หุ้นนิคมฯขาขึ้น
*คาดปี 55กำไรโต 146.4%และ10.4% ในปี56

หุ้นนิคมฯ ขาขึ้น รับอานิสงส์ยอดขอส่งเสริมลงทุนปี55 กระฉูด1.46 ล้านลบ.สูงสุดในประวัติศาสตร์ คาดดันกำไรโต 146.4% และโตอีก10.4% ในปี56 กูรู สั่งลงทุนมากกว่าตลาด แนะซื้อ AMATA-ROJNA ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 24.5 บาทและ 13.2 บาท ตามลำดับ ดีบีเอสวิคเคอร์ส เชียร์ HEMRAJ หลังโชว์ยอดปี 55 ทะลุเป้าแนะซื้อ ฟากบิ๊ก NNCL ลุ้นปีนี้โตก้าวกระโดด ตั้งเป้ารายได้โต 10% ส่วน บิ๊กROJNA มั่นใจปีนี้โชว์ผลงานดีกว่าปี55แน่นอน ด้านBOI มองแนวโน้มการลงทุนในปี 56 จะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

* เซียนหุ้นฟัน หุ้นนิคมฯปีนี้แจ่มกว่าปีก่อน

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.คันทรี่กรุ๊ป กล่าวว่า แนวโน้มธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมในปีนี้ยังมีโอกาสเติบโตได้ดีต่อเนื่องจากปีก่อน แม้ว่ายอดขายที่ดินอาจจะชะลอตัวลงไปบ้างจากนโยบายปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำของรัฐบาล 300บาทต่อวัน แต่เชื่อมั่นว่านักลงทุนต่างชาติก็ยังจะเข้ามาสร้างฐานลงทุนในประเทศไทยอยู่เพราะเศรษฐกิจมีอัตราการขยายตัวที่ดีและกลุ่มอุตสาหกรรมยายนต์ก็เติบโตอย่างมากสะท้อนจากยอดขอBOI ในปี2555ก็สร้างสถิติสูงสุดใหม่อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ขณะที่ทิศทางของรายได้ปีนี้จะปรับตัวสูงขึ้นอย่างโดดเด่นเพราะยอดขายที่ดินในปีก่อนได้สร้างฐานไว้สูงมากทำให้จะบันทึกเข้ามาเป็นรายได้ในปีนี้
พร้อมกันนี้ สำหรับนักลงทุนที่สนใจหุ้นในกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมปัจจุบันได้อยู่ระหว่างทบทวนราคาพื้นฐานใหม่เพราะราคาหุ้นได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาสูงมากและทิศทางของผลการดำเนินงานก็อยู่ในทิศทางเชิงบวก แต่หากจะลงทุนในช่วงนี้ควรจะเน้นกลยุทธ์การลงทุนแบบเก็งกำไรมากกว่า หรือรอซื้อเมื่อราคาปรับฐาน โดยหุ้นที่น่าสนใจได้แก่ AMATA (ราคาพื้นฐานปัจจุบัน 25.00 บาท) HEMRAJ (ราคาพื้นฐานปัจจุบัน 3.90 บาท)และROJNA (ราคาพื้นฐานปัจจุบัน 11.30 บาท)

* กำไรหุ้นนิคมฯปี55 คาดโต 146.4% และ10.4% ปีนี้

บทวิเคราะห์ บล.เคจีไอ ระบุว่า บีโอไอเปิดเผยยอดส่งเสริมการลงทุนในปี 2555 ที่ 1.46 ล้านล้านบาท,สูงสุดที่เคยมีมา และทางบีโอไอได้ประเมินคำขอรับส่งเสริมการลงทุนในปีนี้ โดยคาดว่าจะอยู่ที่600,000-700,000 ล้านบาท ชะลอตัวลงจากปีที่ผ่านมา สอดคล้องกับมุมมองของเรา ซึ่งเราเชื่อว่าส่วนหนึ่งคำขอฯ ในปี 2555 ส่วนหนึ่งเป็นการชะลอเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในช่วงปลายปี 2554
อย่างไรก็ตาม เรายังเชื่อว่าผลการดำเนินงานของกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมจะยังคงแข็งแกร่งโดยคาดว่าจะเติบโต 146.4%YoY ในปี 2555 และ 10.4% ในปี 2556

* กูรู สั่งลงทุนมากกว่าตลาด รับอานิสงส์ยอดขออนุมัติลงทุน

บทวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ฝ่ายวิจัยคาดการณ์ยอดขายที่ดินของ 3 บริษัทในกลุ่มคือ AMATA ,HEMRAJ และ ROJNA ของปี 2555 ไว้ที่ 5 พันไร่ เพิ่มจาก 3.7 พันไร่ในปี 2554 และยังมีทิศทางทรงตัวระดับสูงในปี 2556 ซึ่งปัจจัยขับเคลื่อนได้แก่การเปิดเสรีการค้าประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ปี 2558 ซึ่งจะดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเข้ามาใช้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านการผลิตและ Logistic ของหลากหลายอุตสาหกรรม
นอกจากนั้นประเด็นการพิจารณาผ่อนผันให้ใช้แรงงานต่างด้าวในกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน จะช่วยให้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานคลี่คลายลง อีกทั้งยังเป็นการดึงดูดแรงงานให้มาทำงานในไทยมากขึ้น รวมถึงเพิ่มกำลังซื้อของภาพรวมในประเทศ ฉะนั้นจึงให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมมากกว่าตลาด

* โบรก แนะซื้อ AMATA ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายใหม่ที่ 24.5 บาท

บทวิเคราะห์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ระบุว่า ราคาหุ้นของ AMATA เริ่มที่จะ outperform ตลาดตั้งแต่ต้นปี 2556 หลังจาก underperform ตลาดในปีที่แล้ว ในสัปดาห์ที่แล้วมีข่าวที่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่า ยอด presales ของที่ดินในปี 2555 นั้นสูงถึง 2,800 ไร่ โดยเฉพาะสัญญาใหญ่ที่เข้ามาไตรมาสที่ 4 ซึ่งเป็นอีกปัจจัยในการผลักดันราคาหุ้น การนำบริษัท AMATA VN เข้าจดทะเบียน ซึ่งเป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นมาสำหรับการลงทุนในเวียดนามเป็น upside ที่เพิ่มเข้ามา เรายังคงคำแนะนำ ซื้อ ด้วยราคาเป้าหมายใหม่ที่สูงกว่าเดิมที่ 24.5 บาท บน +1SD สูงกว่าค่าเฉลี่ย PER ระยะยาว โดย เราเปลี่ยนไปใช้สมมติฐานกำไรสุทธิปี 2556
ประวัติความเป็นมาของอมตะ วีเอ็น : ในวันที่ 26 ธันวาคม 2555 AMATA ถือสัดส่วน 89.8% ใน AMATA VN ซึ่งถือสัดส่วน 70% ในบริษัท Amata (Vietnam) Joint Stock จากรายงานงบการเงิน ณ วันที่ 30 กันยายน 2555 Amata VN ขาดทุนสุทธิที่ 132,000 บาท ส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบที่ 297,000 บาท เนื่องมาจากผลขาดทุนสะสม -384.6 ล้านบาททสูงกว่าทุนเรียกชำระแล้วที่ 384.3 ล้านบาท (ตารางที่ 1 ) ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมในเวียดนามยังคงไม่สามารถสร้างกำไรให้ AMATA ได้จนกระทั่งขณะนี้เพิ่มทุนโดยการเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย : เมื่อฐานทุนลดน้อยลงมาก Amata VN ต้องประสบความยากลำบากในการดำเนินโครงการในอนาคตที่เวียดนาม ดังนั้น Amata VN จึงทำการออกหุ้นใหม่จำนวน 151.4 ล้านหุ้น โดยมีรายละเอียดตามตารางที่ 2 ตามที่ AMATA ยื่นไฟล์ลิ้งกับ SET ไว้
ราคาพาร์หุ้นใหม่สำหรับผู้บริหารและพนักงานอยู่ที่ 0.50 บาท สมมติว่าราคา IPO ของ Amata VN นั้นมี premium ของราคาพาร์ที่ 20% ราคา IPO น่าจะอยู่ประมาณที่ 0.60 บาท/ หุ้น ซึ่ง 20% premium นั้น เรานำมาจากกรณีศึกษาก่อนหน้าของบริษัท TMC Industrail ที่ทำการนำเสนอขายหุ้นใหม่ให้พนักงานก่อนเช่นกัน
ประโยชน์ต่อ AMATA : ถ้าการทำ IPO นั้นประสบความสำเร็จ AMATA จะได้รับประโยชน์อยู่ 2 ทางคือ 1. มูลค่าทางบัญชีของ Amata VN จะเพิ่มจาก -320,000 บาท เป็น 89.38 ล้านบาท และ 2. ด้วยเงินทุนก้อนใหม่ Amata VN จะสามารถทำการลงทุนใหม่ๆ ในเวียดนามได้ และช่วยเพิ่มรายได้ให้ AMATA
AMATA อาจทำการพิจารณาขายสัดส่วนใน Amata VN สมมติว่า AMATA ขายหุ้นครึ่งหนึ่งใน Amata VN ประมาณ 340.26 ล้านหุ้นไป ซึ่ง 170 ล้านหุ้นนั้นเป็นหุ้นที่ถือครองโดยตรง (ตารางที่ 3) AMATA จะได้รับทุนเพิ่มประมาณ 102.1 ล้านบาทหรือ 0.10/ หุ้น

*เพิ่มราคาเป้าหมายใหม่ ROJNA 13.2 บาท

บทวิเคราะห์ บล.ทรีนีตี้ ระบุว่า ปรับประมาณการกำไร และเพิ่มราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 13.2 บาท จากเดิม 12.5 บาท จากรายการพิเศษกำไรจากการขายคอนโดมิเนียมเฟสแรกและโรงแรมได้กำไรหลังภาษีประมาณ 180 ล้านบาท รวมถึง คอนโดมิเนียมเฟสสองมีกำไรที่มากกว่าคาด และ โรงไฟฟ้า 165 MW จะเริ่มเดินเครื่องกลางปีนี้ตั้งเป้าขายที่นิคมฯปี 2556 เท่ากับ 1,500 ไร่ เฉพาะที่ปราจีนบุรี ยังไม่รวมอัพไซด์จากการขายที่ดินเพิ่มในอยุธยาและปลวกแดง และ มีแนวโน้มจะได้ลูกค้าเดิมค่าย Honda ขยายกำลังการผลิตเพิ่ม ทำให้แนวโน้มผลประกอบการ 2556-2557 จะโดดเด่นต่อเนื่อง คงคำแนะนำ ซื้อ
บมจ. สวนอุตสาหกรรมโรจนะ (ROJNA) ได้ขายธุรกิจคอนโดมิเนียมเฟสแรกซึ่งได้จำหน่ายและโอนให้ลูกค้าหมดแล้ว รวมถึงกิจการโรงแรมในจีน เป็นมูลค่า 974 ล้านบาท เทียบกับมูลค่าตามบัญชี 750 ล้านบาท คาดจะบันทึกกำไรหลังภาษีประมาณ 180 ล้านบาท สำหรับคอนโดมิเนียมเฟสสองในจีน มูลค่า 3,500 ล้านบาท คาดจะโอนเป็นส่วนใหญ่ในปี 2556 มีอัตรากำไรขั้นต้นประมาณ 30% จะช่วยหนุนกำไรปี 2556 โดดเด่นขึ้น
ตั้งเป้าขายที่นิคมฯปี 2556 เท่ากับ 1,500 ไร่ เท่าปีก่อน: ROJNA ได้ตั้งเป้าหมายขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมปี 2556 เท่ากับ 1,500 ไร่ โดยเป็นเป้าเฉพาะในนิคมอุตสาหกรรมที่จังหวัดปราจีนบุรี โดยยังไม่รวมแนวโน้มที่จะขายที่ได้เพิ่มอีกที่อยุธยา ซึ่งยังเหลือที่เดินเปล่า 2,000 ไร่ และ ปลวกแดง 500 ไร่ เทียบกับปี 2555 ที่มียอดขายที่ดินนิคมฯเท่ากับ 1,500 ไร่ คือ นิคมฯที่ปลวกแดง ประมาณ 500 ไร่ และนิคมฯที่ปราจีนบุรีประมาณ 1,000 ไร่
โรงไฟฟ้าที่ถูกน้ำท่วม 265MW เริ่มกลับมาเดินเครื่อง และกลางปีจะมีเพิ่มอีก165MW : โรงไฟฟ้าที่ถูกน้ำท่วมเมื่อปลายปี 2554 ได้เริ่มกลับมาเดินเครื่องได้แล้ว และเริ่มเชื่อมต่อให้กับลูกค้าเป็นบางเฟส คาดจะสามารถทยอยขายไฟฟ้าให้ลูกค้าได้เป็นปกติในปลายไตรมาส 1/2556 นอกจากนี้โรงไฟฟ้าขนาด 165 MW จะเริ่มเดินเครื่องได้ในครึ่งหลังของปี 2556 ทำให้กำลังไฟฟ้ารวมจะเพิ่มเป็น 430 MW และจะทำให้รายได้จากการขายไฟเพิ่มขึ้นจาก 4,500-4,800 ล้านบาท เป็น 6,700 ล้านบาท ต่อปี
ปรับประมาณการ และเป้าหมายขึ้นเป็น 13.2 บาท คงคำแนะนำ ซื้อ: เราปรับประมาณการผลประกอบการในปี 2556-2557 เพิ่มขึ้น จากกำไรขายธุรกิจคอนโดมิเนียมเฟสแรกในจีนได้กำไรหลังภาษีประมาณ 180 ล้านบาท ธุรกิจคอนโดมิเนียมเฟสสองมีกำไรที่ดีกว่าคาด และ ธุรกิจโรงไฟฟ้าอีก 165 MW จะเริ่มเดินเครื่องได้ครึ่งปีหลัง นอกจากนี้ ยังไม่รวมอัพไซด์จากการขายที่ดินเพิ่มในอยุธยาและปลวกแดง และ มีแนวโน้มจะได้ลูกค้าเดิมค่าย Honda ขยายกำลังการผลิตเพิ่ม เราคงคำแนะนำ ซื้อ ประเมินราคาเป้าหมายเท่ากับ 13.2 บาท บนฐาน P/E สำหรับปี 2556 เท่ากับ 12 เท่า ใกล้เคียงกับบนฐานเฉลี่ย P/E ในอดีต (เพิ่มขึ้นจากเดิม 12.50 บาท)

*HEMRAJ ยอดขายนิคมปี 55 ทะลุเป้า แนะนำ ‘ซื้อ’ ราคาพื้นฐาน 3.56 บาท

บทวิเคราะห์ บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส HEMRAJ ประกาศยอดขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมปี 55 เป็น 2,317 ไร่ เพิ่มขึ้น 39% เมื่อเปรียบเทียบกับปี 54 ที่ขายได้1,670 ไร่ ถือว่าทะลุเป้าที่ตั้งไว้ก่อนหน้าที่ 2,300 ไร่ (ปรับเป้าเป็นครั้งที่ 3 เพราะขายดี) และถือเป็นการทำลายสถิติสูงสุดใหม่อีกครั้ง ยอดขายเฉพาะ 4Q55 เป็น 365 ไร่ โดยมีจำนวนสัญญารวม 115 ราย เป็นลูกค้าใหม่ 80 รายและเป็นการขยายโครงการของลูกค้าที่มีอยู่เดิม 35 ราย โดยจำนวนนี้เป็นกว่า 46% เป็นลูกค้าญี่ปุ่น และกว่า 30% มาจากลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และในปี 2555 บริษัทฯ มีพื้นที่การให้เช่าโรงงานสาเร็จรูปและคลังสินค้าเพิ่มสูงขึ้นถึง 93,606 ตารางเมตร หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 59 เมื่อเทียบกับจากยอดสะสมของปี 2554 โดยมีพื้นที่ให้เช่าโรงงานสำเร็จรูป และคลังสินค้ารวมอยู่ที่ 252,684 ตารางเมตร นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ให้เช่าล่วงหน้าอีก 39,279 ตารางเมตร ซึ่งจะเริ่มในอีก 1-6 เดือนข้างหน้าในขณะที่ปริมาณความต้องการด้านบริการสาธารณูปโภคนั้นก็เพิ่มขึ้นร้อยละ 12 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า
เรายังคงมีมุมมองที่ดีกับปัจจัยพื้นฐานของบริษัท แนวโน้มธุรกิจหลักมีความสดใสได้แก่ นิคมฯมีโอกาส ขายได้เพิ่มอีกมากในปี 56-57 แรงหนุนนำจากอุตสาหกรรมหลักคือ ยานยนต์ซึ่งมีสัดส่วนสูงสุดเป็น 34% จากลูกค้าทั้งหมด ณ 9M55 มีการย้ายฐานการผลิตจากญี่ปุ่นมาไทย รวมทั้งการผลิตรถยนต์ในไทยที่จะเพิ่มขึ้นเป็น 3 ล้านคันต่อปีภายใน 3-5 ปีข้างหน้า ซึ่งแรงกระตุ้นมาจากการผลิตเพื่อส่งออกในอนาคต จากปี 55 ที่คาดไว้ 2.3 ล้านคันที่มีแรงกระตุ้นจากมาตรการภาษีสำหรับรถยนต์คันแรก ทั้งนี้ที่ดิน (Land Bank) ในปัจจุบันคือ 5,500 ไร่ ซึ่งเพียงพอต่อการขายเพียง 3 ปีข้างหน้าจะเพิ่มไปเป็น 10,000 ไร่ เพื่อรองรับการขายที่จะมีอีกมากในอนาคต ทางด้านธุรกิจสาธารณูปโภคโดยเฉพาะน้ำที่ใช้ในอุตสาหกรรมก็มีความต้องการจากจำนวนโรงงานในนิคมฯที่เพิ่มขึ้น จนบริษัทวางแผนเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นไปอีกเท่าตัวจากปัจจุบันที่ 2.65 แสนลูกบาศก์เมตรต่อวัน ดังนั้นรายได้เมื่อไปถึงปี 57 จะเพิ่มไปถึง 2 พันล้านบาท
คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาพื้นฐานเป็น 3.56 บาท ซึ่งประเมินด้วยวิธี sum-of-parts ราคาปิดมีส่วนเพิ่มเทียบกับราคาพื้นฐานได้อีก 12% ส่วนคาดการณ์อัตราผลตอบแทนเงินปันผลงวดปี 56 อยู่ในเกณฑ์ดีเป็น 5% เราชอบ HEMRAJ ในประเด็นการกระจายความเสี่ยงจากแหล่งที่มารายได้ที่หลากหลาย คือ นิคม สาธารณูปโภค ไฟฟ้า โรงงานให้เข่า และอสังหาริมทรัพย์ยอดขายนิคมทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง ที่สำคัญกำไรจากบริษัทร่วม Gheco-one ช่วยหนุนนำการเติบโตกำไร จ่ายปันผลสูงและอายุสัมปทานขายไฟฟ้ายาวนาน ส่วนอัตราการเติบโตกำไรหลักสูงมาก ปี 55 +289% y-o-y และปี 56 + 43% y-o-y ราคาหุ้นไม่แพง P/E ปี 56 เป็น 10.0 เท่า แต่จะลดลงเป็น 9.2 เท่าในปี 57 หลักทรัพย์หมวดนิคมฯกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง หลังปี 55 เป็น Laggard

* บิ๊ก NNCL ลุ้นปีนี้กำไรโตก้าวกระโดด ตั้งเป้ารายได้ปี 56 โต 10%

นายนิพิฐ อรุณวงษ์ ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการ บริษัท นวนคร จำกัด (มหาชน) หรือ NNCL เปิดเผยกับ eFinanceThai.com ว่าบริษัทฯ ตั้งเป้ารายได้ในปี 2556 เติบโตประมาณ 10% จากปีนี้ที่คาดจะทำได้มากกว่าปี 2554 ที่ 961 ล้านบาท เนื่องจากประเมินว่าภาพรวมธุรกิจปีหน้าจะมียอดขายที่ดินเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับบริษัทฯ จะเน้นลูกค้าในกลุ่มรายย่อยแบบธุรกิจ SME ซึ่งปัจจุบันมีลูกค้าสนใจซื้อที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมนวนครทั้งในจังหวัดปทุมธานีและจังหวัดนครราชสีมาเป็นจำนวนมาก
‘ ปัจจุบันมีนักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่นสนใจซื้อที่ดินในนิคมทั้ง 2 แห่งเป็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการรายย่อยหรือ SME จากต่างประเทศ ‘นายนิพิฐ กล่าว
ส่วนรายได้ปีนี้คาดว่าจะเติบโตจากปีก่อนที่บริษัทฯ ทำได้ 961 ล้านบาท หลังจากมีรายได้จากการขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมทั้ง 2 แห่งเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งธุรกิจเริ่มฟื้นตัว หลังประสบปัญหาอุทกภัยในช่วงปลายปี 2554 ส่วนกำไรปีนี้คาดว่าจะเติบโตแบบก้าวกระโดดจากปีก่อนที่ทำได้ 48.50 ล้านบาท หลังปัจจุบันบริษัทฯ มีกำไรแล้วกว่า 103 ล้านบาท
ขณะที่บริษัทฯ มีแผนที่จะซื้อที่ดินเพิ่มขึ้นประมาณ 700 – 800 ไร่ เพื่อขยายนิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดนครราชสีมา เฟสใหม่ รองรับลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้น โดยคาดว่าที่ดินดังกล่าวจะมีราคาประมาณ 4 – 5 แสนบาทต่อไร่ อย่างไรก็ตามบริษัทฯ ยังมีแผนที่จะขยายนิคมอุตสาหกรรมทั้ง 2 แห่ง ทั้งที่จังหวัดปทุมธานีและนครราชสีมา ของบริษัทฯ ให้เพิ่มขึ้นอีกด้วย
‘ นิคมอุตสาหกรรมนวนครในจังหวัดปทุมธานีปัจจุบันอยู่ระหว่างการทำเฟสใหม่ คาดว่าจะแล้วเสร็จปีหน้า ทั้งนี้บริษัทฯ คาดว่าพื้นที่ดังกล่าวจะสามารถขายที่ดินได้อีก 3 ปีข้างหน้า’ นายนิพิฐ กล่าว
นอกจากนี้บริษัทฯ คาดว่าในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2556 จะประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ หรือบอร์ด โดยเตรียมจะเสนอคณะกรรมการบริษัทฯ จ่ายเงินปันผลงวดปี 2555 ให้แก่ผู้ถือหุ้น หลังปัจจุบันบริษัทฯ มีกำไรแล้วกว่า 103.93 ล้านบาท ส่วนนโยบายจ่ายเงินปันผลคือไม่น้อยกว่า 50% ของกำไรสุทธิหลังหักภาษี
‘ บริษัทฯ มีนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่า 50% ของกำไร ซึ่งปีนี้เราจะมีการจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้นแน่นอน หลังปัจจุบันมีกำไรกว่า 103.93 ล้านบาท อย่างไรก็ตามเรื่องการจ่ายปันผลตอนนี้ยังไม่ได้เข้าบอร์ด เนื่องจากต้องรอปิดงบไตรมาส 4/2555 ก่อน คาดว่าจะประชุมบอร์ดช่วงต้นเดือน ก.พ.56 และประชุมผู้ถือหุ้นช่วงเดือน เมษายน 2556’ นายนิพิฐ กล่าว

*ROJNA มั่นใจผลงานปีนี้ดีกว่าก่อน ตั้งเป้ายอดขายไม่ต่ำกว่า 1.5 พันไร่

นางสาวอมรา เจริญกิจวัฒนกุล กรรมการ บริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จำกัด (มหาชน) หรือ ROJNA เปิดเผยกับ eFinanceThai.com ว่าในปี 2556 บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายยอดขายที่ดินไม่ต่ำกว่า 1,500 ไร่ ซึ่งใกล้เคียงกับปีนี้ หลังที่ผ่านมามีลูกค้าเข้ามาเจรจาซื้อและเช่าที่ดินอย่างต่อเนื่อง ฉะนั้นจึงคาดว่าจะมีลูกค้าเข้ามาซื้อที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมเพิ่มมากขึ้น และมั่นใจว่าผลประกอบการจะดีขึ้นกว่าปี55อย่างแน่นอน
‘ บริษัทฯ มีเป้าหมายที่จะพยายามโอนที่ดินที่ขายได้ในให้เร็วที่สุด ซึ่งจะสามารถทำให้บริษัทฯ เริ่มรับรู้รายได้ในปีหน้าทั้งหมด ส่วนธุรกิจระบบสาธารณูปโภคที่ใช้ในนิคมอุตสาหกรรมเช่น โรงไฟฟ้า และน้ำ คาดว่าธุรกิจจะปรับตัวดีขึ้นจากปี55 หลังจากธุรกิจเพิ่มฟื้นตัวจากปัญหาน้ำท่วมช่วงปลายปี 2554 อย่างไรก็ตามคาดว่าผลประกอบการ 56 จะดีกว่าปี 55แน่นอน’นางสาวอมรา กล่าว
ทั้งนี้บริษัทฯ ได้เตรียมงบลงทุนไว้ประมาณ 2,000 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ทั้ง 2 แห่งที่จังหวัดระยองและจังหวัดปราจีนบุรี โดยบริษัทฯจะนำไปพัฒนาในส่วนของพื้นที่ให้เช่าและระบบสาธารณูปโภคที่ใช้ในนิคมฯ นอกจากนี้ยังเตรียมไว้สำหรับซื้อที่ดิน เพื่อรองรับการขยายนิคมอุตสาหกรรมในอนาคต หลังจากที่ปัจจุบันนิคมฯ ในจังหวัดปราจีนมีพื้นที่กว่า 4,000 ไร่ และคาดว่าจะขายหมดได้ภายในปีหน้า
‘ ปี56บริษัทฯ จะใช้เงินลงทุนใน 2 นิคมฯ ซึ่งหากขายดีอาจมีการขยายนิคมฯอีก จากปัจจุบันที่มีกว่า 4,000 ไร่ ซึ่งหากเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ คาดว่าที่ดินดังกล่าวน่าจะขายหมดได้ ‘ นางสาวอมรา กล่าว
นอกจากนี้บริษัทฯ คาดว่าจะสามารถรับรู้รายได้ประมาณ 980.48 ล้านบาท ในปี56 จากการที่บริษัทฯ ได้จำหน่ายเงินลงทุนในบริษัท อาร์พีดีพร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บริษัท โรจนะ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ที่เป็นบริษัทย่อยของบริษัทฯ โดยบริษัทฯ คาดว่าจะนำเงินที่ได้จากการขายหุ้นในครั้งนี้ ไปใช้ในการขยายกิจการและพัตนาในธุรกิจหลักของบริษัทในส่วนของนิคมอุสาหกรรมแแห่งใหม่ทั้ง 2 แห่ง ที่บริษัทฯ เพิ่งเปิดใหม่ที่จังหวัดระยองและจังหวัดปราจีนบุรี

*BOI มองแนวโน้มการลงทุนในปี 56 จะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

นายประเสริฐ บุญชัยสุข รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) ในปี 55 ได้รายงานภาพรวมการลงทุนในปี 55 มีนักลงทุนยื่นขอรับ ส่งเสริมการลงทุน 2,582 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 1.46 ล้านล้านบาท โดยจำนวนโครงการ ปรับขึ้น 29.7% และมูลค่าเงินลงทุนเพิ่มขึ้น 131% จากปี 54ก่อให้เกิดการจ้างงาน 348,866 คน เพิ่มขึ้น 61.6% เมื่อเทียบ กับอัตราการจ้างงานปี 54 ที่มี 215,845 คน
สำหรับกิจการที่ได้รับความสนใจจากกลุ่มนักลงทุนสูงสุดเป็นกลุ่มกิจการบริการ และสาธารณูปโภค ยื่นขอรับส่งเสริม 790 โครงการ ด้วยเงินลงทุนรวม 6.08 แสนล้านบาท รองลงมา เป็นกิจการกลุ่มผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักร และอุปกรณ์ขนส่ง ,กิจการเคมี กระดาษ และพลาสติก , กลุ่มกิจการอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องไฟฟ้า
นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า การขอรับส่งเสริมการลงทุนในปี 55 มีกิจการขนาดใหญ่ ที่มีมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านบาท ยื่นขอส่งเสริมจำนวนมากถึง 274 โครงการ รวม มูลค่าเงินลงทุน 1.05 ล้านล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นกิจการในกลุ่มพลังงานทดแทน ยานยนต์ บริการและสาธารณูปโภค เช่น กิจการขนส่งทางอากาศ อิเล็กทรอนิกส์ ยางรถยนต์ ปิโตรเคมี การผลิตไฟฟ้า จากก๊าชธรรมชาติ การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม และอุปกรณ์ทางการแพทย์
ส่วนแนวโน้มการลงทุนในปี 56 คาดจะยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง แม้ว่าในช่วง ปลายปี 55 จะมีผู้ยื่นขอรับส่งเสริมล่วงหน้า ก่อนที่มาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อการ พัฒนาที่ยั่งยืนจะหมดระยะเวลาให้ส่งเสริมสิ้นปี 55 แต่ยังมีการลงทุนอีกมากที่จะเข้ามา ในไทย เพื่อใช้เป็นฐานการผลิตรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(AEC)

Advertisements