สัปดาห์นี้ SETเสี่ยงร่วงแตะ 1260 จุด
* นลท.ผวา Fiscal Clif f กูรู แนะลดพอร์ตเหลือ40%

กูรู มอง SET Index สัปดาห์เสี่ยงพักฐานแตะ 1260 จุด หลังวันสุดท้ายของสัปดาห์ก่อน วูบเกือบ 26 จุด เหตุ แรงขายหุ้นใหญ่แบงก์-พลังงาน-สื่อสารกดดัน ระบุ นลท.ผวา “Fiscal Cliff”ของสหรัฐฯ แนะ ทยอยขายหุ้นราคาเต็มมูลค่า และลดพอร์ตเหลือ40% Stop loss บริเวณ 1,285 – 1,280 จุด ฟากแบงก์ชาติ ฟันธง ศก.สหรัฐสุดเสี่ยง หั่นจีดีพีปีหน้าเหลือโตแค่ 4.6% จากเดิม 5% ส่วนปีนี้คงคาดการณ์โต 5.7% สำนักงานสถิติแห่งชาติสเปน ส่งซิกศก.ย่ำแย่ หลังอัตราการว่างงาน Q3/12 พุ่งแตะ 25.02% สูงสุดนับแต่ปี1976

* ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงระนาว SETวูบเกือบ 26 จุด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยในการซื้อขายช่วงบ่ายวันที่ 26 ต.ค. 2555 ปรับตัวลดลงเกือบ 26 จุด โดย ณ เวลา 14.37 น. ดัชนีฯอยู่ที่ 1271.93 จุด ลดลง 25.46 จุด หรือ 1.96% ก่อนดัชนีฯรีบาวน์ขึ้นในช่วงท้ายตลาดฯปิดตลาดฯที่ 1,281.81 จุด ลดลง 15.58 จุด หรือ 1.20% ท่ามกลางแรงเทขายหุ้นมาร์เก็ตแคปขนาดใหญ่ โดยหลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับได้แก่ 1.BBL ปิดที่ 175.00 บาท ลดลง 1.00 บาท มูลค่าการซื้อขาย 2,220.76ลบ.2.ADVANC ปิดที่ 198.00 บาท ลดลง 5.00 บาท มูลค่าการซื้อขาย 1,475.19 ลบ.3.CPF ปิดที่ 35.00 บาท ลดลง 0.75 บาท มูลค่าการซื้อขาย 1,046.27 ลบ.4.PTT ปิดที่ 313.00 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าการซื้อขาย 1,042.75 ลบ. 5.ITD ปิดที่ 4.00 บาท เพิ่มขึ้น 0.08 บาท มูลค่าการซื้อขาย 960.96 ลบ.
โดยความเคลื่อนไหวดัชนีฯปรับตัวลงตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศ อาทิ ดัชนี ดาวโจนส์ ล่วงหน้า: ตลาดหุ้นนิวยอร์ก เวลา 15:24 น. (ตามเวลาประเทศไทย) อยู่ที่ระดับ 12,947.00 จุด ลดลง 109.00 จุด ปิดตลาดครั้งก่อนที่ระดับ 13,056.00 จุด หรือ -0.83 % ดัชนี CAC-40: ตลาดหุ้นฝรั่งเศส เวลา 15:10 น. (ตามเวลาประเทศไทย) อยู่ที่ระดับ 3,388.46 จุด ลดลง 23.07 จุด ทั้งนี้เปิดตลาดที่ระดับ 3,386.06 จุด ปิดตลาดครั้งก่อนที่ระดับ 3,411.53 จุด หรือ -0.68 %
ขณะที่ตลาดหุ้นในภูมิภาค อาทิ ดัชนี ฮั่งเส็ง: ตลาดหุ้นฮ่องกง ปิดตลาดที่ระดับ 21,545.57 จุด ลดลง 264.66 จุด หรือ -1.21 % ดัชนี SHI: ตลาดหุ้นจีน ปิดตลาดที่ระดับ 2,066.21 จุด ลดลง 35.37 จุด หรือ -1.68 % และ ดัชนี นิกเกอิ: ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ปิดตลาดที่ระดับ 8,933.06 จุด ลดลง 122.14 จุด หรือ -1.35 %

* โบรกฯ ชี้ แรงขายหุ้นใหญ่ พลังงาน-แบงก์-สื่อสารกดดัน คาดSETพักฐานลง1260 จุด

บทวิเคราะห์ บล.ธนชาต ระบุว่า SET ปรับลดลงจากแรงขายหุ้นขนาดใหญ่อย่างกลุ่มพลังงาน ธนาคาร และสื่อสาร รวมไปถึงกลุ่มหุ้นขนาดกลาง และคาดว่า SET จะมีแนวโน้มปรับลดลงต่อเนื่องระยะสัปดาห์ไปที่เป้าหมายการพักฐานบริเวณ 1,260 +/- จุด
เนื่องด้วย 1) กลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ 3 กลุ่มมี Upside ระยะสั้นจำกัด โดยหุ้นกลุ่มพลังงานมีความเสี่ยงจากแรงขาย “Sell on Fact” หลังประกาศกำไร 3Q12 เนื่องจากคาดว่าผลการดำเนินงาน 4Q12 จะกลับมาสู่ภาวะปกติ เนื่องจากค่าการกลั่นเริ่มปรับลดลงมาที่ระดับ US$6/bbl และราคาน้ำมันที่ปรับลดลงทำให้มีความเสี่ยงจากการบันทึกขาดทุนสต็อกน้ำมันอีกครั้ง,หุ้นกลุ่มสื่อสาร แม้จะให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูง แต่ก็ยังมีประเด็นฟ้องร้องฮั้วประมูล 3G ทำให้ Upside จำกัด, หุ้นกลุ่มธนาคารที่ได้รับแรงกดดันจาก การปรับลดดอกเบี้ยของ ธปท. และแนวโน้มการเติบโตสินเชื่อ และค่าธรรมเนียมชะลอตัว 2) ตลาดหุ้นต่างประเทศหลักๆ เกิดสัญญาณการ “พักฐาน” ระยะสัปดาห์ ทำให้การ Rebound ระยะสั้นในระยะต่อไปนี้ค่อนข้างจำกัด
นอกจากนี้เราคาดว่านักลงทุนจะมีความกังวลมากขึ้นต่อปัญหา “Fiscal Cliff” หรือ “หน้าผาทางการคลัง” สหรัฐฯ หลังการเลือกตั้งวันที่ 6 พ.ย.นี้ ซึ่งในกรณีที่สหรัฐฯ จำเป็นต้องเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ จะเป็นความเสี่ยงต่อการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือในอนาคต ซึ่งทำให้กลยุทธ์ลงทุน ยังเน้น “รอซื้อ” หุ้นกลุ่มธนาคาร (KBANK, TMB) และสื่อสาร (INTUCH, ADVANC) เมื่อ SET ปรับลดลงไปที่แนวรับ 1,260 +/- จุด

* เซียนหุ้น ชี้ นลท.ผวา “Fiscal Cliff”ของสหรัฐฯ

นายชัยยศ จิวางกูร ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.คันทรี่ กรุ๊ป เปิดเผยว่า ยังไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจนจากการที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย(26 ต.ค.)ได้ปรับตัวลดลงค่อนข้างรุนแรง แต่ในเบื้องต้นคาดว่าจะเป็นแรงขายของนักลงทุนต่างชาติ ภายหลังจากในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมาได้มีการช็อตในตลาด TFEX มาอย่างต่อเนื่องแล้ว และคาดว่าน่าจะมาจากความกังวลต่อนโยบายประเทศสหรัฐฯ กรณี Fiscal Cliff หรือหน้าผาทางการคลัง ซึ่งเป็นนโยบายเกี่ยวกับมาตรการทางภาษีที่จะสิ้นสุดอายุลงในสิ้นปีนี้ ทำให้กระทบต่อการลงทุนภาพใหญ่ เพราะตลาดหุ้นทั่วโลก รวมไปถึงราคาทองและราคาน้ำมันในตลาดโลกก็ปรับตัวลดลงทั้งหมด
ประเมินแนวรับ 1262-1270 จุด โดยเชื่อว่าดัชนีคงจะไม่หลุดต่ำกว่าระดับแนวรับดังกล่าว

* กูรู แนะ ทยอยขายหุ้นราคาเต็มมูลค่า และลดพอร์ตเหลือ40%

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.เอเชีย พลัส เปิดเผยว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย(26 ต.ค.)ปรับตัวลดลงตามทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นต่างประเทศโดยเฉพาะตลาดดาวโจนส์ฟิวเจอร์ที่ในช่วงระหว่างวันได้ปรับตัวลงค่อนข้างแรงจากความกังวลปัญหาวิกฤตในประเทศยุโรปและยังอยู่ในช่วงประกาศผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนของสหรัฐฯในไตรมาส3ที่ส่วนใหญ่จะออกมาอยู่ในระดับทีทรงตัวหรือต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ได้คาดไว้
ส่วนประเด็นการเลือกตั้งผู้นำสหรัฐฯนั้นในเบื้องต้นยังไม่พบสัญญาณว่าจะมีผลกระทบต่อตลาดทุนในระยะนี้เพราะอยู่ระหว่างการขับเคี่ยวกันในการเลือกตั้งระหว่างนายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐ ในฐานะผู้ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีตัวแทนพรรคเดโมแครต กับนายมิตต์ รอมนี่ย์ ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีตัวแทนพรรครีพับลิกัน อดีตผู้ว่าการรัฐแมสซาชูเซทส์ “ที่ผ่านมาเห็นว่าตลาดหุ้นไทยตรึงตัวมากเพราะราคาแพงมีพีอีสูงกว่า 15เท่ากว่าๆ ซึ่งการที่ตลาดฯหุ้นจะปรับฐานลงก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจส่วนปัจจัยที่ยังปกคลุมตลาดฯอยู่ในช่วงนี้คงมาจากการทยอยประกาศงบของบริษัทฯในสหรัฐฯที่ส่วนใหญ่ไม่ได้ดีตามคาด และตลาดกำลังติดตามประเด็นการให้ความช่วยเหลือประเทศยุโรปที่กำลังประสบปัญหาวิกฤตอยู่ในขณะนี้” นายเทิดศักดิ์ กล่าว
สำหรับแนวโน้มตลาดหลักทรัพย์ไทยสัปดาห์นี้คาดว่าจะเคลื่อนไหวแบบผันผวน โดยยังไม่สามารถระบุได้ว่าตลาดฯจะปรับฐานในช่วงสั้นหรือไม่เพราะยังมีปัจจัยจากแนวทางช่วยเหลือประเทศยุโรปการประกาศผลประกอบการบริษัทฯในสหรัฐฯและในประเทศปกคลุมอยู่ โดยกลยุทธ์การลงทุนในสัปดาห์หน้านักลงทุนควรจะต้องทยอยขายหุ้นที่ราคาเต็มมูลค่าแล้วไปก่อน และลดพอร์ตการลงทุนเหลือถือหุ้น 40% และเงินสด 60%ของพอร์ตการลงทุนโดยรวม ทั้งนี้ ได้ประเมินกรอบแนวรับแรกไว้ที่ 1,260 จุด และแนวรับถัดไปอยู่ที่ 1,240 จุด ส่วนแนวต้านประเมินไว้ที่ 1,285 จุด

* สั่งเกาะติดตามปัจจัยจากต่างประเทศอย่างใกล้ชิด

นายธวัชชัย อัศวพรชัย ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.โกลเบล็ก เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นในวันนี้(26ต.ค.)ยังคงปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง หลังมีแรงขายทำกำไรระยะสั้นจากนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งเป็นแรงขายทำกำไรของนักลงทุนต่างชาติก่อนสิ้นปี ประกอบกับนักลงทุนต่างชาติยังไม่มั่นใจกับผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทยในช่วงไตรมาส 3 ที่กำลังทยอยออกมา ซึ่งคาดว่าจะมีกำไรต่ำกว่าเป้าที่คาดไว้ โดยมองว่านักลงทุนต่างชาติคาดหวังผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทยไว้สูง จึงทำให้ผิดหวังและมีแรงขายออกมา ส่วนช่วงบ่ายดัชนีฯเริ่มมีแรงซื้อกลับเข้ามาบ้างในระยะสั้น แต่โดยภาพรวมดัชนีฯวันนี้ยังปรับตัวลดลงในแดนลบ
ส่วนแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ มองว่ามีโอกาสแกว่งตัวผันผวน ทั้งแดนบวกและแดนลบ เนื่องจากยังไม่มีปัจจัยบวกใหม่ๆเข้ามาสนับสนุนจิตวิทยาของการลงทุน ซึ่งนักลงทุนต้องติดตามปัจจัยจากต่างประเทศอย่างใกล้ชิด เนื่องจากจะมีผลต่อทิศทางของตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์หน้า
โดยปัจจัยที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้ คือ การประกาศตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3 ของสำนักงานสถิติในประเทศสหรัฐฯ และการประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในสัปดาห์หน้า ส่วนฟากตลาดยุโรป แนะจับตาการประกาศตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของประเทศฝรั่งเศสในเดือนตุลาคมและตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของอิตาลีในเดือนตุลาคม นอกจากนี้ในวันที่ 31 ตุลาคม ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะรายงานภาวะเศรษฐกิจไทยประจำเดือน และทางคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กำหนดการประชุม
ส่วนกลยุทธ์การลงทุนในช่วงสัปดาห์นี้ แนะนำนักลงทุนทยอยขายทำกำไรหากดัชนีฯปรับตัวลดลงต่ำกว่า 1,280 จุด โดยให้แนวรับไว้ที่ 1,270 จุด ส่วนแนวต้านให้ไว้ที่ 1,291 จุด

*นลท.ระยะสั้น แนะซื้อเก็งกำไร Stop loss บริเวณ 1,285/1,280 จุด

บทวิเคราะห์ บล.บัวหลวง ระบุว่า ปัจจัยลบต่อตลาดหุ้นฯ ยังคงเป็น 1) วิตกเศรษฐกิจโลกชะลอตัว โดยปลายสัปดาห์หน้า จับตาตัวเลขภาคการผลิตโลก (US ISM, EU PMI, CHINA PMI) มีโอกาสแย่กว่าคาด หลังสัปดาห์นี้รายงานเศรษฐกิจส่วนใหญ่แย่กว่าคาด 2) วิตก งบ บจ.ไทย แย่กว่าคาด (ไม่มี Upward revision) 3) หมดแรงซื้อคืนหุ้นที่ถูกขาย
ช็อตก่อนหน้า อิงวานนี้หุ้นหลายตัว เช่น KBANK ADVANC PTT ถูกซื้อคืน (Cover short) จนเกินจำนวนมูลค่าที่ขายช็อตสะสมระหว่าง 22-24 ตค.
Technical view: คาดแนวโน้มดัชนี (1) เบรก 1,315/1,320 จุด และกลับมาเป็นขาขึ้นรอบใหม่ (ให้น้ำหนักเกิด 30%) หรือ (2) ไม่ผ่าน 1,320 จุด และพักฐานมองแนวรับแรก 1,270 จุด และแนวรับสำคัญบริเวณ 1,255 จุด
พอร์ตระยะสั้น-แนะซื้อเก็งกำไร โดยมี Stop loss บริเวณ 1,285/1,280 จุด ส่วนพอร์ตรายสัปดาห์-เดือน แนะ ขึ้น-ขายกระชับพอร์ต หุ้นเด่น SCC SCB BBL คาดมีแรงซื้อคืนเพิ่ม หากตลาดมีรีบาวด์ อิงถูก Short sale สูงและยังไม่ได้ถูกซื้อคืน

* ธปท.หั่นจีดีพีปีหน้าเหลือโต 4.6% จากเดิม 5%ส่วนปีนี้คงคาดการณ์โต 5.7%

ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) รายงานว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)ยังคงประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 55 ไว้ที่ 5.7% โดยอุปสงค์ในประเทศยังมีแรงส่งต่อเนื่องจากปัจจัยสนับสนุนหลายด้าน แม้ว่าเครื่องชี้การลงทุนและการนำเข้าจะส่งสัญญาณว่าอุปสงค์ในประเทศอาจแผ่วลงจากที่ประเมินไว้ก็ตาม
สำหรับปี 56 คาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโตในระดับ 4.6% จากเดิมคาดไว้ 5% โดย กนง.ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะยังขยายตัวได้ต่อเนื่องจากปีก่อนหน้า แต่ในอัตราที่ลดลงจากครั้งก่อนค่อนข้างมากจากเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอลงและมีปัญหายืดเยื้อ ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกและแรงส่งของอุปสงค์ในประเทศมากกว่าที่ประเมินไว้ รวมทั้งมีผลเพิ่มเติมจากการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐบาลในส่วนของแผนการบริหารจัดการน้ำที่อาจล่าช้ากว่าที่ประเมินไว้ในครั้งก่อน
ปัจจัยเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจไทยในปีหน้า คือ ภาวะซบเซาของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะปัญหาของยุโรปทียังยืดเยื้อ ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐก็มีความเสี่ยงที่มาตรการด้านการคลังจะสิ้นสุดอายุลงในปีนี้ รวมทั้งเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักทั้ง 12 ประเทศขยายตัวลดลงด้วย ด้านแรงขับเคลื่อนหลักยังมาจากการบริโภคลงทุนในประเทศ อัตราดอกเบี้ยต่ำ และธนาคารปล่อยสินเชื่อในระดับสูง

* ทุนนอกผันผวนขึ้น เคลื่อนย้ายจากประเทศพัฒนาไปสู่ประเทศเกิดใหม่

นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) มองเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศในระยะต่อไป มีแนวโน้มจะผันผวนมากขึ้น และเห็นการเคลื่อนย้ายของเงินทุนจากภูมิภาคที่พัฒนาแล้ว ไปสู่ประเทศเกิดใหม่มากขึ้น หลังประเทศเศรษฐกิจหลักๆ มีการอัดฉีดเงินสู่ระบบเป็นจำนวนมาก และปรับลดอัตราดอกเบี้ยจนอยู่ในระดับที่ต่ำมาก
ขณะที่ไทยจะต้องพยายามบริหารจัดการ และเตรียมความพร้อมที่จะรับมือกับความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ที่อาจจะมีมากขึ้นในระยะต่อไปด้วย
“มาตรการของประเทศหลักๆ ที่มีการลดดอกเบี้ยจนต่ำมาก มีการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบการเงินเพิ่มขึ้น คงจะทำให้เงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศมีความผันผวนและเคลื่อนย้ายจากประเทศพัฒนาไปสู่ประเทศเกิดใหม่ หรือในตลาดเกิดใหม่ด้วยกัน”นายไพบูลย์ กล่าว

* อัตราการว่างงานสเปน Q3/12 พุ่งแตะ 25.02% สูงสุดนับแต่ปี 1976 ส่งซิกศก.ย่ำแย่ลง

รายงานข่าวบนเว็บไซต์บลูมเบิร์กดอทคอมระบุว่า สำนักงานสถิติแห่งชาติสเปนเปิดเผยวันนี้ว่า อัตราการว่างงานสเปนไตรมาส 3 ปี 2012 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 25.02% สูงสุดนับแต่ปี 1976 จาก 24.6% ในเดือนก่อนหน้า สะท้อนภาวะเศรษฐกิจที่เลวร้ายลง และอาจเพิ่มแรงกดดันให้สเปนต้องขอรับความช่วยเหลือทางการเงินจากสหภาพยุโรป หรือ อียู
‘สถานการณ์ค่อนข้างน่าวิตก เนื่องจากอัตราการว่างงานยังจะเพิ่มขึ้นได้อีก กิจกรรมทางเศรษฐกิจค่อนข้างซบเซา และรัฐบาลจำเป็นต้องลดการจ้างในภาครัฐตามนโยบายรัฐเข็มขัด โดยเฉพาะแรงงานในภาคการศึกษาและการสาธารณสุข’ นายริคาร์โด้ ซานโตส นักเศรษฐศาสตร์ที่บีเอ็นพีพาริบาส์กล่าว
‘อัตราการว่างงานเป็นหนึ่งในปัญหาใหญ่ของสเปน ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสเปนกำลังเลวร้ายลง และดูเหมือนจะเลวร้ายกว่าที่คาดการณ์ไว้ ปัญหานี้ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของสเปน แต่เป็นปัญหาของยูโรโซน ขณะนี้หนี้ต่างประเทศทั้งของภาครัฐและเอกชนสเปนอยู่ในระดับเดียวกับกรีซแล้ว’ นายจัสติน ไนท์ นักกลยุทธ์ที่ยูบีเอสเอจีกล่าว

* ฟิวเจอร์แพธ เผย สัญญาณเทคนิคชี้ ราคาทองคำเสี่ยงดิ่งแตะ 1,600 ดอลล์/ออนซ์ สิ้นปีนี้

รายงานข่าวบนเว็บไซต์บลูมเบิร์กดอทคอมระบุว่า ฟิวเจอร์แพธเทรดดิ้งคาดว่า ราคาทองคำอาจลดลงมาอยู่ที่ระดับ 1,600 ดอลลาร์/ออนซ์ในสิ้นปีนี้ โดยพิจารณาจากปัจจัยทางเทคนิค
นายพอล คาวานักวิเคราะห์ทางเทคนิคที่ฟิวเจอร์สแพธกล่าวว่า ราคาทองคำในตลาดล่วงหน้าเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 50 วันเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า ราคาทองคำอาจลดลงมาอยู่ที่ระดับดังกล่าวในสิ้นปีนี้
‘ความเสี่ยงที่ราคาทองคำจะลดลงมีมากขึ้น และราคาทองคำอาจจะผ่านจุดสูงสุดของปีมาแล้ว ราคาน่าจะปรับลงได้อีก’ นายคาวานักกล่าว
ขณะที่วานนี้ ราคาทองคำลดลงมาอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 1,700 ดอลลาร์/ออนซ์เป็นครั้งแรกนับแต่วันที่ 7 กันยายน ส่วนค่าเฉลี่ย 50 วันอยู่ที่ 1,726.55 ดอลลาร์/ออนซ์

Advertisements