการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า จากจำนวนนักท่องเที่ยวในภูมิภาคที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังเกิด AEC ในปี 2558 รวมทั้งการเปิดใช้ 2 สนามบิน คือสุวรรณภูมิ และดอนเมือง ตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา จะช่วยลดความแออัดของสนามบินสุวรรณภูมิ และเอื้อประโยชน์ให้ Low Cost Airline มีการเปิดเส้นทางบินระยะสั้นในภูมิภาคมากขึ้น เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวและส่งผลประโยชน์โดยตรงต่อรายได้ค่าธรรมเนียมการใช้สนามบิน
ดังนั้นฝ่ายวิเคราะห์จึงคาดว่ากำไรปกติปี 2554/2555 จะเติบโต +63% yoy เป็น 6,653 ล้านบาท และต่อเนื่อง +16% yoy เป็น 7,741 ล้านบาทในปี 2555/2556 และยังมี Upside Risk อีกราว 6 บาทต่อหุ้น จากรายได้การให้สัมปทานเชิงพาณิชย์ที่สนามบินดอนเมืองอายุ 10 ปี ซึ่งยังไม่ได้รวมอยู่ในประมาณการของฝ่ายวิเคราะห์และราคาหุ้นมีปัจจัยบวกระยะสั้นรออยู่ เนื่องจากเป็น 1 ในหุ้น ที่ถูกเพิ่มเข้าสู่การคำนวณดัชนี MSCI Thailand โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2555

***ASP แนะถือ THAI หวั่นขยายฝูงบินเพิ่มภาระรายจ่ายคงที่มากขึ้น

บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า THAI ประกาศผลประกอบการไตรมาส 3/2555 พลิกจากขาดทุนในงวดไตรมาสก่อนหน้ามามีกำไรสุทธิที่ 1.75 พันล้านบาท ใกล้เคียงกับที่ฝ่ายวิจัยคาดไว้ แต่หากตัดรายการพิเศษที่เป็นรายได้สุทธิราว 301 ล้านบาท ซึ่งหลักๆ มาจาก การกลับรายการค่าใช้จ่ายสำรองคดีที่ฟ้องร้อง เงินชดเชยเครื่องบินล่าช้า ขาดทุนจากการด้อยค่าทรัพย์สิน และขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน กำไรปกติในงวดนี้ของ THAI จะพลิกจากขาดทุนในไตรมาสก่อนมาอยู่ที่ 1.45 พันล้านบาท ปัจจัยหลักมาจากการเร่งทำตลาดจนยอดผู้โดยสารที่ฟื้นตัวขึ้น 7.3%qoq ซึ่งคิดเป็นอัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) ที่ 76.7% และผลบวกจากตั๋วโปรโมชั่นช่วงน้ำท่วมที่หมดอายุในครึ่งปีแรก ช่วยให้รายได้ต่อคน ต่อ กม. (Passenger Yield) ขยับขึ้นเล็กน้อย qoq รายได้รวมในไตรมาส 3/2555 จึงฟื้นตัวราว 7.9%qoq ขณะที่ต้นทุนหลัก คือ น้ำมันปรับตัวลงได้เล็กน้อยที่ 2.7%qoq
ส่วนต้นทุนอื่นยังค่อนข้างทรงตัว ทั้งนี้แม้จะเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวแล้ว แต่ผลกระทบจากที่ THAI ได้ปรับเพิ่ม Fuel Surcharge นับจากตุลาคม 2555 เพื่อช่วยชดเชยภาระรายจ่ายน้ำมันได้มากขึ้น ถึงจะช่วยให้จุดคุ้มทุนมีแนวโน้มลดลงจากระดับ Cabin Factor ทีราว 76% เหลือ 75% แต่ส่งผลให้ปริมาณผู้โดยสารเดือนตุลาคม 2555 ต่ำกว่าไตรมาส 4 ปกติ คือ มี Cabin Factor เหลือเพียง 74% ดังนั้น แม้ปริมาณผู้โดยสารที่ฟื้นตัวมาอยู่ราว 77% ในเดือนพฤศจิกายนและมักจะสูงต่อเนื่องในเดือน ธันวาคมจะช่วยให้ Cabin Factor ในไตรมาส 4/2555 จบได้ที่ราว 76% แต่ระดับที่เหนือจุดคุ้มทุนไม่มาก ขณะที่คาดในไตรมาส 4/2555 จะมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าปกติจากรายจ่ายโบนัส เนื่องจากยังไม่มีการสำรองไว้ก่อนใน 3 ไตรมาสก่อนหน้าเหมือนปีก่อนๆ จึงเชื่อว่า THAI จะสร้างผลกำไรไตรมาส 4/2555 ในระดับเพียง 0.5-1.0 พันล้านบาท
ดังนั้น แม้กำไรสุทธิงวด 9M55 จะใกล้เคียงกับกำไรทั้งปี 2555 ของฝ่ายวิจัยที่ 3.8 พันล้านบาท แต่ฝ่ายวิจัยยังยึดหลักอนุรักษ์นิยมคงประมาณการเดิม เช่นเดียวกับประมาณการกำไรปี 2556 ที่คงไว้ที่ 4.9 พันล้านบาท แม้มีการปรับเพิ่มในส่วนต้นทุนพนักงานและดอกเบี้ยจ่ายเพื่อสะท้อนการขยายฝูงบิน แต่คาดยังได้รับชดเชยทั้งหมดจากต้นทุนค่าเสื่อมราคาที่จะประหยัดได้ขึ้นกว่าคาด คือ ราว 3.0 พันล้านบาทต่อปี หลังจาก THAI กำลังทบทวนปรับนโยบายค่าเสื่อมราคาจากที่ตัดเป็นแบบเส้นตรง 15 ปี เป็น 20 ปีนับจากปี 2556 สำหรับเครื่องบินทุกลำจากเดิม THAI วางแผนจะปรับเพียงเครื่องบินระยะทางไกลซึ่งจะช่วยลดค่าเสื่อมราคาเพียงราว 1.0-1.5 พันล้านบาทต่อปี โดยฝ่ายวิเคราะห์กำหนดมูลค่าพื้นฐานปี 2556 อยู่ที่ 25.6 บาทต่อหุ้น อิง PBV ที่ลดลงจากเดิม 0.85 เท่า มาอยู่ที่ 0.80 เท่า โดยเทียบเคียงกับค่าเฉลี่ยสายการบินทั่วโลกและด้วยการแข่งขันธุรกิจการบินที่ยังรุนแรง ขณะที่มีความเสี่ยงมากขึ้นจากรายจ่ายจากการขยายฝูงบินที่เป็นภาระค่าใช้จ่ายคงที่ในปีหน้า นอกเหนือไปจากต้นทุนหลัก คือ รายจ่ายน้ำมัน จึงยังแนะนำเพียงถือ

***บล.กรุงศรี แนะเก็งกำไร AAV ให้ราคาเป้าหมาย 4.80 บ.

บล.กรุงศรี เปิดเผยว่าผลการดำเนินงานของ AAV ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องหลังปี 2555 ด้วยกลยุทธ์การดำเนินงานเชิงรุก จากการขยายฝูงบินและเส้นทางบินอย่างต่อในในห้าปีข้างหน้า โดยอาศัยข้อได้เปรียบด้านตราผลิตภัณฑ์เป็นที่รู้จักและต้นทุนการดำเนินงานต่ำกว่าคู่แข่ง แต่เนื่องจากไม่มีนโยบายจ่ายปันผลใน 3 ปีข้างหน้า ประกอบกับมี Upside จากมูลค่าพื้นฐานไม่มาก จึงเหมาะสำหรับหาจังหวะเข้าลงทุนระยะสั้นตามคาดการณ์การฟื้นตัวของผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/2555 ฝ่ายวิเคราะห์จึงเปลี่ยนไปใช้มูลค่าพื้นฐานปี 2556 ไว้ที่ 4.80 บาทต่อหุ้น ตาม P/E เป้าหมายที่ 16 เท่า (ระดับสูงสุดของ SET) และแนะนำเก็งกำไร

***บล.ทิสโก้ ระบุ SAT เฮ! หลังอุตฯ ยานยนต์หนุนผลงานสดใส

บล.ทิสโก้ เปิดเผยว่า SAT รายงานผลประกอบการไตรมาส 3/2555 สูงเป็นประวัติการณ์โดยมีกำไรก่อนรายการพิเศษ 251 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% YoY และ 50% QoQ โดยผลประกอบการเป็นไปตามที่ฝ่ายวิเคราะห์และตลาดคาดการณ์ รายได้เพิ่มขึ้น 25% YoY และ 10% QoQ มาเป็น 2.45 พันล้านบาท สนับสนุนโดยยอดการผลิตรถยนต์และคำสั่งซื้อที่สูงขึ้น ผลประกอบการ 9M55 คิดเป็น 70% จากประมาณการผลประกอบการของฝ่ายวิเคราะห์ในปีนี้ ขณะเดียวกันในช่วงไตรมาส 3/2555 อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเป็น 16.3% จากเดิม 14.4% ในช่วงไตรมาส 2/2555 เนื่องจากต้นทุนการ Outsource ที่ลดลงและการใช้ประโยชน์โรงงาน ICP2 ที่เพิ่มขึ้น โดยฝ่ายวิเคราะห์เชื่อว่าอัตรากำไรขั้นต้นมีแนวโน้มที่ดีขึ้นตามประสิทธิภาพการทำงานของโรงงาน ICP2 และกำลังการผลิตจะเพิ่มขึ้นจนเต็มประสิทธิภาพในช่วง 1H56 ซึ่งส่งผลประโยชน์ต่อแนวโน้ม SAT ในระยะยาว
นอกจากนี้ฝ่ายวิเคราะห์ยังคาดว่าการดำเนินงานของ SAT จะดีขึ้นต่อเนื่องในช่วงไตรมาส 4/2555 โดยอ้างอิงจากยอดคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นและงาน Motor Expo ในเดือนธันวาคม 2555 ซึ่งจะช่วยเพิ่มยอดขายภายในประเทศ โดยผลประกอบการที่สูงขึ้นในปีนี้จะเพิ่มขึ้นมาจากยอดคำสั่งซื้อและการผลิตที่เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับความต้องการที่ตกค้างมาจากปีก่อน ส่วนกลยุทธ์การลงทุนแนะนำให้ซื้อ โดยมีมูลค่าที่เหมาะสม 33.45 บาทต่อหุ้น และแนวโน้มการดำเนินงานที่ดีขึ้นของปี 2555 ปัจจัยพื้นฐานของบริษัทยังคงดีขึ้นจากประสิทธิภาพของโรงงาน ICP 2 ที่เพิ่มขึ้น จึงยังคงประมาณการยอดขายและประมาณการผลประกอบการสำหรับปี 2555F ที่ 9.5 พันล้านบาท และ 898 ล้านบาทตามลำดับ อย่างไรก็ตามความเสี่ยงของ SAT คือ 1.ความผันผวนของราคาเหล็ก 2. การยกเลิกคำสั่งซื้อ และ 3. เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว

***KK การันตีผลงาน AH ใน Q4/55 ยังแกร่งตามอุตฯ ยานยนต์

บล.เกียรตินาคิน เปิดเผยว่า AH รายงานผลประกอบการในไตรมาส 3/2555 มีกำไรฟื้นตัวต่อเนื่องตามคาดอยู่ที่ 168 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% YoY เป็นไปตามการขยายตัวของภาวะอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย โดยไตรมาส 3/2555 AH ทำสถิติรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 4,303 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42% YoY และ 9% QoQ ขณะที่ยังรักษาระดับอัตรากำไรขั้นต้นไว้ได้ที่ราว 6% ทรงตัว YoY และ QoQ แต่กำไรไตรมาส 3/2555 ลดลง 40% QoQ เนื่องจากไตรมาส 2/2555 มีรายได้ค่าสินไหมประกันภัย 90 ล้านบาท ขณะที่ไตรมาส 3/2555 ไม่มี ส่วนแนวโน้มไตรมาส 4/2555 ฝ่ายวิเคราะห์คาดว่าผลประกอบการของ AH จะยังคงแข็งแรงต่อเนื่อง เพราะผู้ผลิตรถยนต์ยังเร่งกำลังการผลิตเพื่อส่งมอบรถยนต์ให้ทันความต้องการ โดยเฉพาะอีซูซุ ซึ่งเป็นลูกค้าหลักของ AH ปัจจุบันมียอดจองรถค้างส่งมอบรวมกว่า 2 แสนคัน นอกจากนี้ AH ยังมีโอกาสได้รับเงินสินไหมประกันเพิ่มอีกจากที่เรียกร้องไปทั้งสิ้นราว 700 ล้านบาท และได้มาแล้วราว 320 ล้านบาท
ส่วนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องจนถึงกลางปี 2556 เป็นอย่างน้อย ด้วยแรงกระตุ้นจากนโยบายรถคันแรก จึงคาดว่ายอดผลิตรถยนต์ปี 2555 จะอยู่ที่ราว 2.31 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 58% YoY และคาดปี 2556 ยอดผลิตรถยนต์จะเติบโตต่อเนื่อง 9% YoY ไปอยู่ที่ 2.52 ล้านคัน ทั้งนี้ ในช่วงปี 2555-2556 ซึ่งพบว่าผู้ผลิตรถยนต์มีการลงทุนขยายกำลังการผลิตรถยนต์ในประเทศไทยมากเป็นประวัติการณ์รวมกว่า 5-6 แสนคันต่อปี ทำให้กำลังการผลิตรถยนต์ของประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นเป็นราว 3.3 – 3.4 ล้านคันต่อปี นอกจากนี้ยังประเมินว่าราคาหุ้น AH ในปัจจุบันยังไม่สะท้อนต่อแนวโน้มผลประกอบการที่ดีต่อเนื่องในอนาคตและโอกาสเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย มีส่วนต่างราคาหุ้นกับมูลค่าเหมาะสมสูงถึง 47% จึงยังคงคำแนะนำซื้อ โดยประเมินมูลค่าเหมาะสมเท่ากับ 27.70 บาทต่อหุ้น ขณะเดียวกันในระยะสั้นคาดว่าหุ้นในกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์จะได้รับปัจจัยบวกจากการจัดงาน Motor Expo และงานฉลองยอดผลิตรถยนต์ครบ 2 ล้านคัน ในเดือนพฤศจิกายน 2555 ทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมากขึ้น ในขณะที่ปี 2556 จึงประเมินว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมีความเสี่ยงจากการอ่อนแรงลงของแรงกระตุ้นจากนโยบายรถ
คันแรกในช่วงครึ่งปีหลัง

***KK แนะเก็บ TKT ให้ราคาเป้าหมาย 5.10 บ.

บล.เกียรตินาคิน เปิดเผยว่าแม้แนวโน้มผลประกอบการในไตรมาส 4/2555 ที่ฝ่ายวิเคราะห์คาดว่ากำไรของ TKT จะอ่อนตัวลง แต่คาดว่าผลประกอบการในระยะยาวจะมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องตามการขยายตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยหลังจากที่ผลประกอบการของ TKT มีเสถียรภาพมากขึ้นจากการปรับปรุงกระบวนการผลิตได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้นจึงคาดว่ากำไรในปี 2556 จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หรือเพิ่มขึ้นเป็น 97 ล้านบาท จากปี 2555 ที่คาดว่าจะมีกำไร 85 ล้านบาท พร้อมทั้งคงคำแนะนำซื้อหุ้นดังกล่าว โดยให้มูลค่าเหมาะสมเท่ากับ 5.10 บาทต่อหุ้น

***บิ๊ก MBKET แนะกลยุทธ์การลงทุนปี 56 เน้นลุยหุ้นกลุ่มวัสดุก่อสร้าง-อสังหาฯ-แบงก์

นายมนตรี ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) หรือ MBKET เปิดเผยว่ากลยุทธ์การลงทุนในปี 2556 แนะนำให้ลงทุนในหุ้นกลุ่มวัสดุก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ และธนาคารพาณิชย์ เพราะหุ้นในกลุ่มดังกล่าวมีส่วนเกี่ยวข้องกับการลงทุนของภาครัฐในอนาคต นอกจากนี้ยังประเมินว่าในส่วนของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ภายในประเทศที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวข้องกับประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง พม่า ลาว นั้น กำลังเตรียมการลงทุนเพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในปี 2558 มองว่า บจ. ดังกล่าวน่าจะมีผลประกอบการที่เติบโตในทิศทางที่ดี สำหรับหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคภายในประเทศนั้น ประเมินว่ามีค่า P/E ที่สูงขึ้นไปแล้ว ซึ่งเป็นระดับที่ถือว่ามีความเสี่ยงและให้ผลตอบแทนน้อย ฉะนั้นจึงไม่แนะนำให้ลงทุน
นอกจากนี้บริษัทฯ ยังคาดว่าในปี 2556 ส่วนแบ่งทางการตลาดหรือมาร์เก็ตแชร์ในธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์จะอยู่ที่ 12-13% เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่อยู่ในระดับ 11.73% เนื่องจากตลาดหุ้นมีแนวโน้มที่ดี รวมไปถึงมูลค่าการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์หรือ ก.ล.ต.ที่สูงขึ้นยังส่งผลบวกต่อมาร์เก็ตแชร์ของบริษัทฯ อีกด้วย ส่วน Margin Loan หรือเงินที่ลูกค้ายืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์นั้น บริษัทฯ ได้ปล่อยสินเชื่อโดยเฉลี่ยไปแล้ว 6-7 พันล้านบาท จากวงเงินที่บริษัทฯ สามารถปล่อยสินเชื่อได้ที่ 10,000 ล้านบาท แต่เนื่องจากขณะนี้ตลาดหุ้นยังอยู่ในภาวะผันผวนจึงทำให้นักลงทุนไม่มีความพร้อมในการลงทุนและลดพอร์ตการลงทุน
อย่างไรก็ตามปัจจุบัน SET Index ปรับเพิ่มขึ้นแตะระดับ 1,300 จุด ตามที่ฝ่ายวิเคราะห์ได้คาดการณ์ไว้แล้ว ฉะนั้นจึงคาดว่าในช่วงที่เหลือของปีนี้ดัชนีฯ จะพักฐาน เพราะภาวะเศรษฐกิจโลกมีความผันผวนทั้งการแก้ปัญหาหน้าผาทางการคลังของสหรัฐฯ และปัญหาหนี้สาธารณะที่ยืดเยื้อของกลุ่มยูโรโซน ขณะเดียวกันตลาดหุ้นไทยได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นติด 1 ใน 5 ของโลก จึงทำให้ค่า P/E สูงกว่า 14%ส่วนในปีหน้าคาดว่าดัชนีฯ จะอยู่ที่ระดับ 1,400 -1,450 จุด
นายมนตรี กล่าวต่อไปว่าในปี 2556 ผลประกอบการของบริษัทฯ จะเติบโตจากปีนี้ เนื่องจากบริษัทฯ ได้รับปัจจัยบวกจากธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ รวมไปถึงมาร์เก็ตแชร์ที่เพิ่มขึ้น งานด้านวานิชธนกิจที่ช่วยเข้าเสริมรายได้ ตลอดจนค่าธรรมเนียมจากการเป็นนายหน้าค้าหลักทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น ตามมูลค่าการซื้อขายของตลาดหุ้นไทยที่ดี ขณะที่กลยุทธ์การแนะนำให้นักลงทุนไปลงทุนในตลาดหุ้นประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย และฮ่องกง หลังจากการที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้เปิดโครงการ ASEAN Trading Link ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงการซื้อขายหลักทรัพย์ระหว่างตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์และตลาดหลักทรัพย์มาเลเซีย เพราะในปัจจุบันบริษัทฯ ได้เตรียมความพร้อมรองรับการซื้อขายดังกล่าวไว้แล้ว นอกจากนี้ยังประเมินว่าการเปิดโครงการ ASEAN Trading Link เป็นโอกาสที่ดีให้กับนักลงทุนไทย ซึ่งจะทำให้ได้รับประโยชน์ด้านภาษีและการกระจายความเสี่ยง ขณะเดียวกันจะทำให้มีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศเพิ่มมากขึ้น
‘ขณะนี้บริษัทฯ ได้เตรียมความพร้อมในการปรับระบบให้มีการรองรับสินค้าใหม่เพิ่มขึ้น ด้วยบ้านเราเทคโนโลยีการสื่อสารยังค่อนข้างช้า แต่ขณะเดียวกันบริษัทฯ คาดว่าในปีหน้าการซื้อขายต่างประเทศในภาพรวมจะค่อนข้างเบาบาง เนื่องจากนักลงทุนแต่ละประเทศยังคงมีความเชื่อมั่นในตลาดหุ้นของตัวเองมากกว่าตลาดหุ้นต่างชาติ ‘นายมนตรี กล่าว

***บล.ทิสโก้ ชูหุ้นแบงก์-พลังงาน-ค้าปลีกเด่น

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล. ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่าคาดว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยในปีหน้าจะอยู่ที่ประมาณ 1,450-1,500 จุด หรือปรับขึ้นประมาณ 10-15% จากปีนี้ เนื่องจากสภาพคล่องในตลาดโลกยังคงอยู่ในระดับสูง ประกอบกับเศรษฐกิจไทยในปีหน้าจะยังมีอัตราการเติบโต 4-5% ซึ่งส่งผลให้กำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เติบโตได้ดี ขณะเดียวกัน ราคาหุ้นในตลาดหุ้นไทยถือว่ายังไม่แพงเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในอาเซียน โดยตลาดหุ้นไทยมี P/E อยู่ที่ 11 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยตลาดหุ้นอาเซียนที่อยู่ประมาณ 14 เท่า อย่างไรก็ตาม อัตราการปรับเพิ่มขึ้นของดัชนีในปีหน้าไม่ได้สูงมากเมื่อเทียบกับอัตราการเพิ่มขึ้นของดัชนีฯ ในปีนี้เทียบกับปี 2554
ขณะเดียวกันนักลงทุนยังคงต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงจากประเด็นปัญหาทางการเมือง ซึ่งหากไม่สามารถควบคุมได้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในประเทศและความเชื่อมั่นของนักลงทุน และยังรวมไปถึงแผนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลที่ได้ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งถ้าหากไม่ดำเนินการไปตามแผนจะกระทบต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ ในด้านกลยุทธ์การลงทุน ควรจะเลือกลงทุนหุ้นเป็นรายตัว เพราะมีหุ้นบางตัวมูลค่าสูงเกินไปแล้ว โดยหุ้นที่น่าสนใจ ได้แก่ หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ กลุ่มค้าปลีก และกลุ่มพลังงาน ที่จะได้รับอานิสงส์จากเศรษฐกิจขาขึ้น
สำหรับในช่วงที่เหลือของปีนี้ คาดว่าตลาดหุ้นไทยจะอยู่ในลักษณะแกว่งตัวและอาจจะมีแรงขายของต่างชาติออกมาบ้าง เพราะดัชนีได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นไปพอสมควร แต่ไม่ได้เป็นปัจจัยที่ต้องน่ากังวล เพราะดัชนียังสามารถเคลื่อนไหวทรงตัวได้ดี แต่ยังคงต้องติดตามประเด็นปัญหาวิกฤตหนี้ในยุโรป และนโยบายต่างๆ ของสหรัฐฯ หลังจากเลือกตั้งผู้นำ โดยเฉพาะนโยบายหน้าผาทางการคลัง โดยคาดว่าในช่วงระยะนี้อาจจะมีเม็ดเงินจากกองทุน LTF และ RMF เข้ามาช่วยสนับสนุนให้ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังคาดว่าจะอยู่ในระดับที่ 1,300 จุด

***”Motor Expo 2012″ เปิดฉาก 29 พ.ย.-10 ธ.ค.55

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า งาน Motor Expo 2012 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2555 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี เวลาเปิด-ปิดงาน วันธรรมดา เวลา 12.00-22.00 น. เสาร์และอาทิตย์ และวันหยุดราชการ เวลา 11.00-22.00 น. ปิดการจำหน่ายบัตรเข้างาน เวลา 21.00 น. ของทุกวัน
นายขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธานจัดงาน ได้เปิดเผยถึงรายละเอียดงานว่า Motor Expo 2012 จะเต็มไปด้วยสีสันอันสะท้อนโลกยานยนต์ปัจจุบันที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีอนาคต 4 ประการ ได้แก่ สะดวก ประหยัด ปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับแนวคิด “ยานยนต์วันหน้า ที่มาวันนี้” หรือ “Meet Tomorrow’s Cars Today” ซึ่งน่าติดตามอย่างยิ่ง และปีนี้เราปรับผังการจัดงานเพื่อความเหมาะสม โดยย้ายโซนรถจักรยานยนต์มาอยู่ต่อจากโซนรถยนต์ ตามด้วยอุปกรณ์เกี่ยวเนื่อง และปิดท้ายด้วยโซนมอเตอร์สปอร์ท เพื่อความต่อเนื่องในการเดินของผู้เข้าชมงาน

Advertisements