เปิดโผ 11 หุ้นเสี่ยง กระอักพิษบาทแข็ง

จับตาสัญญาณ เงินบาทแข็งค่า ทำพิษธุรกิจ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์-เกษตร-อาหาร กระอัก นักค้าเงินเสียวแตะระดับ 30 บาท/ดอลลาร์ ด้านขุนคลัง สั่งเกาะติดภาวะบาทแข็งค่า แต่ยันไม่เข้าแทรกแซง ฟากโบรกเกอร์ เตือนหากสถานการณ์ไม่ผ่อนคลายจำเป็นต้องหั่นประมาณการกำไรหุ้นที่เกี่ยวข้อง ระบุ TUF-CPF-GFPT-CFRESH-TIPCO-KSL-STA-SITHAI-BGH-BCH-THCOM เสี่ยง

ค่าเงินบาทไทย ทำสถิติแข็งค่าในรอบ 15 เดือน มีโอกาสแข็งค่าแตะ 30 บาท/ดอลลาร์ หลังเงินทุนต่างชาติยังคงไหลเข้าต่อเนื่อง จากนโยบาย QE ของสหรัฐฯ และหลายๆมาตรการของประเทศยักษ์ใหญ่ที่มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ขณะที่นักลงทุนที่เก็งกำไรหุ้นที่เกี่ยวข้องอาทิ ยางพารา อุตสาหกรรมอาหาร โรงแรม น้ำตาล ผ้า โรงสีข้าว และเครื่องหนัง อาจต้องระวังผลกระทบในอนาคต จากค่าเงินที่แข็งค่า

***นักค้าเงินชี้บาทมีโอกาสแตะระดับ 30 บาท/ดอลลาร์ จับตาทุนไหลเข้า
นักบริหารเงินจากธนาคารซีไอเอ็มบีไทย เปิดเผยว่า เงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา ในระดับ 30.15/17 บาท/ดอลลาร์ จากเย็นก่อนหน้าที่ปิดตลาดที่ระดับ 30.22/25 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าต่อเนื่องมาที่ระดับ 30.07/09 บาท/ดอลลาร์ คาดว่าเป็นผลมาจากมีเงินทุนไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง เมื่อเวลา 11.10 น. (15 มกราคม) เงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 30.09/11 บาท/ดอลลาร์ และค่าเงินบาทเย็นวานนี้ปิดที่ 30.03/05 บาท
“ระหว่างวันมีโอกาสแตะ 30 แต่ยังไม่น่าจะหลุด 30 ที่ต้องจับตาคือกระแสเงินทุนไหลเข้า ที่น่าจะมีเข้ามา แต่ภูมิภาคยังทรงๆตัว มีริงกิตอาจจะแข็งบ้าง ส่วนยูโรทรงๆตัว” นักบริหารเงิน กล่าว

*** ขุนคลังเกาะติดบาทแข็งค่า แต่ยันไม่เข้าแทรกแซง
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทของไทยที่แข็งค่าขึ้น เนื่องจากเงินสกุลดอลลาร์ได้อ่อนค่าลงหลังจากมีปริมาณของเม็ดเงินที่เข้าสู่ระบบเป็นจำนวนมาก จากนโยบาย QE ของสหรัฐฯที่ใช้ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยยืนยันว่ากระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) จะไม่เข้าแทรกแซงค่าเงินบาท โดยจะปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดและไม่ผิดเพี้ยนจากธรรมชาติ ซึ่งรัฐบาลได้มีนโยบายที่จะสนับสนุนให้ภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจไปลงทุนในต่างประเทศ โดยเป็นการลงทุนทางตรง และการลงทุนในตราสารเงิน เพื่อให้เกิดความสมดุลกับเงินที่ไหลออกและไหลเข้าสู่ในประเทศ ขณะเดียวกันยังสนับสนุนให้ภาคเอกชนนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ เพื่อให้มีต้นทุนที่ถูกลงและผลตอบแทนที่ดีขึ้นในอนาคต
นอกจากนี้ รัฐบาลได้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศโดยไม่ได้เป็นการกู้เงินจากต่างประเทศ เพราะจะทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่า ซึ่งรัฐบาลจะหาแหล่งเงินทุนในประเทศ เพราะสภาพคล่องในประเทศยังอยู่ในระดับที่ดี และธปท.ยังช่วยดูแลไม่ให้สภาพคล่องล้นจนเกินไป ขณะเดียวกันยังดูแลให้ค่าเงินบาทมีเสถียรภาพ เพื่อไม่ให้กระทบกับผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจส่งออก
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังเป็นประเทศที่นำเข้าพลังงาน ดังนั้นการที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นจะส่งผลดีในแง่ของการนำเข้าพลังงานที่มีต้นทุนที่ถูกลง โดยเป็นการช่วยไม่ให้เป็นแรงกดดันในเรื่องของเงินเฟ้อในประเทศได้
“คลังและแบงก์ชาติยืนยันว่าจะติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ส่งผลดีในด้านใดด้านหนึ่ง และยืนยันว่าจะไม่เข้าไปแทรกแซงให้เกิดการเคลื่อนไหวแบบผิดธรรมชาติ” นายกิตติรัตน์ กล่าว

***ใครเสีย-ใครได้ประโยชน์จากบาทแข็ง
การแข็งค่าของเงินบาทจะมีผลกระทบต่อธุรกิจต่าง ๆ ไม่เท่ากัน ซึ่งขึ้นอยู่กับสัดส่วนการนำเข้า (import content) และสัดส่วนการส่งออก (export content) ธุรกิจที่เน้นนำเข้าวัตถุดิบ พอเงินบาทแข็งก็จะมีค่าใช้จ่ายถูกลงเมื่อคิดเป็นเงินบาท ส่วนผู้ที่เน้นส่งออก พอเงินบาทแข็งค่าก็จะมีรายได้ลดลงเมื่อนำรายได้ที่เป็นเงินดอลลาร์มาแลกเป็นเงินบาท
โดยกลุ่มธุรกิจที่มีสัดส่วนการนำเข้าวัตถุดิบน้อยแต่สัดส่วนของผลผลิตที่ส่งออกสูง กลุ่มนี้มีแนวโน้มจะเสียประโยชน์จากการ แข็งค่าของเงินบาท เพราะค่าเงินบาทที่แข็งไม่ได้ช่วยลดต้นทุนเท่าไร แต่รายได้จากการส่งออกเมื่อแลกเป็นเงินบาทแล้วจะเหลือน้อยลง ธุรกิจในกลุ่มนี้ เช่น ยางพารา อุตสาหกรรมอาหาร โรงแรม น้ำตาล ผ้า โรงสีข้าว และเครื่องหนัง เป็นต้น
กลุ่มธุรกิจที่มีสัดส่วนการนำเข้าวัตถุดิบสูงแต่มีสัดส่วนการ ส่งออกผลผลิตน้อย กลุ่มนี้มีแนวโน้มจะได้รับประโยชน์จากการ แข็งค่าของเงินบาทอยู่แล้ว เพราะช่วยลดต้นทุนของการนำเข้าวัตถุดิบ ธุรกิจในกลุ่มนี้ ได้แก่ ผู้ผลิตเหล็กกล้า ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง อุตสาหกรรมก่อสร้าง เป็นต้น

***โบรกเกอร์เตือนระวังหุ้นส่งออกอิเล็กทรอนิกส์-เกษตร-อาหาร
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ระบุว่า ในขณะนี้ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนมุมมองต่อกลยุทธ์การลงทุนต่อหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากค่าบาทแข็ง ซึ่งปัจจุบันให้น้ำหนัการลงทุนน้อยเพราะปัจจัยเศรฐกิจโลกกดดัน เช่นในกลุ่มผู้ส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ ส่งออกอาหารสัตว์บก-ทะล ส่งออกยาง เพราะผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่มักจะมีการตกลงราคาขายล่วงหน้าไว้จำนวนหนึ่งแล้ว
อย่างไรก็ตามหากค่าบาทยังคงแข็งยาวนานกว่านี้ก็ย่อมจะทำให้สูญเสียความได้เปรียบการแข่งขันและอาจจะตกลงทำสัญญาราคาล่วงหน้ายากขึ้น
“ถ้าบาทแข็งต่อไปอีกก็จะกระทบผลประกอบการแน่นอน และถ้าแข็งกว่า 30 บาท เราอาจต้องทบทวนน้ำหนักการลงทุนหุ้นเหล่านี้อีกที” นักวิเคราะห์ กล่าว
ด้านหุ้นที่ได้ประโยชน์โดยตรงจะเป็นหุ้นกิจการ ที่เน้นการน้ำเข้า หรือกิจการที่มีหนี้ต่างประเทศสูง แต่ในปัจจุบันกิจการไทยมีสถานะการเงินโดยรวมแข็งแกร่ง ส่วนใหญ่มักใช้นโยบายคงระดับอัตราหนี้ให้อยู่ระดับต่ำ
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. กรุงศรี ระบุว่า กรณีที่บาทแข็งค่าในระยะนี้อาจมีผลในแง่จิตวิทยาการลงทุนกับหุ้นที่เกี่ยวข้อง แต่ในส่วนผลประกอบการจริงเชื่อว่า ยังไม่ส่งผลกระทบต่อหุ้นในกลุ่มส่งออกเท่าปัจจัยหลักทางธุรกิจอาทิ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ยังน่าจะได้รับผลกระทบจากแรงกดดันด้านเศรษฐกิจของทั้งสหรัฐและยุโรป ด้านกลุ่มอาหารก็ยังน่าจะสามารถเติบโตได้ในปีนี้ เพราะประชากรทั่วโลกยังคงมีต้องมีการบริโภคมากขึ้น

***TUF-CPF-GFPT-CFRESH-TIPCO-KSL-STA-SITHAI-BGH-BCH-THCOM เสี่ยง
บทวิเคราะห์ บล.ฟินันเซียไซรัส ระบุว่า ปีนี้เงินบาทแข็งค่ามากสุดเป็นอันดับ 2 ในเอเชีย 1.4% YTD รองจากริงกิตมาเลเซียที่แข็งค่ามากสุด 1.8% YTD ขณะที่ค่าเงินใน
ภูมิภาคเอเชียแข็งค่าขึ้นเฉลี่ย 0.8% YTD สำหรับค่าเงินบาทที่แข็งค่าเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่นำเข้าวัตถุดิบจากตปท.เช่น TVO, BJC, HMPRO, THAI, AAV, กลุ่มเหล็ก (BSBM, TSTH, SSI), กลุ่มสื่อสาร (ADVANC, DTAC, TRUE, AIT, JAS, SAMTEL) (-) เป็นลบต่อผู้ที่มีรายได้เป็นดอลลาร์เช่น กลุ่มอิเล็คทรอนิกส์ทั้งหมด, กลุ่มอาหารส่งออก (TUF, CPF, GFPT, CFRESH, TIPCO), KSL, STA, SITHAI, กลุ่มโรงแรม, กลุ่มโรงพยาบาล (BGH, BCH), THCOM และเป็นกลางกับกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีเพราะแม้มีรายได้เป็นดอลลาร์แต่ก็มีหนี้เงินกู้เป็นดอลลาร์ในสัดส่วนใกล้เคียงกัน ขณะที่กลุ่มที่ไม่ถูกกระทบคือกลุ่มบ้าน นิคมฯ และรับเหมาก่อสร้าง

*** ผู้นำเข้ายิ้มร่า BSBM ต้นทุนลด
นายวีระวิทย์ ดุละลัมพะ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท บางสะพานบาร์มิล จำกัด (มหาชน) (BSBM) เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมเหล็กที่มีการนำเข้าวัตถุดิบจากต่าง
ประเทศ ค่าบาทแข็งทำให้ต้นทุนลดลงในระยะสั้น แต่ในระยะต่อไปหากค่าเงินบาทยังคงแข็งค่าขึ้นจนทำให้ผู้บริโภคเห็นว่าระดับของราคาเหล็กต่ำลงก็จะทำให้ระดับราคาซื้อขายจะถูกลงตามไปด้วย
“จากทิศทางของค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นทำให้บริษัทฯมีต้นทุนที่ถูกลงจากวัตถุดิบที่นำเข้าเป็นภาระหนี้สกุลเงินดอลลาร์ แต่ก็จะได้ประโยชน์ในระยะสั้นกับบริษัทฯที่มีการซื้อสินค้าเข้ามาล่วงหน้าทำให้มีส่วนต่างของกำไรของอัตราแลกเปลี่ยน แต่ค่าเงินบาทยังคงมีความไม่แน่นอน และหากค่าเงินยังคงแข็งค่าขึ้นจะมีผลต่อราคาให้ถูกลงเช่นกัน เพราะลูกค้าเห็นว่าระดับราคามีต้นทุนที่ถูกลง แต่ในทิศทางกลับกันกำลังซื้อของลูกค้าก็จะเพิ่มขึ้น” นายวีระวิทย์ กล่าว

Advertisements