รับเหมาฯ กำไรโต 81.25%
* STPI โชว์ฟอร์มเจ๋งสุดใน Q3

หุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างไม่ทำให้ นลท.ผิดหวัง โชว์ผลประกอบการ Q3/55 เด่น มีกำไรรวม 1.41 พันลบ. หรือเติบโต 81.25% จาก Q3/54 ทำได้ 780.72 ลบ. ส่วน STPI มาวินผลงานขยับ 1,482.36% รองลงมา SEAFCO กำไรพุ่ง 1,370.38% ขณะที่ PAE-TPOLY-SYNTEC สุดเศร้า! ผลงานหดขาดทุนอื้อ ด้านวงการโบรกเกอร์ คาดงบ Q4/55 ยังสดใสเหตุภาครัฐทุ่มงบก่อสร้างเพิ่มขึ้น พร้อมยก STEC-UNIQ เด่นสุด ฟากผู้บริหารการันตีธุรกิจอยู่ในช่วงขาขึ้น

***Q3/55 รับเหมาโกยกำไรรวม 1.41 พันลบ. STPI เจ๋งสุด โชว์ฟอร์มเยี่ยม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากการรวบรวมข้อมูลผลประกอบการในไตรมาส 3/2555 ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) กลุ่มรับเหมาก่อสร้างจำนวน 15 บริษัท ซึ่งประกอบด้วย 1.บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK 2.บริษัท คริสเตียนีและนีลเส็น (ไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ CNT 3.บริษัท อีเอ็มซี จำกัด (มหาชน) หรือ EMC 4.บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD 5.บริษัทเนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน ) หรือ NWR 6.บริษัท พีเออี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ PAE 7.บริษัท เพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน ) หรือ PLE 8. บริษัท ซีฟโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ SEAFCO 9.บริษัท ศรีราชาคอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SRICHA 10.บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STEC 11.บริษัท เอสทีพี แอนด์ ไอ จำกัด (มหาชน) หรือ STPI 12.บริษัท ซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SYNTEC 13.บริษัท ไทยโพลีคอนส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TPOLY 14.บริษัท โตโย-ไทย คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TTCL และ15.บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ UNIQ
ทั้งนี้พบว่ามีกำไรสุทธิรวมในไตรมาสดังกล่าวอยู่ที่ 1,415.12 ล้านบาท เปลี่ยนแปลง 634.4 ล้านบาท หรือคิดเป็น 81.25% จากไตรมาส 3/2554 มีกำไรสุทธิรวมอยู่ที่ 780.72 ล้านบาท โดยบริษัทที่มีผลประกอบการเพิ่มขึ้นมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ STPI โดยมีกำไรสุทธิในไตรมาส 3/2555 อยู่ที่ 401.13 ล้านบาท เปลี่ยนแปลง 375.78 ล้านบาท หรือ 1,482.36% จากไตรมาส 3/2554 ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 25.35 ล้านบาท รองลงมาคือ SEAFCO มีกำไรสุทธิในไตรมาส 3/2555 อยู่ที่ 34.26 ล้านบาท เปลี่ยนแปลง 31.93 ล้านบาท หรือ 1,370.38% จากไตรมาส 3/2554 ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 2.33 ล้านบาท และ UNIQ มีกำไรสุทธิในไตรมาส 3/2555 อยู่ที่ 170.23 ล้านบาท เปลี่ยนแปลง 131.09 ล้านบาท หรือ 334.92% จากไตรมาส 3/2554 ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 39.14 ล้านบาท
ส่วนบริษัทที่ผลประกอบการในไตรมาสดังกล่าวลดลงมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ PAE โดยไตรมาส 3/2555 ขาดทุน -250.47 ล้านบาท เปลี่ยนแปลง -259.24 ล้านบาท หรือ -2,955.98% จากไตรมาส 3/2554 ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 8.77 ล้านบาท รองลงมาคือ TPOLY ขาดทุน -94.93 ล้านบาท เปลี่ยนแปลง -105.6 ล้านบาท หรือ -989.69% จากไตรมาส 3/2554 ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 10.67 ล้านบาท และ SYNTEC ขาดทุน -35.11 ล้านบาท เปลี่ยนแปลง -87.19 ล้านบาท หรือ -167.41% จากไตรมาส 3/2554 ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 52.08 ล้านบาท

***STPI แจงผลงาน Q3/55 เด่น เพราะรายได้เพิ่ม-กำไรขั้นต้นอู่ฟู้

นายมาศถวิน ชาญวีรกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสทีพี แอนด์ ไอ จำกัด (มหาชน) หรือ STPI เปิดเผยว่าตามที่บริษัทฯ ได้นำส่งงบการเงินประจำไตรมาสที่ 3/2555 สำหรับงวดสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2555 นั้นขอชี้แจงว่าผลประกอบการในไตรมาส 3/2555 ดังนี้
1.รายได้จากการรับจ้างผลิต การขายและบริการ เท่ากับ 985.99 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 326.10% เมื่อเทียบกับ 231.40 ล้านบาท สำหรับระยะเวลาเดียวกันในปี 2554 เนื่องจากปริมาณงานที่ดำเนินการและสามารถรับรู้รายได้ในไตรมาสที่ 3 ปี 2555 มีมากกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปี 2554
2. ในไตรมาสที่ 3/2555 บริษัทฯ มีกำไรขั้นต้นจากการรับจ้างผลิต การขายและบริการ รวมเท่ากับ 462.05 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,387.94% เมื่อเทียบกับ 13.25 ล้านบาท สำหรับระยะเวลาเดียวกันในปี 2554 สาเหตุหลักมาจากบริษัทฯ มีรายได้เพิ่มขึ้นมากดังที่กล่าวข้างต้น นอกจากนี้บริษัทฯ ยังสามารถบรรลุผลสำเร็จในการเจรจาสรุปยอดการปรับเพิ่มค่ารับจ้างผลิตงานประกอบท่อ เนื่องจากแบบที่สั่งผลิตจริงมีความถี่ของแนวเชื่อมมากกว่าที่ตกลงกันไว้แต่เดิมในไตรมาสที่ 3 ปี 2555 นี้ เป็นผลให้อัตรากำไรขั้นต้นฯ ของไตรมาสดังกล่าว ( 46.86% ) สูงขึ้นกว่าระยะเวลาเดียวกันของปีก่อน ( 5.72% ) และไตรมาสที่ 2 ปีเดียวกันนี้ด้วย ( 32.53% )
3. บริษัทฯ มีลูกหนี้บริษัทที่เกี่ยวข้องกันซึ่งค้างชำระเกิน 1 ปี และได้ตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเต็มจำนวนแล้ว อย่างไรก็ดีบริษัทฯ ได้ดำเนินการฟ้องล้มละลายต่อบริษัทที่เกี่ยวข้องกันนี้แล้ว โดยขณะนี้อยู่ในระหว่างการดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายของศาลล้มละลายกลาง

***SEAFCO แย้มรายได้ปีนี้ไม่โตตามเป้า 1.8 พันลบ.

นายณรงค์ ทัศนนิพันธ์ รองประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซีฟโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ SEAFCO เปิดเผยกับ eFinanceThai.com ว่ารายได้ในปีนี้อาจจะไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่คาดไว้ที่ 1,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ทำได้ 1,576.60 ล้านบาท เนื่องจากปีนี้งานส่วนใหญ่ที่บริษัทฯ ได้รับนั้นเป็นงานในส่วนที่รับเฉพาะค่าแรง ซึ่งผิดจากที่บริษัทฯ คาดการณ์ว่าจะได้งานที่เป็นค่าแรงพร้อมค่าวัสดุ ฉะนั้นจึงทำให้รายได้ไม่เป็นตามเป้าหมายที่บริษัทฯ ตั้งไว้ แต่ในปีหน้า บริษัทฯ คาดว่าผลประกอบการคงจะเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง หลังจากคาดการณ์ว่าบริษัทฯ จะได้ปัจจัยบวกจากงานโครงการของภาครัฐ ที่มีแผนจะขยายโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเช่น งานรถไฟฟ้า งานทางด่วน และโครงการอื่นๆ นอกจากนี้บริษัทฯ ยังมีงานในมือหรือ Backlog อีกจำนวนมากที่จะทยอยรับรู้รายได้ในปีหน้า รวมทั้งบริษัทฯ ยังคาดว่าจะทำให้มีงานล้นมือตลอดทั้งปี ขณะเดียวกัน บริษัทฯ คาดว่ารายได้และกำไรในไตรมาส 4/2555 จะเติบโตจากไตรมาส 3/2555 ที่มีรายได้กว่า 328.50 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 34.26 ล้านบาท เนื่องจากไตรมาสดังกล่าวบริษัทฯ จะรับรู้รายได้จากโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้ามาเต็มไตรมาส ซึ่งแตกต่างจากไตรมาส 3/2555 ที่บริษัทฯ รับรู้รายได้จากโครงการดังกล่าวแค่บางส่วนเท่านั้น
‘ทั้งนี้ในช่วง 9 เดือนของปีนี้บริษัทฯ ทำรายได้ไปแล้วกว่า 1,136 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิแล้วกว่า 99.09 ล้านบาท ซึ่งเติบโตจากปีก่อนที่บริษัทฯ มีการขาดทุนประมาณ 58.67 ล้านบาท จึงมั่นใจว่าผลประกอบการปีนี้จะดีกว่าปีก่อนหลังทยอยรับงานอย่างต่อเนื่อง’ นายณรงค์ กล่าว
ส่วนปัจจุบันบริษัทฯ มีงานในมือ หรือ Backlog แล้วกว่า 1.4 – 1.5 พันล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะทยอยรับรู้รายได้ในปีนี้ประมาณ 400 ล้านบาท ที่เหลือจะทยอยรับรู้รายได้ในปีหน้าหมดทั้งจำนวน นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังคาดว่าจะทยอยรับงานใหม่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง เพราะในช่วงที่เหลือของปีนี้บริษัทฯ เตรียมประมูลงานใหม่อีกมูลค่าหลายร้อยล้านบาท ซึ่งบริษัทฯ คาดว่าจะได้รับงานดังกล่าวประมาณ 50% ของมูลค่างานที่เข้าร่วมประมูล ทั้งนี้งานที่เข้าประมูลนั้นส่วนใหญ่เป็นงานก่อสร้างโครงการคอนโดมิเนียมและงานโครงรถไฟฟ้า อย่างไรก็ตามบริษัทฯ มั่นใจว่าปีนี้จะสามารถจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นได้อย่างแน่นอน หลังจาก 9 เดือนแรกของปีนี้บริษัทฯ มีกำไรสะสมแล้วกว่า 99.09 ล้านบาท และไม่มีขาดทุนสะสม ทั้งนี้หากบริษัทฯ มีการจ่ายปันผลจริงจะถือเป็นการจ่ายเงินปันผลในรอบ 2 ปี หลังจากปีก่อนบริษัทฯ มีผลขาดทุนอยู่ 58.67 ล้านบาท ส่วนนโยบายการจ่ายเงินปันผลคือไม่เกินกว่า 50% ของกำไรสุทธิหลังหักภาษีและสำรองตามกฎหมายแล้ว หากไม่มีเหตุจำเป็นอื่นใดและการจ่ายเงินปันผลนั้นไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินงานปกติของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ

***CK เผย Q3/55 มีกำไรจากการขายเงินลงทุนในบริษัทย่อย

นายประเสริฐ มริตตนะพร กรรมการ บริษัท ช. การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK เปิดเผยว่าบริษัทฯ บริษัทย่อยและกิจการที่ควบคุมร่วมกัน มีผลประกอบการในไตรมาสที่ 3 สำหรับรอบระยะเวลา 3 เดือน และ 9 เดือน สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2555 เมื่อเทียบกับผลประกอบการสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีเดียวกันของปี 2554 มีผลกำไรลดลง 88 % และ 74% ตามลำดับ ทั้งนี้มีสาเหตุที่สำคัญ ดังนี้
1. สำหรับรอบระยะเวลา 3 เดือนและ 9 เดือน ของปีปัจจุบัน บริษัทฯมีกำไรจากการขายเงินลงทุนในบริษัทย่อยและบริษัทร่วมลดลง จำนวนเงินประมาณ 1,193 ล้านบาท และ 2,018 ล้านบาท ตามลำดับ
2. สำหรับรอบระยะเวลา 9 เดือน ของปี 2555 รายได้จากการรับเหมาก่อสร้างเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีความคืบหน้าของโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ เช่น โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรีในสาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาว โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสีม่วง บางใหญ่- ราษฎร์บูรณะ ช่วงบางใหญ่ – บางซื่อ สัญญาที่ 1 งานโครงสร้างยกระดับ รวมทั้งโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP)ระบบ Cogenerationขนาด 120 MW เป็นต้น
3. บริษัทฯ มีส่วนแบ่งผลกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมในรอบระยะเวลา 9 เดือนของปีปัจจุบันจำนวนเงินประมาณ 205 ล้านบาท ในขณะที่ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อนบริษัทฯมีส่วนแบ่งผลกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมจำนวนเงินประมาณ 551.4 ล้านบาทลดลงประมาณ 346 ล้านบาท
4. สำหรับรอบระยะเวลา 9 เดือน ค่าใช้จ่ายทางการเงินเพิ่มขึ้นประมาณ 241 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทฯได้เบิกเงินกู้ยืมระยะยาวเพื่อการก่อสร้างโครงการไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินสัญญา 2และสัญญา 5

*** ITD แจงเหตุขาดทุนลดลง 80.43% หลัง Gross margin สูงขึ้น

นายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหาร บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน)หรือ ITD ชี้แจงสาเหตุของการทุนลดลงในไตรมาส 3/55 ว่า ตามที่บริษัทฯ ได้นำส่งงบการเงินสิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2555 ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ซึ่งมีผลขาดทุนสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ในงบการเงินรวมสำหรับงวดสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2555 จำนวน 272.72 ล้านบาท เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนซึ่งมีขาดทุนสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ในงบการเงินรวม จำนวน 1,392.37 ล้านบาท โดยเป็นการขาดทุนลดลงคิดเป็นร้อยละ 80.43
บริษัทฯ ชี้แจงถึงสาเหตุที่ผลการดำเนินงานขาดทุนลดลง เกินกว่าร้อยละ20 นั้นมีสาเหตุหลักมาจากรายได้ของโครงการที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นรวมถึงการลดลงของค่าใช้จ่ายในการบริหารงานและการลดลงของการตั้งสำรองค่าธรรมเนียมเบี้ยปรับของบริษัทย่อยแห่งหนึ่งอย่างไรก็ดี บริษัทฯ ได้ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญจำนวน 492.76 ล้านบาท ส่วนใหญ่เนื่องจากความล่าช้าในการชำระค่างานของเจ้าของโครงการในต่างประเทศและมีขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน จำนวน 160.62 ล้านบาท จึงเป็นเหตุให้มีผลขาดทุนในงวดนี้

***บล. คันทรี่ กรุ๊ป คาดงบหุ้นรับเหมา Q4/55 ยังสดใส

นายรณกฤต สารินวงศ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. คันทรี่ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าจากการเปิดเผยผลประกอบการของหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างในไตรมาส 3/2555 ถือว่าส่วนใหญ่เติบโตได้ในทิศทางที่ดี ส่วนแนวโน้มผลประกอบการของบริษัทดังกล่าวในไตรมาส 4/2555 คาดว่าจะเติบโตได้อย่างต่อเนื่องและถือว่าหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่โดดเด่นในช่วงสิ้นปีนี้ เพราะมีงานของภาคเอกชนในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากแล้ว ยังมีงานในส่วนของภาครัฐอีกจำนวนมากที่ทยอยออกมาและบางโครงการเป็นงานขนาดใหญ่ ฉะนั้นจากปัจจัยบวกดังกล่าวคาดว่าจะส่งผลให้หุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างสดใสไปจนถึงปีหน้าและจะเติบโตได้อย่างต่อเนื่องอีกด้วย ส่วนบริษัทที่โดดเด่นในหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างคือ CK ,STEC และTRC โดยแนะนำนักลงทุนซื้อเพื่อเก็งกำไร

***บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส แนะซื้อ STPI หลังกำไร Q3/55 ดีกว่าคาด

บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส เปิดเผยว่า STPI รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3/2555 เท่ากับ 401 ล้านบาท เติบโตก้าวกระโดดจาก 25 ล้านบาทในไตรมาส 3/2554 และจาก 172 ล้านบาทในไตรมาส 2/2555 ซึ่งดีกว่าที่คาดไว้มาก ผลประกอบการที่ดีในไตรมาสนี้มาจาก 1.บริษัทรับรู้รายได้จากการรับจ้างผลิตและขายเพิ่ม 48%QoQ เป็น 986 ล้านบาท และเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญจาก 231 ล้านบาท ในไตรมาส 3/2554 และ 2. อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเป็น 46.9% ในไตรมาส 3/2555 จาก 5.7% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน และจาก 32.5% ในไตรมาส 2/2555 คาดว่าเป็นเพราะงานที่ส่งมอบในไตรมาสนี้ได้ถูกบันทึกค่าใช้จ่ายไปในช่วงก่อนหน้ามากแล้ว (ตามปกติของงานรับเหมามักจะมีค่าใช้จ่ายในช่วงต้นโครงการสูงและลดลงในช่วงปลายโครงการ ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นในช่วงปลายโครงการจะสูงขึ้นถ้าไม่เกิดปัญหาต้นทุนบานปลายกว่าที่ประเมินไว้)
ทั้งนี้การรับรู้รายได้และกำไรในปี 2556-2557 จะสูงขึ้นมาก ในปี 2556 บริษัทจะรับรู้รายได้จาก 3 โครงการ คือ Ichthys, Queensland และ Australia Pacific Piping โดยสัดส่วนการรับรู้รายได้ของโครงการใหญ่ Ichthys ยังจะเป็นสัดส่วนประมาณ 30% แล้วเพิ่มขึ้นเป็น 50-60% ในปี 2557 และทำให้รายได้และกำไรของบริษัทจะสูงสุดในปี 2557 และทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนงานที่กำลังประมูลนั้นมีโครงการหลายแห่งมูลค่ารวม 3 แสนล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นงานของโครงการ LNG ในออสเตรเลีย (ภูมิภาคอื่นๆ มีการเข้าประมูลบ้างแต่ไม่มาก) ทั้งนี้ STPI เน้นงานที่เป็น Module ของโรงแยกก๊าซ Onshore เพราะได้มาร์จิ้นดี และบริษัทมี Facilities ในการผลิตและส่งออกพร้อม โดยมีการเช่าท่าเรือแหลมฉบังไว้ 10 ปี (ปัจจุบันเหลืออายุสัญญาอีก 7 ปี) อย่างไรก็ตามบริษัทจะต้องจัดสรรทรัพยากรอย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้กระทบกับงานที่เซ็นสัญญากับลูกค้าไปแล้ว บริษัทคาดว่ามีโอกาสจะได้รับงาน Module ใหม่ๆ ในอนาคตในมูลค่า 3-5 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะทำให้รายได้และกำไรหลังปี 2557 อยู่ในเกณฑ์สูงได้ต่อเนื่อง ส่วนความเสี่ยงทางธุรกิจของ STPI นั้น โดยรวมไม่มาก ซึ่งมี 3 เรื่องใหญ่ คือ 1. ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเพราะมีรายได้เป็น US$ แต่บริษัทได้ทำประกันความเสี่ยงของรายได้สุทธิได้หมดแล้ว (บางส่วนให้เป็น Natural Hedge), 2. ความเสี่ยงเรื่องราคาเหล็ก ในส่วนนี้นับว่าน้อยลงมากในช่วงปี 2555 เพราะในช่วงเศรษฐกิจโลกซบเซา ราคาเหล็กจะต่ำ และ 3. ความเสี่ยงด้านแรงงาน ซึ่งอาจขาดแคลนอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับต้องวิตกเพราะได้เตรียมความพร้อมด้วยการฝึกอบรมไว้เป็นส่วนใหญ่แล้ว รวมทั้งมีการใช้เครื่องจักรแทนแรงงานมากขึ้น
ขณะเดียวกันฝ่ายวิเคราะห์ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2555-2556 กำไรสุทธิ 9M2555 เท่ากับ 706 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 71%YoY และใกล้กับคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2555 เดิมของฝ่ายวิเคราะห์แล้ว เพราะอัตรากำไรขั้นต้นที่บริษัททำได้ในไตรมาส 3/2555 ดีกว่าสมมติฐานที่ฝ่ายวิเคราะห์ให้ไว้อย่างมาก ดังนั้นจึงจะปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2555-2557 ขึ้น 34%, 22% และ 26% ตามลำดับ เพื่อสะท้อนอัตรากำไรขั้นต้นของงานในมือที่ดีกว่าคาด นอกจากนี้ฝ่ายวิเคราะห์ยังคงคำแนะนำซื้อ โดยปรับเพิ่มราคาพื้นฐานเป็น 72.70 บาทต่อหุ้น บนคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2555-2556-2557 ใหม่ ซึ่งกำไรสุทธิ STPI จะขยายตัว 141%, 85% และ 49% ตามลำดับ ซึ่งน่าประทับใจ ส่วนจุดเด่นของบริษัท คือ 1. มีงานในมือจำนวนมากที่รอรับรู้รายได้อย่างมั่นคงและแข็งแกร่งถึงปี 57, 2. งานในมือมีมาร์จิ้นสูง และ 3.ฐานะการเงินแข็งแกร่งมาก โดยสิ้นก.ย.2555 บริษัทมีหนี้สินตามสัญญาเช่าระยะยาวเพียง 47 ล้านบาท แต่มีเงินสดและเงินลงทุนระยะสั้นสูงถึง 3.5 พันล้านบาท ทำให้มีฐานะเป็นเงินสดและสินทรัพย์ใกล้เคียงเงินสดสุทธิ 3.3 พันล้านบาท คิดเป็น 8.9 บาทต่อหุ้น

***บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส เลือกหุ้น SEAFCO เป็น Top Pick

บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส เปิดเผยว่ากำไรสุทธิในไตรมาส 3/2555 ของ SEAFCO ออกมาดีกว่าคาด โดยกำไรเพิ่มขึ้นเป็น 35 ล้านบาท ฟื้นตัวดีขึ้นจาก y-o-y ที่มีกำไรสุทธิเพียง 2 ล้านบาท และเติบโตดีถึง 72% เทียบกับ q-o-q ที่มีกำไรสุทธิ 20 ล้านบาท ซึ่งแรงผลักดันสำคัญมากจากงานก่อสร้างที่รับรู้ส่วนใหญ่เป็นงานเสาเข็ม ขณะที่ปีที่แล้วเป็นงานโยธา ที่สำคัญคือ เริ่มมีการรับรู้รายได้งานรับเหมาช่วงรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินจาก CK สนามชัย-ท่าพระ แม้ว่าปริมาณงานที่ทำการก่อสร้างจะมากแต่รายได้กลับน้อย รายได้ไตรมาส 3/2555 เป็น 328 ล้านบาท ลดลง 29% y-o-y เพราะรับแต่ค่าแรงส่วนค่าวัสดุคอนกรีตและเหล็กเส้น ทางผู้รับเหมาหลัก (CK) เป็นผู้รับผิดชอบ แต่อัตรากำไรขั้นต้นกลับตรงข้าม คือ มากเป็น 17.5% เทียบกับ y-o-y ที่เพียง 9.4% หากเทียบกับ q-o-q รายได้ลด 4% ส่วนอัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้น เทียบกับ q-o-q ที่ 14.8% เพราะการเริ่มรับรู้รายได้จากงานรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินนั่นเอง ได้มีการปรับประมาณการปี 2555 และ 2556 เพิ่ม 11% และ 10% ตามลำดับ เมื่อมีการปรับปรุงรายการต่างๆ เช่น รายได้อื่นๆ, ภาษีเงินได้ ให้สอดคล้องกับ 9M55 ที่ผ่านมา
ส่วนงบดุลของบริษัทดังกล่าว สิ้นไตรมาส 3/2555 อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนเป็น 1 เท่า เพิ่มขึ้นกว่าไตรมาสก่อนหน้าที่ 0.94 เท่าเล็กน้อย ขณะที่ มูลค่าทางบัญชีต่อหุ้นเป็น 2.77 บาท ยิ่งไปกว่านั้นฝ่ายวิเคราะห์คาดว่ากำไรสุทธิในไตรมาส 4/2555 จะมี momentum ที่ดีต่อเนื่องไปอีกเป็น 48 ล้านบาท ฟื้นตัวดีขึ้นมากจาก y-o-y ที่เป็นขาดทุนสุทธิ 70 ล้านบาท ซึ่งในช่วงเวลานั้นบริษัทได้เผชิญกับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม และเติบโตได้อีก 37% q-o-q เพราะเริ่มมีการรับรู้รายได้งานรับเหมาช่วงรถไฟฟ้าสายสีเขียวในไตรมาส 4/2555 นี้ นั่นคือในไตรมาส 4/2555 จะรับรู้รายได้จากทั้งงานรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินที่ยังไม่แล้วเสร็จควบคู่ไปกับสายสีเขียว
สำหรับภาพรวมกำไรสุทธิปี 2555 คาดว่าจะฟื้นตัวดีเป็น 141 ล้านบาท เทียบกับ y-o-y ที่เป็นขาดทุนสุทธิ 58 ล้านบาท ส่วนปี 2556 กำไรสุทธิจะเพิ่มขึ้นได้อีก 7% y-o-y เป็น 151 ล้านบาท ซึ่งฝ่ายวิเคราะห์เห็นว่าเมื่อถึงปีหน้าจะมีการเปิดประมูลรถไฟฟ้าเป็นจำนวนมาก ที่เห็นชัดเจนต้นปีจะเป็นสายสีเขียว และสายสีชมพู สำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มคาดว่าจะเปิดประมูลได้ในปลายปี 2556 ดังนั้นหาก CK ได้งานรถไฟฟ้า SEAFCO ก็พลอยจะได้ประโยชน์จากการรับเหมาช่วง ทำงานฐานรากไปได้อีกอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นฝ่ายวิเคราะห์จึงคงคำแนะนำซื้อ โดยจัดไห้ SEAFCO เป็น Top Pick สำหรับผู้รับเหมาขนาดเล็ก

***บล.กรุงศรี ระบุงานก่อสร้างภาครัฐปี 56 เพิ่มขึ้น

บล.กรุงศรี เปิดเผยว่าที่ผ่านมาธุรกิจหลักของ CK มีทั้งขาดทุนและกำไรในแต่ละไตรมาส ซึ่งในงวดไตรมาส 3/2555 พลิกกลับมาเป็นกำไรสุทธิ 3/2555 เท่ากับ 83 ล้านบาท (-88%YoY และ -33%QoQ) หากไม่นับรวมกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน CK มีกำไรสุทธิก่อนรายการพิเศษ 30 ล้านบาท พลิกจากขาดทุนในไตรมาส 2/2555 และไตรมาส 3/2554 รายได้ในไตรมาส 3/2555 เติบโตสูงถึง 235%YoY และ 26%QoQ คาดว่าเกิดจากความคืบหน้าของงานก่อสร้างขนาดใหญ่เช่น โรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรีในลาว, รถไฟฟ้าสายสีม่วง (สัญญาที่ 1), และโรงไฟฟ้า SPP ระบบ Co-generation ขนาด 120 เมกะวัตต์ในนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน อัตราเติบโตของรายได้ถือว่าเป็นจุดเด่นของผู้รับเหมารายใหญ่ (ยกเว้นเพียง ITD ที่ยังคงแสดงรายได้ทรงตัว) ในด้านลบ ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยยังคงสูงขึ้นต่อเนื่องในแต่ละไตรมาส ซึ่งงวดไตรมาส 3/2555 เพิ่มขึ้นเป็น 391 ล้านบาท (+38%YoY และ +19%QoQ) และอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนอยู่ในระดับสูงที่ 2.84 เท่า
ขณะเดียวกันฝ่ายวิเคราะห์ยังเชื่อว่าปี 2556 จะเป็นปีที่ดีสำหรับธุรกิจรับเหมาก่อสร้างโดยเฉพาะมีปัจจัยบวกจากงานประมูลของภาครัฐที่จะเริ่มทยอยออกมาให้ภาคเอกชนประมูลมากขึ้นซึ่ง CK จะเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่ได้รับประโยชน์จากงบประมาณของภาครัฐโดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับระบบขนส่งมวลชนและระบบป้องกันน้ำท่วมระยะยาว ดังนั้นจึงคงคำแนะนำเก็งกำไร โดยประเมินมูลค่าพื้นฐานปีหน้าของหุ้น CK เท่ากับ 9.00 บาท (อิง Prospective P/BV ที่ 2.7 เท่า)

***บล.เกียรตินาคิน ระบุ ITD งานล้นมือแถมมีโอกาสคว้างานภาครัฐ

บล.เกียรตินาคิน เปิดเผยว่า ITD ประกาศผลประกอบการในไตรมาส 3/2555 ขาดทุนสุทธิ 14 ล้านบาท ฟื้นตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับรายไตรมาสและรายปีที่ขาดทุนแต่ต่ำกว่าคาดที่ฝ่ายวิเคราะห์คาดไว้ โดยสาเหตุที่บริษัทขาดทุนเกิดจากบริษัทมีการบันทึกการตั้งสำรอง 24 ล้านบาท และ มีขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน 54 ล้านบาท หากไม่รวมรายการพิเศษดังกล่าว ITD จะมีกำไรจากธุรกิจปกติ 78 ล้านบาท มีรายได้ที่ 1.1 หมื่นล้านบาท เติบโต 4% YoY มีกำไรจากการดำเนินงาน 562 ล้านบาท และอัตรากำไรขั้นต้นดี 11.4% ส่วนในงวด 9M55 ITD มีผลขาดทุนสุทธิ 273 ล้านบาท ลดลง 80% YoY สาเหตุที่มีผลขาดทุนสุทธิ เนื่องจากการตั้งสำรองหนี้สูญ 509 ล้านบาท ในขณะที่บริษัทมีกำไรจากการดำเนินงาน 1.6 พันล้านบาท สาเหตุจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับดีขึ้นเป็น 10.4% จาก 6.4% แม้มีรายได้ที่ทรงตัวระดับ 3.3 หมื่นล้านบาท และสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารได้ดี ลดลง 7% YoY
นอกจากนี้ ITD ยังได้เซ็นสัญญาโครงการต่างประเทศขนาดใหญ่ คือ โครงการ Hongsa Lignite Mining Lao PDR มูลค่ากว่า 2.5 หมื่นล้านบาท (รับรู้รายได้ 15 ปี) ทำให้งานในมือของ ITD เพิ่มขึ้นจาก 9.7 หมื่นล้านบาท เป็น 1.22 แสนล้านบาท นอกจากนั้นยังมีงานที่อยู่เสนอราคาต่ำสุดหรืออยู่ระหว่างการเจรจา (Lowest Bid) มูลค่ารวม 6.4 หมื่นล้านบาท และมีงานรอการเซ็นสัญญาราว 8.7 หมื่นล้านบาท นอกจากนั้นยงมีงานภาครัฐที่ ITD โอกาสได้รับงานเช่นงานป้องกันน้ำท่วม และงานรถไฟฟ้าสายสีแดงสัญญาที่ 2 ที่อยู่ระหว่างรอการเซ็นสัญญา อย่างไรก็ดีคาดว่าจะเห็นการฟื้นตัวของผลประกอบการหากไม่การตั้งสำรองไม่เพิ่มไปจากนี้รวมถึงโอกาสในการได้รับงานเพิ่มจากโครงการภาครัฐ ขณะที่ฝ่ายวิเคราะห์ยังไม่ให้น้ำหนักการลงทุนในโครงการทวายเนื่องจากยังต้องใช้เวลาและรอความชัดเจน รวมถึงยังมีปัจจัยเสี่ยงจากภาระหนี้ที่อยู่ระดับสูงจึงแนะนำซื้อเก็งกำไร โดยให้มูลค่าเหมาะสมไว้ที่ 4.28 บาทต่อหุ้น

***บล.เคจีไอ ปรับเพิ่มราคาเป้าหมาย STEC ขึ้นเป็น 28 บ.

บล.เคจีไอ เปิดเผยว่าฝ่ายวิเคราะห์ได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2555-2557 ของ STEC ขึ้นอีก 4-9% ตามแนวโน้มธุรกิจของกลุ่มรับเหมาที่ดูสดใสในอีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งจากแนวโน้มกำไรที่แข็งแกร่ง และกำไรสุทธิของบริษัทที่คาดว่าจะทำสถิติสูงใหม่ทุกปีในช่วงปี 2555-2557 ทำให้ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินราคาหุ้น STEC ในปัจจุบันยังคงถูกและน่าจะได้รับการปรับมูลค่าเหมาะสมเพิ่มขึ้นจากระดับ PBV ปัจจุบันที่ 3.8x เป็น 4.9x หรือ 2Std ทั้งนี้ จึงยังคงแนะนำซื้อ โดยให้ราคาเป้าหมายใหม่ที่ 28 บาทต่อหุ้น จากเดิม 21.50 บาทต่อหุ้น
ขณะเดียวกันฝ่ายวิเคราะห์ยังคงมีมุมมองที่เป็นบวกต่อหุ้นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง เนื่องจากยังไม่เห็นสัญญาณว่ากิจกรรมการก่อสร้างในตลาดจะชะลอตัวลงแต่อย่างใด ยิ่งไปกว่านั้นโครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐในวงเงิน 2.3 ล้านล้านบาท น่าจะเริ่มต้นได้และพร้อมที่จะทำการประมูลภายในอีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งก็สอดคล้องกับความเห็นของผู้บริหารของ STEC ซึ่งยืนยันว่าธุรกิจรับเหมาก่อสร้างอยู่ในวัฏจักรขาขึ้น โดยมีมูลค่าตลาดรวม 1 ล้านล้านบาทในปี 2556 เพิ่มขึ้น 11.1% YoY จาก 9 แสนล้านบาทในปี 2555 นอกจากนี้ในปัจจุบันประเทศไทยยังคงขาดความสามารถในการแข่งขันทางด้านต้นทุนค่าขนส่ง เนื่องจากประเทศไทยเรายังต้องพึ่งการขนส่งทางถนนเพื่อขนส่งสินค้า ซึ่งเป็นระบบการขนส่งที่มีต้นทุนแพงที่สุดที่ 1.7 บาทต่อตันต่อระยะทาง 1 กม. เมื่อเทียบกับการขนส่งระบบอื่น ทั้งนี้จากงบการลงทุน 1.1 ล้านล้านบาทในโครงการ เช่นโครงการระบบรถไฟรางคู่ โครงการรถไฟความเร็วสูง ซึ่งคิดเป็น 51.8% ของโครงการโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดในอีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งเชื่อว่าเป็นกลยุทธ์ที่ถูกต้องที่จะช่วยลดสัดส่วนต้นทุนค่าขนส่งต่อ GDP ลงจาก 15.0% ในปัจจุบันลงเหลือต่ำกว่า 10.0% เหมือนกับประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งจากโครงการขนาดใหญ่ที่รออยู่ข้างหน้า น่าจะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้รับเหมารายใหญ่ซึ่งมีผลงานในการก่อสร้างทางรถไฟให้กับภาครัฐในอดีต เช่น STEC อย่างไรก็ตามฝ่ายวิเคราะห์ยังเชื่อว่าราคาหุ้น STEC ในปัจจุบันยังคงไม่แพงและราคาหุ้นที่เหมาะสมน่าจะได้รับการปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ PBV ปัจจุบันที่ 3.8x เป็น 4.9x หรือเท่ากับ 2Std แต่ก็ยังคงต่ำกว่าระดับสูงสุดในอดีตที่ 4std ซึ่งจากการที่บริษัททำสถิติกำไรสูงสุดใหม่ทุกปีในช่วงปี 2555-2557 จึงยังคงคำแนะนำซื้อ

***บล.เคจีไอ ยก STEC-UNIQ เด่นสุด-ธุรกิจอยู่ในช่วงขาขึ้น

บล.เคจีไอ เปิดเผยว่า ร.ฟ.ท เตรียมเซ็นสัญญาก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดง สัญญาที่ 1 สัปดาห์หน้า แม้ที่ผ่านมาจะมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนกัน โดยฝ่ายการเมืองประเมินการลงนามจะต้องเสนอให้ ครม.พิจารณาเห็นชอบก่อน และควรรอลงนามพร้อมกันทั้ง 3 สัญญา ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ แต่ตามระเบียบปฏิบัติแล้ว บอร์ด ร.ฟ.ท. มีอำนาจที่จะมีมติให้ลงนามในสัญญาได้ โดยไม่ต้องเสนอให้ครม.พิจารณาเห็นชอบ เพียงแต่เป็นการรายงานให้รับทราบเท่านั้น ประกอบกับ หากต้องรอลงนามพร้อมกันทั้ง 3 สัญญา จะทำให้โครงการล่าช้า อีกทั้งแต่ละสัญญากำหนดเวลาในการก่อสร้างให้คลาดเคลื่อนกันประมาณ 9 เดือนตามลำดับก่อนหลังอยู่แล้ว จึงไม่สามารถเริ่มงานพร้อมกันได้ โดยการก่อสร้างงานโยธาจะต้องดำเนินการก่อน จึงจะตามมาด้วยการวางรางและระบบอาณัติสัญญาณ รวมถึงการจัดหารถ
ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ที่จะได้เห็นการเซ็นสัญญาก่อสร้างสัญญาที่ 1 อย่างเป็นทางการในสัปดาห์หน้า ซึ่งจะช่วยหนุนให้งานในมือของผู้ชนะการประมูลราคาต่ำสุดได้แก่ STEC และ UNIQ อยู่ในช่วงขาขึ้นต่อเนื่อง ดังนั้นแนวโน้มธุรกิจที่อยู่ในช่วงขาขึ้น ทำให้ฝ่ายวิเคราะห์ยังคงน้ำหนักมากกว่าตลาดต่อกลุ่มรับเหมาก่อสร้างและเลือก STEC เป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม (ราคาก่อนปรับประมาณการเท่ากับ 21.50 บาท)

ตารางแสดงผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) กลุ่มรับเหมาก่อสร้างในไตรมาส 3/2555

หลักทรัพย์ กำไร (Q3/55) กำไร (Q3/54) เปลี่ยนแปลง (ลบ.) เปอร์เซ็นต์ (%)
CK 82.89 692.31 -609.42 -88.02
CNT 105.85 50.42 55.43 109.93
EMC 15.15 11.57 3.58 30.94
ITD -13.74 -795.26 781.52 98.27
NWR 133.64 172.27 -38.63 -22.42
PAE -250.47 8.77 -259.24 -2,955.98
PLE 215.52 -120.48 336 278.88
SEAFCO 34.26 2.33 31.93 1,370.38
SRICHA 191.59 272.19 -80.6 -29.61
STEC 307.68 276.83 30.85 11.14
STPI 401.13 25.35 375.78 1,482.36
SYNTEC -35.11 52.08 -87.19 -167.41
TPOLY -94.93 10.67 -105.6 -989.69
TTCL 151.43 82.53 68.9 83.48
UNIQ 170.23 39.14 131.09 334.92
รวม 1,415.12 780.72 634.4 81.25

หมายเหตุ : หน่วยเป็นล้านบาท

Advertisements