เปิดโพย 10 หุ้นเด็ดปีงูเล็ก

กูรู ชูหุ้นเด่นน่าลงทุนปีมะเส็ง กลุ่มอสังหาฯ วัสดุก่อสร้าง ชิ้นส่วนยานยนต์ พาเหรดติดโผ 10 ตัวเด็ด AMATA- AP-CPALL-DCON-FPI- HMPRO-KBANK- SEAFCO-SINGER-STEC เหตุ ล้วนขยายลงทุนไปยัง ตจว.-ประเทศกลุ่ม CLMV ขณะที่ บิ๊ก SEAFCO สรุปแผนลงทุนพม่า ก.พ.นี้ ส่วน FPI ตั้งเป้ารายได้ปีนี้โต 30% เร่งเพิ่มกำลังการผลิต ด้าน SINGER ไม่น้อยหน้าคาด กำไรปี55 โตสูงสุดรอบ 11 ปี ทะลุ 200 ลบ.เตรียมชงบอร์ดจ่ายปันผล ก.พ.56

หุ้นเด็ดในปี 2013 นี้โยกจากกลุ่ม domestic play เมื่อปีที่แล้ว มาเป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนและพร้อมบุก ตจว.-ประเทศ CLMV เหตุ ศก.เพื่อนบ้านกำลังเติบโต เป็นตลาดที่มีศักยภาพรองรับการขยายตัวของธุรกิจรับเหมา วัสดุก่อสร้าง อะไหล่รถ โบรกฯ จึงชู AMATA- AP-CPALL-DCON-FPI- HMPRO-KBANK- SEAFCO-SINGER-STEC เหตุรับประโยชน์เต็มๆ โดยเฉพาะ HMPRO รับอานิสงส์ตลาดก่อสร้างบ้านใหม่ปี 56 พุ่ง ส่วน AMATA มีที่ดินทำเลดี ปลอดน้ำท่วม AP เป็น Top pick เหตุแนวโน้มรายได้มั่นคงและชัดเจน

*** กูรู เปิดโพย 10 หุ้นเด็ด 2013
บทวิเคราะห์ บล.ฟินันเซียไซรัส ระบุว่า ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในปี 2013 จึงมองภาพรวมตลาดหุ้นไทยยังคงสดใสและอยู่ในทิศทางขาขึ้น โดยประเมิน SET Target 1,500 จุด หุ้นที่น่าลงทุนจะเปลี่ยนจากกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคในประเทศในปีที่ผ่านมา เป็นหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนและการขยายธุรกิจไปในต่างจังหวัด และหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม) ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพของธุรกิจรับเหมา วัสดุก่อสร้าง อะไหล่รถ เป็นต้น
ดังนั้น หุ้นที่แนะนำสำหรับ Theme นี้จึงได้แก่ AMATA, AP, CPALL, DCON, FPI, HMPRO, KBANK, SEAFCO, SINGER และ STEC

*** HMPRO รับอานิสงส์ตลาดก่อสร้างบ้านใหม่ปี 56พุ่ง
บทวิเคราะห์ บล.เคจีไอ ระบุว่า การเติบโตดีของการก่อสร้างบ้านใหม่บริเวณปริมณฑล ช่วยหนุนให้ภาพตลาดการก่อสร้างบ้านใหม่ปี 2556 ขยายตัว 5-10% YoY เป็น 9.5-10 พันล้านบาท ปัจจัยดังกล่าว คาดจะส่งผลบวกต่อ HMPRO* เนื่องจากบริษัทมีสัดส่วนรายได้กว่า 30% มาจากลูกค้าในกลุ่มสร้างบ้านใหม่
ดังนั้น ด้วยความเป็นผู้นำในตลาดปรับปรุงที่อยู่อาศัย ซึ่งจะช่วยหนุนให้ผลการดำเนินงานปี 2556 เติบโต29.6% YoY เป็น 3.3 พันล้านบาท จึงแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 16.20 บาท

*** ดีบีเอสฯชี้ทำเล AMATA เด่นเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่น้ำไม่ท่วม
บทวิเคราะห์ บล.ดีบีเอส วิเคอร์ส ระบุว่า AMATA จะรับประโยชน์จากกระแสเงินลงทุน FDI ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง เพราะมีที่ดินขนาดใหญ่ในแหล่งยุทธศาสตร์สำคัญที่น้ำไม่ท่วม ยอดขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นอย่างมากและจะเติบโตต่อเนื่องตามกระแสเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์
โดยข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ยังแสดงการเติบโตที่น่าประทับใจทั้งตัวเลขการยื่นขอและจำนวนผู้ที่ได้การอนุมัติการลงทุน ช่วง 11 เดือนแรกของปี 55 พบว่าจำนวนผู้ยื่นขอรับสิทธิพิเศษในการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI เพิ่มขึ้นถึง 25% y-o-y ขณะที่มูลค่าการลงทุนรวมขยายตัวแบบก้าวกระโดดถึง 65% สู่ระดับ 9.36 แสนล้านบาท ส่วนจำนวนผู้ที่ได้รับการอนุมัติการลงทุนเพิ่มถึง 38% ขณะที่มูลค่าเงินลงทุนที่ได้รับอนุมัติทะยานขึ้นถึง 108%

*** ยอดขาย AMATA ปี 55 ก้าวกระโดดแตะ 2.8 พันไร่ รับผลบวกจาก FDI
ทั้งนี้ ยอดขายที่ดินของ AMATA เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดเป็น 2,800 ไร่ (1 ไร่ = 0.4 เอเคอร์) จากระดับ 1,563 ไร่ ในปี 2554 เป็นผลจากเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับรถยนต์ ข้อมูลดังกล่าวไม่นับรวมที่ดินจำนวน 1,061 ไร่ ที่ขายให้กับบริษัทร่วมทุนที่ร่วมลงทุนกับ Holly นั่นหมายถึงรายได้และกำไรที่จะเติบโตอย่างแข็งแกร่งในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า ซึ่งโดยปกติแล้ว AMATA จะรับรู้กำไรตามการโอนสิทธิ ซึ่งจะเกิดขึ้นทุกๆ 12-18 เดือน หลังจากที่เซ็นสัญญาแล้ว ปัจจุบัน บริษัทฯ ที่ดินในครอบครองจำนวน 12,000 ไร่ สูงที่สุดในอุตสาหกรรม
ดังนั้น จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาหุ้นในปัจจุบันซื้อขายในระดับ PE เพียง 9.8x ของกำไรในปี 2556 AMATA และจากการที่บริษัทฯ มีที่ดินที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ AMATA จึงเป็นหุ้นที่ได้ประโยชน์อย่างมากจากการเพิ่มขึ้นของกระแสเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ราคาเป้าหมายอยู่ที่ 20 บาท/หุ้น

*** ชู AP เป็น Top pick แนวโน้มรายได้มั่นคงและชัดเจน
บทวิเคราะห์ บล.ดีบีเอส วิเคอร์ส ระบุว่า แนวโน้มรายได้ AP มั่นคงและชัดเจน จากยอดขาย(presales) โตก้าวกระโดด 40% y-o-y สู่ระดับ 2.0 หมื่นล้านบาทในปี 2555 ส่งผลให้รายได้รอรับรู้ (backlog) แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 3.36 หมื่นล้านบาท ในเดือน ธ.ค. ปัจจัยดังกล่าวจะสร้างกระแสรายได้ที่มั่นคงให้แก่บริษัทฯต่อเนื่องในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า รายได้รอรับรู้ในมือคิดเป็น 57% และ 29% ของประมาณการรายได้ของเราในปี 2556 และ 2557 นอกจากนี้ กำไรต่อหุ้นเติบโตในระดับดีมาก คาดขยายตัวถึง 33% ในปี 2555, 26%ในปี 2556 และ 22% ในปี 2557
ดังนั้น จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” : AP เป็นหนึ่งในหุ้น Top pick ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ จากสินค้าที่หลากหลาย, การขยายตัวของกำไรที่แข็งแกร่ง และมูลค่าหุ้นปัจจุบันซื้อขายที่ระดับจูงใจเพียง 9.2x ของกำไรในปี 2556 (ด้วยอัตราการเติบโตของกำไรช่วง 2 ปี ที่ระดับ CAGR 24%) ราคาเป้าหมายของเราให้ไว้ที่ 11 บาท/หุ้น คิดเป็น PE 12x ในปี 2556

*** SEAFCO คลอดแผนปี56 สัปดาห์หน้า
นายณรงค์ ทัศนนิพันธ์ รองประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซีฟโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ SEAFCO เปิดเผยกับ eFinanceThai.com ว่า บริษัทฯ คาดว่าจะสามารถเปิดเผยแผนงานในปี 2556 ได้ในช่วงสัปดาห์หน้า เนื่องจากปัจจุบันบริษัทฯ ยังไม่ได้มีการประชุมเพื่อวางทิศทางการดำเนินธุรกิจในปีนี้
” คาดว่าแนวโน้มผลประกอบการปีนี้ จะยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง หลังจากปัจจุบันบริษัทฯ มีงานในมือหรือ Backlog แล้วกว่า 1 พันล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้ในปีนี้เป็นส่วนใหญ่ ที่เหลือจะรับรู้ปีหน้า นอกจากนี้ ยังมีงานใหม่ที่รอประมูลจำนวนมากทั้งในงานส่วนของภาครัฐและภาคเอกชน” นายณรงค์ กล่าว
ทั้งนี้ มองทิศทางของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างปีนี้ คาดว่าจะยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง หลังจากได้แรงหนุนจากงานส่วนของภาครัฐในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ เช่นรถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง และทางด่วนพิเศษ ซึ่งจะทำให้อุตสาหกรรมก่อสร้างยังสดใสได้ไปอีก 2 – 3 ปี
*** คาด ก.พ.56 สรุปแผนลงทุนในพม่า
นายณรงค์ กล่าวต่อว่า บริษัทฯ คาดว่าช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์น่าจะได้ความชัดเจนในการเข้าไปลงทุนในประเทศพม่า หลังช่วงปลายเดือนนี้จะบินไปยังประเทศพม่าเพื่อศึกษาและดูทิศทางของพื้นที่จริงในการพิจารณาการเข้าไปลงทุนในประเทศดังกล่าว
‘ อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะเข้าไปลงทุนในประเทศพม่าเลยหรือไม่ หลังมองแนวโน้มทิศทางอุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้างในประเทศยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง แต่ทั้งนี้การลงทุนในต่างประเทศบริษัทฯ อยู่ระหว่างการพิจารณา’ นายณรงค์ กล่าว

*** บิ๊ก FPI ตั้งเป้ารายได้ปีนี้โต 30%
นายสมพล ธนาดำรงศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟอร์จูน พาร์ท อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) หรือ FPI เปิดเผยกับ eFinanceThai.com ว่าบริษัทฯ ตั้งเป้ารายได้ปีนี้จะเติบโตประมาณ 20% จากปี 2555 ที่มั่นใจว่าจะทำได้ประมาณ 1,500 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทฯ จะมีกำลังการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์เพิ่มขึ้นประมาณ 30% จากกำลังการผลิตที่มีอยู่ในปัจจุบัน
โดยบริษัทฯ ได้ดำเนินการสั่งซื้อเครื่องจักรเพื่อช่วยเร่งกำลังการผลิตจำนวน 8 เครื่อง ซึ่งใช้งบลงทุนประมาณ 50-60 ล้านบาท โดยคาดว่าเครื่องจักรคงจะติดตั้งแล้วเสร็จและเดินเครื่องการผลิตได้ในช่วงปลายปีนี้จึงทำให้จะรับรู้รายได้เข้ามาได้ตั้งแต่เดือน ม.ค.2556

*** มั่นใจกำไรโต 100% จากปี 54 ตามการขยายตัวของอุตฯยานยนต์
นายสมพล กล่าวต่อว่า บริษัทฯ มั่นใจว่ารายได้ปี 55 จะทำได้ประมาณ 1,500 ล้านบาทจากปี 2554 ที่ทำได้ 1,300 ล้านบาท หลังจากในช่วง 9 เดือนที่ผ่านบริษัทฯทำได้แล้ว 1,157 ล้านบาทและกำไรสุทธิจะเติบโตประมาณ 100% จากปี 2554 ที่ทำได้ 63 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทฯ ได้รับอานิสงส์จากอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง จากการที่รัฐบาลมีมาตรการคืนภาษีให้กับบุคคลที่ซื้อรถยนต์คันแรก จึงส่งผลให้มียอดจำนวนการผลิตรถยนต์ภายในประเทศจำนวน 2.3 ล้านคันในปี 2555
‘ บริษัทฯ มั่นใจว่ารายได้ปี 55 จะทำได้ 1,500 ล้านบาท หลังจากที่บริษัทฯได้รับอานิสงส์จากโครงการรถยนต์คันแรก จึงทำให้ยอดการผลิตเพิ่มสูงขึ้นมียอดออเดอร์เข้าบริษัทฯมากขึ้น’นายสมพล กล่าว
ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังได้เพิ่มจำนวนการขายสินค้าภายในประเทศจากเดิมมีสัดส่วนที่ 15% เพิ่มเป็น 25% โดยได้รับอานิสงส์จากมาตราการคืนภาษีให้กับบุคคลที่ซื้อรถยนต์คันแรกของทางรัฐบาล
สำหรับความคืบหน้าในส่วนของโรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์จากพลาสติกนั้น ขณะนี้มีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 60% สำหรับในเฟสที่ 1 โดยคาดว่าจะสร้างเสร็จทั้งหมดได้ในปี 2557 ซึ่งบริษัทฯใช้งบประมาณในการสร้างจำนวน 200-300 ล้านบาท
‘โครงการของเราขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนของการก่อสร้างซึ่งจะสร้างทั้งหมด 3 เฟสแต่ตอนนี้เฟสที่ 1 เกือบจะเสร็จแล้วสำหรับในส่วนที่เหลือคาดว่าจะเสร็จในปี 57’ นายสมพล กล่าว

*** SINGER คาด กำไรปี55 เติบโตสูงสุดในรอบ 11 ปี
นายบุญยง ตันสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SINGER เปิดเผยกับ eFinanceThai.com ว่า บริษัทฯ คาดว่ากำไรปี 2555 จะทำได้เกิน 200 ล้าบาท ซึ่งถือว่าจะเติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 11 ปี ทั้งนี้ในช่วง 9 เดือนของปีก่อนบริษัทฯ มีกำไรไปแล้วกว่า 181 ล้านบาท ซึ่งในช่วงไตรมาส4/2555 ยอดขายของบริษัทฯยังเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามบริษัทฯคาดว่าต้องรอปิดงบไตรมาสดังกล่าวก่อนถึงจะทราบจำนวนกำไรที่แน่ชัด
” นอกจากนี้บริษัทฯ ยังคาดว่าจะสามารถประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ในการแถลงผลประกอบการงวดปี2555 และเสนอบอร์ดจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทฯได้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2556 หลังจากบริษัทฯ คาดว่าจะมีกำไรกว่า 200 ล้านบาท อย่างไรก็ตามปัจจุบันยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะจ่ายปันผลจำนวนเท่าไหร่ ซึ่งต้องรอการประชุมของคณะกรรมการบริษัทฯก่อน”นายบุญยง กล่าว

*** ปีนี้เตรียมงบ 200 ลบ. เปิดสาขาใหม่ – ซื้อรถกระจายสินค้าเพิ่ม 500 คัน
ปีนี้บริษัทฯ เตรียมทุ่มงบลงทุนกว่า 200 ล้านบาท ในการเปิดสาขาใหม่จำนวน 10 แห่ง ซึ่งคาดว่าจะกระจายอยู่ทั่วประเทศ เพื่อรองรับกำลังซื้อภายในประเทศที่ปรับตัวเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับบริษัทฯ ยังมีแผนที่จะซื้อรถกระจายสินค้าของบริษัทฯเพิ่มขึ้นกว่า 500 คัน ในการกระจายสินค้าให้รวดเร็วได้มากขึ้น ซึ่งคาดว่าภายใน 4 เดือนแรกของปีนี้ยอดขายของบริษัทฯจะเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และจะช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง หลังมองว่าธุรกิจของบริษัทฯยังอยู่ในช่วงขาขึ้น
ส่วนการขยายตลาดในภูมิภาคอาเซียน ปัจจุบันบริษัทฯ มีการนำสินค้าไปขายประเทศที่มีพื้นที่ติดชายแดนไทยทั้ง ประเทศลาว กัมพูชา พม่า โดยประเทศลาวปัจจุบันบริษัทฯ มีตัวแทนจำหน่ายแล้วกว่า 6 ราย ส่วนกัมพูชา บริษัทฯ นำสินค้าไปขายผ่านทางชายแดนไทยที่ติดต่อกับประเทศกัมพูชา ซึ่งปัจจุบันมีร้านค้าในเครือแล้วกว่า 40 ร้าน และประเทศพม่าปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจากับพันธมิตรในการร่วมลงทุนในประเทศพม่า ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในไตรมาส1/2556

*** บล.เคจีไอ เพิ่มเป้า STEC เป็น 36.00 บ.หลังตุน backlog นิวไฮที่ 5.8 หมื่นลบ.
บทวิเคราะห์ บล.เคจีไอ ระบุว่า จากแนวโน้มของธุรกิจที่สดใสในระยะต่อไปของSTEC เราจึงยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” STEC โดยปรับเพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 36.00 บาท จากเดิม 28 บาท หลังจากการ re-rating PBV จาก 2Std มาเป็น 3Std ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเมื่อปี 2547 จากการที่บริษัทมียอด backlog ในมือสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 5.8 หมื่นล้านบาท จาก 2.65 หมื่นล้านบาทในปี 2547
นอกจากนี้ แนวโน้มกำไรสุทธิที่ยังเติบโตต่อเนื่องทำสถิติสูงสุดใหม่ทุกปีในช่วงปี 2555-2557 ยิ่งไปกว่านั้น สถานะทางการเงินของบริษัทยังอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งโดยมีสถานะเงินสดสุทธิ และสัดส่วน DE ที่ต่ำ ซึ่งเท่ากับเป็นการจำกัดความเสี่ยงในการที่จะต้องเพิ่มทุนในอนาคต

ด้านความเคลื่อนไหวราคาหุ้นปิดตลาดวานนี้ มีดังต่อไปนี้ AMATA ปิดที่ 17.30 บาท ลดลง 0.10 บาท หรือ 0.57% มูลค่าการซื้อขาย 396.50 ล้านบาท, AP ปิดที่ 8.80 บาท เพิ่มขึ้น 0.20 บาท หรือ 2.33% มูลค่าการซื้อขาย 182.78 ล้านบาท ,CPALL ปิดที่ 44.50 บาท ลดลง 1.25 บาท หรือ 2.73 % มูลค่าการซื้อขาย 1.06 พันล้านบาท,DCON ปิดที่ 7.90 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าการซื้อขาย 4.77 ล้านบาท, FPI ปิดที่ 10.70 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าการซื้อขาย 7.30 ล้านบาท ,HMPRO ปิดที่ 12.90 บาท เพิ่มขึ้น 0.10 บาท หรือ 0.78% มูลค่าการซื้อขาย 223.83 ล้านบาท ,KBANK ปิดที่ 198.00 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาท หรือ 1.02 % มูลค่าการซื้อขาย 1.50 พันล้านบาท ,SEAFCO ปิดที่ 6.00 บาท เพิ่มขึ้น 0.05 บาท หรือ 0.84% มูลค่าการซื้อขาย 16.29 ล้านบาท ,SINGER ปิดที่ 18.10 บาท ลดลง 0.10 บาท หรือ 0.55% มูลค่าการซื้อขาย 7.66 ล้านบาท และ STEC ปิดที่ 27.75 บาท ลดลง 0.75 บาท หรือ 2.63% มูลค่าการซื้อขาย 382.82 ล้านบาท

Advertisements