หุ้นบันเทิงโค้งท้ายแจ่มจรัส -Q3กำไรโต 13.55%
* โบรกฯ ชี้ Q4 เงินโฆษณาบูม ชู MAJOR เป็น TOP PICK

เปิดโผ 17หุ้นกลุ่มบันเทิงกำไรรวม Q3/55 โต 13.55% จากปีก่อน MATCH เจ๋งสุดกำไรกระฉูด 431.35 % ส่วน MPIC เศร้ากำไรทรุดมากสุด 792.09% เซียนหุ้นฟันธงQ4 เงินโฆษณาบูม ชู MAJOR เป็น TOP PICK โบรกฯ เตรียมปรับเพิ่มคาดการณ์กำไร WORK ปีนี้ ส่วนMCOTปรับคำแนะนำเป็นซื้อหลังคาดปี 56 กำไรโต10% ขณะที่BEC แนะเพียงถือคาดปีหน้ากำไรโตชะลอตัว ฟากเกียรตินาคิน ระบุ ซีทีเอชคว้าลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีก ไม่กระทบ GRAMMY – RS แนะถือและซื้อตามลำดับ ด้านฟิลลิปคาด MAJORกำไรปีนี้แตะ 908.70 ลบ.ปีหน้าแตะพันลบ. บิ๊ก MATCH คาดกำไรทั้งปีนี้สูงสุดเป็นประวัติการณ์

*เปิดโผ 17หุ้นกลุ่มบันเทิงกำไรรวม Q3/55 โต 13.55%

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลประกอบการในไตรมาส 3/2555 ของหุ้นในกลุ่มบันเทิงจำนวน 16 บริษัท พบว่า มีกำไรสุทธิรวม 2389.77 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิรวม 2120.97ล้านบาท เพิ่มขึ้น 268.80 ล้านบาท หรือ12.67 %
ทั้งนี้ 3 อันดับแรกที่มีกำไรเพิ่มขึ้นมากที่สุดในกลุ่ม คือบริษัท แม็ทชิ่ง แม็กซิไมซ์ โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) MATCH โดยQ3/55มีกำไรสุทธิ 13.95 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ขาดทุนอยู่ที่ 4.21ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.16 ล้านบาท หรือ 431.35 % รองลงมาเป็นบริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) หรือ SPORT มีกำไรสุทธิ 8.89 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรอยู่ที่ 1.79 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.1 ล้านบาท หรือ 396.64 % และบริษัท ไลฟ์ อินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (LIVE) มีกำไรอยู่ที่ 17.72 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ขาดทุนอยู่ที่ 33.49 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 51.21 ล้านบาท หรือ 152.91%
สำหรับ บริษัทที่ผลงานQ3/55 ลดลงมากที่สุด คือ บริษัท เอ็ม พิคเจอร์ส เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (มหาชน)(MPIC) โดยพลิกขาดทุนอยู่ที่ 29.76 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรอยู่ที่ 4.30 ล้านบาท ลดลง 34.06ล้านบาท หรือ 792.09% รองลงมาเป็นบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GRAMMY โดยมีกำไรอยู่ที่ 9.12 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรอยู่ที่ 182.56 ล้านบาท ลดลง 173.44 ล้านบาท หรือ 95.0% และบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) (MATI) โดยมีกำไรอยู่ที่6.94 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรอยู่ที่ 17.97 ล้านบาท ลดลง11.03ล้านบาท หรือ61.38 %

*โบรกฯ ฟันธงQ4 แจ่มต่อรับ ไฮซีซั่นเงินโฆษณาบูม ชู MAJOR เป็น TOP PICK

นายดิษฐนพ วัธนเวคิน นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เกียรตินาคิน ประเมินทิศทางกลุ่มบันเทิงในไตรมาส 4/2555 ว่า จะเติบโตต่อเนื่องจากไตรมาส 3/2555 เนื่องจากปกติช่วงไตรมาส 4 เป็นช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจกลุ่มบันเทิง ซึ่งจะมีรายได้จากค่าโฆษณาเข้ามาสูงมาก เพราะเป็นช่วงเทศกาล ซึ่งหากเทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อนจะถือเป็นตัวเลขที่สูงเพิ่มขึ้นกว่าเดิมมาก เนื่องจากช่วงไตรมาส 4/2554 ส่วนใหญ่จะได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการในกลุ่มบังเทิงที่คาดว่าจะมีผลประกอบการในช่วงไตรมาส 4/2555 ดีขึ้น อาทิ BEC MCOT WORK และ MAJOR เป็นต้น โดยเฉพาะ MAJOR นั้น บริษัทฯ เลือกให้เป็น TOP PICK ในไตรมาส 4/2555 เนื่องจากเชื่อว่าอัตราการเติบโตในไตรมาส 4/2555 จะสูงมากกว่าไตรมาส 3/2555 มาก เนื่องจากประเมินว่า ช่วงไตรมาส 4/2555 จะเป็นหน้าหนังที่แข็งแรงที่สุดในปีนี้ และเป็นช่วงไฮซีซั่นของการใช้งบโฆษณา โดยไตรมาส 4/2555 มีภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่น่าสนใจ ได้แก่ ยักษ์ ซึ่งรายได้ประมาณ 50 ล้านบาท, และเจมส์บอนด์ 007 ที่ผ่านไปเพียง 2 สัปดาห์ทำรายได้แล้วประมาณ 80 – 90 ล้านบาท และกำลังจะมี Twilight ภาคจบ, The Hobbit และหนังจากค่าย GTH และ m๓๙ เข้ามาอีกค่ายละเรื่อง ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้รายได้ให้ MAJOR ไตรมาส 4/2555 สูงขึ้นอย่างมาก โดยประเมินราคาเหมาะสมในปีนี้ที่ 24.60 บาท
ขณะที่แนวโน้มของ GRAMMY ในช่วงไตรมาส 4/2555 บริษัทฯ ประเมินว่า GRAMMY อาจประสบกับภาวะขาดทุนได้ โดยประเมินว่าจะมีผลขาดทุนประมาณ 600 ล้านบาท และเป็นไตรมาสที่แย่ที่สุดของปี เนื่องจากยังมีแรงกดดันจากค่าใช้จ่ายของ GMM Z ซึ่งส่งผลกระทบเข้ามาตั้งแต่ไตรมาส 3/2555 ที่ทำให้ GRAMMY มีกำไรประมาณ 9 ล้านบาทเท่านั้น และ GRAMMY จะต้องตัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจใหม่ที่เกิดขึ้นทั้งหมดในปี 2555 รวมทั้งส่วนที่ยังไม่ได้มีการตัดจ่ายในช่วง 9 เดือนแรกของปี เช่น ค่าลิขสิทธิ์รายการโทรทัศน์ และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเพย์ทีวี เป็นต้น ขณะที่ RS แม้จะได้รับแรงกดดันจากทีวีดาวเทียมบ้าง แต่น่าจะน้อยกว่า GRAMMY เพราะช่องทีวีดาวเทียมของ RS มีน้อยกว่าแกรมมี่มาก
ส่วนในปี 2556 บริษัทฯ ประเมินว่า บริษัทฯที่ทำธุรกิจทีวีดาวเทียวจะมาแรงมากในปีหน้า โดยเฉพาะ GRAMMY เนื่องจากคาดว่าผลประกอบการจะฟื้นตัวดีขึ้นหลังจากที่ได้ใบอนุญาตประกอบกิจการจาก กสทช. และมองว่า การปรับตัวลดลงของราคาหุ้น GRAMMYจากจุดสูงสดในช่วง 5-6 เดือนที่ผ่านมา ประมาณ 40% ได้สะท้อนต่อปัจจัยลบดังกล่าวบ้างแล้ว ขณะที่ธุรกิจโดยรวมของปีหน้าเชื่อว่าน่าจะเติบโตต่อเนื่องจากปีนี้ได้ โดยเฉพาะ MCOT ที่หันมาทำรายการของตัวเองมากขึ้น ซึ่งทำให้ทิศทางรายได้และกำไรจะเติบโตกว่าปีนี้แน่นอน ส่วนหุ้นตัวอื่น ๆ ต้องรอพิจารณาจากผลประกอบการไตรมาสที่ 4 ก่อน
ด้านนางสาวจิตรา อมรธรรม ผู้อำนวยการอาวุธโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส เปิดเผยว่าแนวโน้มทิศทางของหุ้นกลุ่มบันเทิงในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนั้น มองว่าจะมีการขยับเพิ่มขึ้นของธุรกิจทางด้านนี้อีกมาก เนื่องจากปัจจัยที่เป็นตัวช่วยเพิ่มทางด้านรายได้ให้กับธุรกิจด้านบันเทิงนั้นอยู่ได้คือค่าโฆษณาที่มีการแข่งขันกันในสื่อทุกแขนง ส่วนรายได้หลักนั้นที่มาจะเป็นในสื่อของรูปแบบของสื่อโฆษณาทางทีวี ประกอบกัน
ส่วนทิศทางในปีหน้านั้นคาดว่าสื่อโฆษณาทางทีวีที่เป็นปัจจัยหลักอยู่แล้วนั้น จะทำให้มีการแข่งขันกันมากขึ้นทั้งในสื่อโฆษณาที่เป็นแผ่นป้ายที่ติดตั้งบนสถานีรถไฟฟ้าหรือป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บนท้องถนนที่มีการเปลี่ยนรูปแบบสื่อให้เป็นแบบดิจิตอลมากขึ้น ซึ่งจะมีทิศทางที่เติบโตไปพร้อมๆกับเศรษฐกิจและความต้องการภายในประเทศทางด้านต่างๆ ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นจะเป็นตัวช่วยเสริมให้ธุรกิจทางด้านบันเทิงนั้นจะมีทิศทางที่สดใส

* กูรู เตรียมปรับเพิ่มคาดการณ์กำไร WORK ปีนี้

บทวิเคราะห์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ระบุว่า ผลประกอบการ 3Q55 : กำไรสุทธิทรงตัว QoQ แต่เพิ่มขึ้นถึง 41% YoY เป็น 136 ล้านบาท จากการเติบโตของธุรกิจผลิตรายการโทรทัศน์ 6% YoY เป็น 405 ล้านบาทจากการปรับค่าโฆษณา รายได้จากโทรทัศน์ดาวเทียมเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็น 42 ล้านบาทหลังจากเริ่มออกอากาศเมื่อเดือน ก.พ. ขณะที่รายได้จากการรับจ้างผลิตเติบโตหลายเท่าตัวจาก 12 ล้านบาทใน 3Q54 เป็น 125 ล้านบาทจากการรับจ้างจัดงานให้ภาครัฐ การจัดงานแถลงข่าวประมูล 3G ของ กสทช. การรับจ้างผลิตรายการ Thailand’s Got Talent Season 2 และ รายการ The Voice อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 49.9% ใน 3Q54 มาเป็น 46.2% จากการที่สัดส่วนรายได้รับจ้างผลิต (มีอัตรากำไรต่ำกว่าธุรกิจผลิตรายการโทรทัศน์) เพิ่มขึ้น นอกจากนั้น สัดส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ยังลดลงมากเนื่องจากการประหยัดจากขนาด ขณะที่อัตราภาษีลดลง
แนวโน้มผลประกอบการ 4Q55 : คาดกำไรเติบโตสูงเมื่อเทียบ YoY เนื่องจากไตรมาส 4 เป็นไฮซีซั่นของอุตสาหกรรมโฆษณา และ ปีก่อนมีฐานต่ำจากน้ำท่วมซึ่งกระทบต่อทั้งอุตสาหกรรมโฆษณาและกิจกรรมด้านบันเทิง แต่ในปีนี้มีกิจกรรรมหลายอย่าง เช่น คอนเสิร์ตคุณพระช่วยสำแดงสด ริวโชว์ มหกรรมคนอวดผี และ Thailand’s Got Talent Show on stage อีกทั้งมีรายได้จากทีวีดาวเทียมขณะที่ปีที่แล้วไม่มี
คำแนะนำการลงทุน : กำไรสุทธิในช่วง 9M55 คิดเป็น 79% ของคาดการณ์กำไรปีนี้ เราจึงมีแนวโน้มปรับเพิ่มประมาณการกำไร เรามีมุมมองเป็นบวกสำหรับ WORK ซึ่งมีศักยภาพเติบโตในเกณฑ์ดีจากการเป็นผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ที่เป็นที่มีชื่อเสียงทำให้มีโอกาสผลิตรายการเพิ่มเติม อีกทั้งธุรกิจทีวีดาวเทียมประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีและมีแนวโน้มขยายตัวได้อีกมาก ขณะที่ฐานะการเงินแข็งแกร่งเป็นเงินสดสุทธิ และ จ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล 5-6% เราแนะนำ ซื้อ โดยประเมินราคาเหมาะสมอิง PER ปี 2256 ที่ระดับ 17 เท่า

* โบรกฯปรับคำแนะนำเป็นซื้อ MCOT คาดปี 56 กำไรโต10%

บทวิเคราะห์ บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส ระบุว่า คาดการณ์กำไรสุทธิปี 56 เติบโต 10% y-o-y สืบเนื่องจาก 1) การขึ้นค่าโฆษณา ม.ค.56 2) เม็ดเงินโฆษณาไหลเข้า MCOT มากขึ้น หลังจากช่อง 3 และ 7 ปรับขึ้นค่าโฆษณา 3) ดึงเวลากลับมาเพื่อผลิตโปรแกรมของตนเอง 4) อัตราภาษีเงินได้ลดลงเป็น 20% จากปี 55 ที่ 23% และ 5) ฐานเปรียบเทียบที่ต่ำ ทั้งนี้ตลาดมีความคาดหวังกับ MCOT ที่ต่ำลง หลังจากผลการดำเนินงานที่อ่อนลงใน 1H55 การที่เรทติ้งส์ที่ทำได้สูงขึ้นทั้ง ข่าว และบันเทิง ยังผลให้ MCOT สามารถปรับขึ้นค่าโฆษณาได้
หยุดแผนการสร้างอาคารคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ (skyscraper) 165 ชั้น แต่อาจเปลี่ยนเป็นการก่อสร้างคอมเพล็กซ์ขนาดกลางแทน หากเป็นเช่นนี้ ถือว่าทำให้เราโล่งใจ ทั้งนี้อาคารคอมเพล็กซ์จะมีการค่ายสำนักงานข่าวต่างประเทศมาร่วมใช้สิ่งอำนวยความสะดวกกับ MCOT เช่น NHK, KBS, CCTV และ AI Jazeera
ปรับเพิ่มคำแนะนำจาก ถือ เป็น ซื้อ เพราะ 1) แนวโน้มผลการดำเนินงานสดใส 2) ลดความกังวลเรื่องการสร้างคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ และ 3) คาดการณ์อัตราผลตอบแทนเงินปันผลอยู่ในระดับสูงงวดปี 55 และ 56 เป็น 7% และ 7.7% ตามลำดับ (อัตราการจ่ายปันผลสูงเป็น 90%) กำหนดราคาพื้นฐานไว้ที่ 42.75 บาท ซึ่งประเมินด้วย P/E ปี 56 ที่ 15 เท่า (ส่วนลด 30% จากการประเมินมูลค่าหุ้น BEC)

* ปี 56 BEC โตในอัตราชะลอตัว แนะเพียงถือ

บทวิเคราะห์ บล.เกียรตินาคิน ระบุว่า BEC เตรียมพร้อมรับการแข่งขันปี 2556 ผู้บริหาร BEC เปิดเผยว่าปี 2556 สถานีโทรทัศน์ช่อง 3 เตรียมปรับผังรายการช่วงวันเสาร์ – อาทิตย์ให้เข้มข้นมากขึ้น ด้วยการนำรายการเรียลลิตี้และเกมโชว์ต่างประเทศมาออกอากาศมากขึ้น หลังจากที่รายการ The Voice Thailand ที่ออกอากาศในช่วงเดือน ก.ย. – ธ.ค. 2555 ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง นอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะปรับลดการแถมเวลาโฆษณาในรายการละครหลังข่าว 2 ทุ่มอีกด้วย
ไม่มีแผนเข้าประมูลใบอนุญาตให้บริการโครงข่ายดิจิตอลทีวี เนื่องจากเสียเปรียบคู่แข่งที่มีความพร้อมในโครงสร้างพื้นฐานมากกว่า แต่อย่างไรก็ตาม มีความสนใจที่จะขอใบอนุญาตบริการโทรทัศน์ระบบดิจิตอลภาคพื้นดินประเภทธุรกิจเมื่อ กสทช. เริ่มออกใบอนุญาต
กรณีการต่อต้านการใช้โฆษณารายการเล่าข่าวคุณสรยุทธ ผู้บริหารเปิดเผยว่า ณ ปัจจุบันยังไม่ได้รับการติดต่อจากเอเจนซี่โฆษณารายใดว่ามีลูกค้าขอยกเลิกใช้โฆษณาในรายการดังกล่าว
ปี 2556 เติบโตต่อเนื่องด้วยอัตราที่ชะลอตัวลง แม้ว่าสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 จะสามารถรักษาส่วนแบ่งผู้ชมได้ในระดับสูงต่อเนื่องในปี 2555 รวมถึงมีแผนปรับผังรายการที่เข้มข้นมากขึ้นในปี 2556 แต่อย่างไรก็ตาม เรามองว่าแนวโน้มการแข่งขันที่สูงขึ้นในธุรกิจสื่อโทรทัศน์เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่จะกดดันการเติบโตของกำไรของ BEC ในปี 2556 รวมถึงเกิดความไม่แน่นอนจากการต่อต้านการใช้โฆษณาในรายการเล่าข่าวคุณสรยุทธ เราจึงคาดกำไรปี 2556 ของ BEC จะเติบโตในอัตราที่ชะลอตัวลงมาอยู่ที่เพียง 4% YoY จากปี 2555 คาดว่ากำไรจะเติบโตสูงถึง 22% YoY
ราคาหุ้นถูกกดดันจากปัจจัยเสี่ยงรายการคุณสรยุทธ นับตั้งแต่ช่วงเดือน ต.ค. 2555 จนถึงปัจจุบันราคาหุ้น BEC ปรับตัวลดลงแล้วประมาณ 6% แต่อย่างไรก็ตาม เรายังมองว่าสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 มีความสามารถในการแข่งขันสูง คาดกำไรปี 2556 ยังเติบโตได้ราว 4% YoY และคาดว่าจะให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลปี 2556 ที่ราว 4% เราจึงยังคงคำแนะนำ “ถือ” ทั้งนี้ เราคาด BEC จะจ่ายเงินปันผลงวด 2H55 จำนวน 1.17 บาทต่อหุ้น คิดเป็นผลตอบแทนราว 2%

*เกียรตินาคิน ระบุ ซีทีเอช ได้ลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีก ไม่กระทบ GRAMMY – RS

บทวิเคราะห์ บล.เกียรตินาคิน ระบุว่า “ซีทีเอช” ชนะการประมูลลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีก ธุรกิจเพย์ทีวี ทีวีดาวเทียม เคเบิลทีวี มีแนวโน้มแข่งขันสูงขึ้น หลังจากที่ซีทีเอชได้ลิขสิทธิ์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษใน 3 ฤดูกาลข้างหน้า เราคาดว่าจะทำให้ธุรกิจเพย์ทีวี ทีวีดาวเทียม เคเบิลทีวี มีการแข่งขันสูงขึ้น เนื่องจากซีทีเอชจะขึ้นมากเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดอีกราย จากที่ปัจจุบันตลาดมีผู้เล่นหลัก ได้แก่ True Vision, PSI, DTV, IPM, GMM Z และ Sunbox เป็นต้น ในขณะที่มูลค่าการประมูลที่ซีทีเอชได้มานั้นสูงกว่าครั้งก่อนมาก ประกอบกับเครือข่ายสมาชิกของซีทีเอชเองที่ยังไม่ครอบคลุมและส่วนใหญ่เป็นตลาดต่างจังหวัดซึ่งอาจไม่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายของรายการดังกล่าว ดังนั้น เราจึงคาดว่าอาจจะเห็นซีทีเอชมีความร่วมมือกับพันธมิตรรายอื่นๆ ในการให้บริการถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษใน 3 ฤดูกาลข้าง
หน้า
GRAMMY ไม่กระทบโดยตรงแต่คงต้องใช้ความพยายามกับ GMM Z มากขึ้น เราประเมินว่าไม่กระทบโดยตรงต่อผลประกอบการของ GRAMMY แต่อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะทำให้ GRAMMY ต้องใช้ความพยายามในการทำตลาด GMM Z มากขึ้นเมื่อเทียบกับในกรณีที่หาก GRAMMY มีพรีเมียร์ลีกเป็นจุดขายในการทำตลาด โดยเรายังคงประเมินมูลค่าเหมาะสมเท่าเดิมที่ 16.90 บาท
RS ไม่กระทบโดยตรงแต่การแข่งขัน Sport Content มีแนวโน้มสูงขึ้น เราประเมินว่าไม่กระทบโดยตรงต่อผลประกอบการของ RS แต่อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะทำให้การแข่งขันในการทำธุรกิจเพย์ทีวีช่องรายการกีฬา (Sport Content) สูงขึ้น ซึ่งเราประเมินว่าเครือข่ายสมาชิกของซีทีเอชที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้นค่อนข้างคล้ายคลึงกับกลุ่มเป้าหมายช่อง RS Sport Laliga ของ RS เรายังคงประเมินมูลค่าเหมาะสมเท่าเดิมที่ 6.10 บาท
ไม่กังวลการไม่ได้ลิขสิทธิ์ แต่กังวลความล่าช้าและพลาดเป้าขายกล่องมากกว่า เราไม่กังวลต่อการที่ GRAMMY และ RS ไม่ได้ลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษมากนัก เนื่องจากประเมินว่าทั้ง 2 บริษัทไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงต่อกรณีดังกล่าว อย่างไรก็ตาม กรณีดังกล่าวอาจส่งผลกระทบทางอ้อมทำให้ตลาดเพย์ทีวีมีการแข่งขันสูงขึ้น ขณะที่สิ่งที่เรามีความกังวลต่อ GRAMMY และ RS และเป็นปัจจัยลบกดดันระดับราคาหุ้นในช่วงนี้ คือ ความล่าช้าในการดำเนินธุรกิจเพย์ทีวีที่ต้องรอใบอนุญาตจาก กสทช. และมีแนวโน้มว่ายอดขายกล่องรับสัญญาณดาวเทียมของทั้ง 2 บริษัท อาจไม่ได้ตามเป้าหมายที่ผู้บริหารคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้
ทั้งนี้ เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” RS เนื่องจากมองว่าราคาหุ้นได้สะท้อนต่อปัจจัยความกังวลดังกล่าวบ้างแล้ว โดยให้มูลค่าเหมาะสมเท่ากับ 6.10 บาท ในขณะที่ยังคงคำแนะนำ “ถือ” GRAMMY เพื่อรอโอกาสการฟื้นตัวของผลประกอบการในปี 2556 โดยให้มูลค่าเหมาะสมเท่ากับ 16.90 บาท

*โบรกฯ มองGRAMMY Q4 ขาดทุน แต่แนะถือ คาดฟื้นตัวในปี56

บทวิเคราะห์ บล.เกียรตินาคิน ระบุว่า GRAMMY รายงานผลประกอบการ 3Q55 มีกำไรเพียง 9 ล้านบาท ต่ำกว่าที่เราคาดถึง 92% และลดลง 95% YoY และ 82% QoQ เนื่องจาก GRAMMY ยังมีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องแม้ว่า 3Q55 จะไม่มีกิจกรรมพิเศษการถ่ายทอดสดฟุตบอลยูโรเหมือนใน 2Q55 ก็ตาม ซึ่งเราคาดว่าค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นนั้นเกิดจากการดำเนินงานธุรกิจใหม่ GMM Z โดยค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารสูงกว่าที่เราคาด 20% และเพิ่มขึ้น25% YoY และ 9% QoQ มาอยู่ที่กว่า 955 ล้านบาท ในขณะที่ GRAMMY ยังไม่สามารถเก็บค่าบริการเพย์ทีวีจากลูกค้าได้เนื่องจากต้องรอใบอนุญาตประกอบกิจการจาก กสทช. ซึ่งคาดว่าได้รับใบอนุญาตในปลายปี 2555 ทั้งนี้ ธุรกิจหลักเดิมของ GRAMMY (เพลง, ภาพยนตร์, สื่อโฆษณาและการจัดอีเว้นท์) ยังคงมีกำไรทรงตัวอยู่ในระดับปกติ มีกำไรขั้นต้นอยู่ที่ 920 ล้านบาท ลดลง 3% YoY และเพิ่มขึ้น 1% QoQ ใกล้เคียงกับที่เราคาด
แนวโน้ม 4Q55 เราคาดว่า GRAMMY จะมีผลขาดทุนกว่า 606 ล้านบาท เป็นไตรมาสที่ผลประกอบการแย่ที่สุดในปี 2555 เนื่องจาก GRAMMY จะต้องตัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจใหม่ที่เกิดขึ้นทั้งหมดในปี 2555 รวมทั้งส่วนที่ยังไม่ได้มีการตัดจ่ายในช่วง 9M55 เช่น ค่าลิขสิทธิ์รายการโทรทัศน์ และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับระบบการออกอากาศเพย์ทีวี เป็นต้น
เราปรับลดประมาณการผลประกอบการปี 2555 และ 2556 ของ GRAMMY ลงจากเดิมตามแนวโน้มค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่ยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องใน 3Q55 โดยคาดว่าปี 2555 GRAMMY จะมีผลขาดทุนเพิ่มขึ้นเป็น 401 ล้านบาท จากเดิมคาดขาดทุน 145 ล้านบาท และปรับลดประมาณการกำไรปี 2556 ลงจากเดิม 20% มาอยู่ที่ 316 ล้านบาท ทำให้เราปรับลดมูลค่าเหมาะสมของ GRAMMY ลงจากเดิม 10% มาอยู่ที่ 16.90 บาท (จากเดิมประเมินมูลค่าเหมาะสม 18.80 บาท)
แม้เรามองว่าระดับราคาหุ้น GRAMMY จะถูกกดดันจากกำไร 3Q55 ที่ต่ำกว่าคาดมาก และคาดว่าจะมีผลขาดทุนกว่า 606 ล้านบาท ใน 4Q55 แต่อย่างไรก็ตาม เรายังคงคำแนะนำ “ถือ” เพื่อรอโอกาสการฟื้นตัวในปี 2556 เนื่องจากเราคาดว่าผลประกอบการของ GRAMMY จะฟื้นตัวดีขึ้นหลังจากทที่ได้ใบอนุญาตประกอบกิจการจาก กสทช. นอกจากนี้ เรามองว่าการปรับตัวลดลงของราคาหุ้น GRAMMY จากจุดสูงสดในช่วง 5-6 เดือน ที่ผ่านมา ราว 40% ได้สะท้อนต่อปัจจัยลบดังกล่าวบ้างแล้ว

*ธนชาต ชี้ RS แนวโน้มการทำกำไรยังแกร่งแนะซื้อ

บทวิเคราะห์ บล.ธนชาต ระบุว่า ยังคงแนะนำ “ซื้อ” RS แม้จะขาดทุนจากลาลีกา แต่อัตราการเติบโตของกำไรยังคงแข็งแกร่งอย่างมาก และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 29% ในปีนี้, 36% ในปี2013F และ 61% ในปี 2014F ซึ่งมีการถ่ายทอดฟุตบอลโลก อีกทั้ง ROE ยังอยู่เหนือระดับ 20% และเพิ่มเป็น 32% ในปี 2014F เราไม่คิดว่าการซื้อขายที่ PE ที่
16 เท่านั้นแพงสำหรับกลุ่มฯ นี้ และจะลดลงมาอยู่ที่เพียง 10x ในปี 2014F

*ฟิลลิป คาด MAJORกำไรปีนี้แตะ 908.70 ลบ.ปีหน้าแตะพันลบ.แนะ“ซื้อเก็งกำไร”

บทวิเคราะห์ บล.ฟิลลิป ระบุว่า MAJOR กำไรสุทธิ 3Q55 ลดลง 9.36% y-y เป็น 195.13 ล้านบาท ใกล้เคียงคาดที่ 197.26 ล้านบาทรายได้รวมลดลง 7.02% y-y เป็น 1,725 ล้านบาท ใกล้ที่คาดไว้ รายได้จากตั๋วภาพยนตร์ลดลง 12.61% y-y จากภาพยนตร์ที่ทำเงินได้ไม่ดีเท่าปีก่อน รายได้เฉลี่ย/ตั๋วลดลงเล็กน้อยจาก 152 บาท เป็น 151 บาท รายได้จากเครื่องดื่มและอาหารลดลง 2.71% โบว์ลิ่งลดลง 9.53% จากการปิดสาขา ค่าเช่าลดลง 4.88% และรายได้จากการขายวีซีดี/ดีวีดีลดลง 1.10% มีเพียงรายได้ค่าโฆษณาที่เพิ่มขึ้น 8.38% ต้นทุนลดลง 5.38% และค่าใช้จ่ายขาย/บริหารลดลง 3.48% จากการเปลี่ยนโรงภาพตร์เป็นระบบดิจิตอล การลดจำนวนบุคลากรจากการปรับระบบงาน และการควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น รายได้อื่นโตเล็กน้อยโดยมีการบันทึกประกันภัยน้ำท่วมเข้ามา 24.72 ล้านบาท ส่วนแบ่งกำไรบริษัทร่วมลดลง 9.56% ตามกำไรที่ลดลงของ SF และ MJLF
ราคาตั๋วเฉลี่ยมีแนวโน้มสูงขึ้น แต่ต้นทุนมีแนวโน้มลดลงรุกเพิ่มโรงภาพยนตร์มากขึ้น โดยในนปี 2555 เปิดใหม่ 36 โรง เป็น 419 โรง จะเปิดอีก 119 โรงในปี 2556 เป็น 538 โรง โดยตั้งเป้าในปี 2558 จะมี 600 โรง และปี 2563 เป็น 1,000 โรง โดยการขยายจะออกไปต่างจังหวัดมากขึ้น และจะสร้างวัฒนธรรมในการดูภาพยนตร์ไทยเช่นเดียวกับที่อินเดีย เพื่อสร้างตลาดภาพยนตร์ไทยและฐานรายได้ในต่างจังหวัดและจะขยายธุรกิจโรงภาพยนตร์ไปในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งในตอนนี้ได้มีการเซ็นสัญญากับผู้ร่วมทุนท้องถิ่นในกัมพูชาแล้ว และเวียดนามที่ได้ไปศึกษาตลาดและหาผู้ร่วมทุนอยู่ ส่วนรายได้/ตั๋วยังคงมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนเป็นโรงดิจิตอลมากขึ้นจากปัจจุบันที่ 200 โรง เป็น 400 โรงในปี 2556 ซึ่งมีราคาตั๋วที่สูงขึ้น ในขณะที่ต้นทุนมีแนวโน้มลดลงทั้งจากจำนวนพนักงานที่ลดลงและการเจรจาขอลดส่วนแบ่งรายได้ให้เจ้าของภาพยนตร์ได้อีก 1-2%
จากผลการดำเนินงานของ MPIC ที่ไม่ค่อยดีนัก ทาง MAJOR อยู่ระหว่างปรับโครงสร้าง โดยอาจมีตัดขายหรือให้ผู้ประกอบการรายอื่นทำให้ส่วนของการขายวีซีดีและดีวีดี เก็บในส่วนของ M39 และจัดซื้อลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ โดย M39 ซึ่งเป็นผู้ผลิตภาพยนตร์ในปี 2555 สร้างภาพยนตร์และเข้าฉาย 4 เรื่อง ปี 2556 จะเพิ่มเป็น 8 เรื่อง ธุรกิจโบว์ลิ่งจะมีการปิดสาขาที่ไม่สร้างผลกำไร โดยเปลี่ยนเป็นพื้นที่เช่าหรือขายพื้นที่คืนให้กับเจ้าของพื้นที่ ซึ่งได้มีการทำไปแล้วหลายแห่ง ส่วนเลนโบวลิ่งก็จะขายไปที่อินเดียซึ่งบริษัทร่วม PVR Blu-O กำลังขยายธุรกิจนี้ หรือไม่ก็หาทำเลใหม่เช่นที่จะเปิดที่หาดใหญ่ 16 เลน
ตามที่เคยแจ้งใน 4Q55 มีภาพยนตร์ใหญ่เข้าฉาย James Bond : Sky Fall ฉาย 1 พ.ย. Twilight Saga: Breaking Dawn – Part 2 ฉาย 15 พ.ย. The Hobbit: An Unexpected Journey 13 ธ.ค. ประกอบกับปีก่อนได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ฐานรายได้และกำไรต่ำผิดปกติ ก็จะเห็นการเติบโตที่สูงใน 4Q55 และในปี 2556 ก็ยังคงมีภาพยนตร์ใหญ่ๆจากต่างประเทศ เช่น G.I. Joe : Retaliation, Iron Man 3, Fast Furious Six, Thor: The Dark World, The Hobbit : There and Back Again ภาพยนตร์ไทย เช่น ตำนานสมเด็จนเรศวรมหาราช ภาค 5 – ยุทธหัตถี,ต้มยำกุ้ง รวมถึงภาพยนตร์ของ M39 8 เรื่อง GTH อีก 4-5 เรื่อง จึงยังคงคาดกำไรสุทธิปี 2555 ที่ 908.70 ล้านบาท และในปี 2556 กำไรสุทธิที่ 1,048.10 ล้านบาท แนะนำ “ซื้อเก็งกำไร”

*บิ๊ก MATCH คาดผลงาน Q4/55 โตกว่า Q3/55 ส่วนกำไรทั้งปีฟุ้งสูงสุดเป็นประวัติการณ์

นายสมบุญ ชีวสุทธานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แม็ทชิ่ง แม็กซิไมซ์ โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MATCH เปิดเผยกับ eFinanceThai.com ว่าบริษัทฯ คาดว่ารายได้และกำไรในไตรมาส 4/2555 จะเติบโตกว่าไตรมาส 3/2555 ที่มีรายได้อยู่ที่ 139.78 ล้านบาท และกำไรสุทธิอยู่ที่ 13.95 ล้านบาท เนื่องจากไตรมาสดังกล่าวไม่มีปัญหาด้านการเมืองและปัญหาด้านภัยธรรมชาติเข้ามากระทบธุรกิจ ประกอบกับเป็นช่วงไฮซีซั่นของอุตสาหกรรมโฆษณา ฉะนั้นจึงคาดว่าจะช่วยสนับสนุนธุรกิจในส่วนของงานอีเว้นท์และธุรกิจให้เช่าอุปกรณ์ถ่ายทำของบริษัทฯ ให้ผลประกอบการเพิ่มสูงขึ้นได้
ขณะเดียวกันบริษัทฯ ยังคาดว่ารายได้ปีนี้จะใกล้เคียงกับปีก่อนที่ทำได้ 601.30 ล้านบาท ส่วนแนวโน้มกำไรคาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นมากหรือสูงสุดเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่บริษัทฯ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) แม้รายได้จะไม่เติบโตจากปีก่อน เนื่องจากบริษัทฯ ปรับโครงสร้างการบริหารจัดการภายใน รวมไปถึงปรับโครงสร้างการดำเนินธุรกิจ จึงส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของบริษัทฯ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
‘ ส่วนสัปดาห์หน้าบริษัทฯ จะแถลงถึงเป้าหมายและแผนงานของผลประกอบการในปี2556 รวมทั้งความคืบหน้าแนวทางการแก้ไขปัญหาสภาพคล่องหรือ Free Float ของหุ้น MATCH ที่มีสัดส่วนการกระจายการถือหุ้นรายย่อยไม่ครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไรบ้าง’นายสมบุญ กล่าว

*ตารางแสดงงบการเงินของหุ้นในกลุ่มบันเทิงประจำไตรมาส 3/2555 เปรียบเทียบกับไตรมาส 3/2554

ชื่อหุ้น Q3/55 (ลบ.) Q3/54 (ลบ.) เปลี่ยนแปลง (ลบ.) เปอร์เซ็นต์ (%)
BEC 1,268.87 984.30 284.57 28.91
GRAMMY 9.12 182.56 -173.44 -95.0
MAJOR 195.12 215.27 -20.15 -9.36
MATI 6.94 17.97 -11.03 -61.38
MCOT 479.78 360.59 119.19 33.05
NMG 51.95 35.19 16.76 47.62
POST 35.43 41.42 -5.99 -14.46
RS 76.30 45.18 35.12 68.88
SMM -4.66 3.86 -8.52 -20.72
SPORT 8.89 1.79 7.1 396.64
TKS 62.04 78.59 -16.55 -21.05
WORK 136.26 96.66 39.6 40.96
SE-ED 40.31 58.17 -17.86 -30.70
MPIC -29.76 4.30 -34.06 -792.09
LIVE 17.72 -33.49 51.21 152.91
FE 35.46 28.61 6.85 23.94
MATCH 13.95 -4.21 18.16 431.35

รวม 2403.72 2116.76 286.96 13.55

หมายเหตุ : หน่วยเป็นล้านบาท

Advertisements