CPF-GFPTเศร้ากำไรQ3กอดคอวูบ
* ราคาเนื้อสัตว์ทรุด-ต้นทุนอาหารพุ่ง ฉุดกำไรหด

งบหุ้นอาหาร Q3/55 ทรุดหนัก หลัง CPF แจงกำไรวูบ 53.35% ส่วน GFPT หนักกว่าเพราะกำไรหายกว่า 100% เหตุต้นทุนการผลิตพุ่งแต่ราคาเนื้อสัตว์ตกต่ำกว่าปี 54 แต่โบรกฯ ยังโปรยยาหอม ว่าธุรกิจเนื้อสัตว์ผ่านจุดต่ำสุดของปีไปแล้ว ชู CPF ยังน่าสนใจ เพราะปีหน้ามีแผนตั้ง CP Food World หลายแห่ง ให้ราคาเป้าหมาย 39.50-40 บาท ส่วน GFPT ยังไม่น่าไว้ใจให้ขายออกไปก่อน ขณะที่ OISHI ยังกู่ไม่กลับหลังงบพลิกเป็นขาดทุนเพราะต้นทุนเพิ่ม แต่แคมเปญไม่โดนใจ

ทำเอานักลงทุนในหุ้นกลุ่มอาหาร หายใจไม่ทั่วท้องกันแบบข้ามสัปดาห์ หลังจากบรรดาหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มอาหารของไทย ประกาศผลประกอบการไตรมาส 3/2555 ออกมาไม่ดีเท่าที่ควร ไม่ว่าจะเป็นบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) (CPF) ยักษ์ใหญ่เบอร์ 1 ในอุตสาหกรรมอาหารของไทย ก็ประกาศว่ากำไรไตรมาส 3 หายไปถึง 53.32% ขณะที่ผู้ส่งออกไก่รายใหญ่ของไทยอย่าง บริษัท จีเอฟพีที จำกัด (มหาชน) (GFPT) ขาดทุนสุทธิถึง 106.44% เมื่อเทียบกับช่วงไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ส่วนวันศุกร์ที่ผ่านมา บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (OISHI) ก็พลิกกลับมาเป็นขาดทุนเกือบ 9 ล้านบาท
โดยวานนี้บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) (CPF) ถึงผลการดำเนินงานของบจ.ไตรมาสที่ 3/2555 (F45-3) ว่า มีกำไร 2,403 ล้านบาท ลดลงถึง 2,745 ล้านบาท หรือ 53.32% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2554 ที่มีกำไรอยู่ที่ระดับ 5,148 ล้านบาท ส่วนผลประกอบการรอบ 9 เดือนของปี 2555 มีกำไร 18,552 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2554ที่อยู่ที่ 13,669 ล้านบาท ถึง 4,883 ล้านบาท หรือ 35.72%
ส่วนบริษัท จีเอฟพีที จำกัด (มหาชน) (GFPT) เปิดเผยว่า ในไตรมาสที่ 3 สิ้นสุด ก.ย. 2555 บริษัท และบริษัทย่อย มีผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิจำนวน 23.88 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปี 2554 ร้อยละ 106.44 (ไตรมาสที่ 3/2554: กำไรสุทธิ 370.93 ล้านบาท) ส่วนผลการดำเนินงาน งวด 9 เดือนสิ้น สุดวันที่ 30 กันยายน 2555 งบการเงินรวมงวด 9 เดือน และบริษัทย่อย มีผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิ จำนวน 54.06 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปี 2554 ร้อยละ 105.49 (งวด 9 เดือน ปี 2554: กำไรสุทธิ 984.77 ล้านบาท)
ด้าน บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (OISHI) ที่ประกาศผลการดำเนินงานของบจ.ไตรมาสที่ 3/2555 ขาดทุน 8.87 ล้านบาท จากช่วงไตรมาส 3/2554 ที่มีกำไร 262.76 ล้านบาท หรือคิดเป็นลดลงร้อยละ 103.37 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนผลประกอบการรอบ 9 เดือนของปี 2555 มีกำไร 588.16 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2554ที่อยู่ที่ 765.81 ล้านบาท ถึง 177.65 ล้านบาท หรือ 23.19%
โดยราคาหุ้นของทั้ง 3 บริษัท ปิดการซื้อขายในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2555 มีดังนี้
CPF ปิดการซื้อขายที่ระดับ 36.00 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าการซื้อขาย 1,365.29 ล้านบาท
GFPT ปิดการซื้อขายที่ระดับ 7.30 บาท ลดลง 0.10 บาท หรือ -1.35% มูลค่าการซื้อขาย 15.88 ล้านบาท
OISHI ปิดการซื้อขายที่ระดับ 157.00 บาท ลดลง 2.50 บาท หรือ 1.57% มูลค่าการซื้อขาย 37.57ล้านบาท

*** โบรกฯ โปรยยาหอม ธุรกิจเนื้อสัตว์ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว
นางสาวธัญญา สุทวีปราโมชานนท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์รายย่อย บล.ยู โอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า จากการประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในธุรกิจประเภทอาหาร โดยเฉพาะCPF และGFPT พบว่าผลประกอบการที่ประกาศออกมาต่ำกว่าคาดการณ์ไว้สะท้อนมายังราคาหุ้นในวันนี้ให้ปรับตัวลดลง ซึ่งถือว่าที่ผ่านมาราคาเนื้อสัตว์ยังอยู่ในภาวะราคาตกต่ำทำให้ส่งผลต่อกำไรที่บริษัทฯจะได้รับ แต่คาดว่าแนวโน้มหลังจากนี้ตั้งแต่ในช่วงไตรมาส4/55เป็นต้นไปจะเห็นว่าราคาเนื้อสัตว์จะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นตามความต้องการการบริโภคของประชาชนเพราะในช่วงไตรมาส4/55จะเข้าสู่ช่วงเทศกาลต่างๆประกอบกับต้นทุนกากถั่วเหลืองซึ่งใช้เป็นอาหารสัตว์ปรับตัวลดลงทำให้มาจิ้นจากยอดขายจะปรับตัวเพิ่มขึ้น พร้อมกันนี้ ยังได้รับอานิสงส์จากภาวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศและยังได้รับประโยชน์จากนโยบายรัฐบาลปรับลดภาษีนิติบุคคลลดเหลือ 23% และในปี56ลดเหลือ 20% จากปัจจุบันจัดเก็บอัตรา 30%
“ธุรกิจเนื้อสัตว์คงจะผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้วตั้งแต่ไตรมาส3ปีนี้เพราะปัจจัยในปีหน้าราคาเนื้อสัตว์จะฟื้นตัวสูงกว่าราคาเฉลี่ยในปีนี้สาเหตุหลักๆมาจากเศรษฐกิจฟื้นตัวดีขึ้นทำให้เป็นส่วนช่วยการบริโภคฟื้นตัว และในช่วงปลายปีนี้ประเทศญี่ปุ่นก็อาจจะสั่งสินค้าไก่สดเข้ามาประเทศเพิ่มขึ้นอีกด้วย ขณะเดียวกันต้นทุนอาหารสัตว์ที่ลดลงจะทำให้มาจิ้นในการทำกำไรดีขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน” นางสาวธัญญา กล่าว
ทั้งนี้สำหรับหุ้น CPF ขณะนี้ได้อยู่ระหว่างการปรับประมาณการณ์แนวโน้มผลประกอบการใหม่เนื่องจากในวันพรุ่งนี้ผู้บริหาร CPF จะมีการประชุมกับนักวิเคราะห์เพื่อชี้แจงถึงผลประกอบการและแนวโน้มในระยะต่อไปหลังจากนี้ โดยปัจจุบันยังคงแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมายที่ 40.00 บาท ส่วนหุ้น GFPT ยังคงแนะนำขาย ประเมินราคาเป้าหมายที่ 3.70 บาทส่วนราคาเป้าหมายในปีหน้ายังอยู่ระหว่างการประเมิน

** CPF แจงกำไรวูบ เหตุราคาเนื้อสัตว์ต่ำกว่าปี 54 – ต้นทุนการผลิตพุ่ง
นายอดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานรอบ 9 เดือนของบริษัท ว่า ในปีนี้หลังจากการดำเนินการเข้าซื้อธุรกิจในประเทศจีนและเวียดนามแล้วเสร็จในต้นปีที่ผ่านมา ทำให้ซีพีเอฟมียอดขายจำนวน 262,955 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 71% จากปี 2554 และมีกำไรสุทธิจำนวน 18,552 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36%
ในส่วนของกำไรไตรมาส 3 ปี 2555 จำนวน 2,404 ล้านบาท ลดลงจากปีที่ผ่านมา 53% นั้น เป็นผลมาจากอัตราการทำกำไรขั้นต้นจากธุรกิจฟาร์มเลี้ยงสัตว์ลดลงจากปีก่อน จากระดับราคาเนื้อสัตว์ต่ำกว่าระดับราคาในปี 2554 ประกอบกับต้นทุนในการผลิตโดยเฉพาะราคาวัตถุดิบหลักที่ใช้ในการผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อน ซึ่งปี 2555 นี้ นับได้ว่าเป็นปีที่มีปัจจัยภายนอกหลายประการที่มีผลกระทบต่อธุรกิจของบริษัท เช่น ภาวะวิกฤตภัยแล้งในสหรัฐฯที่มีผลต่อราคาวัตถุดิบ ภาวะเศรษฐกิจที่ไม่เป็นไปตามที่ได้คาดไว้ ภาวะผลผลิตล้นตลาด ทำให้ปีนี้ซีพีเอฟไม่สามารถทำกำไรได้ตามเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้
อย่างไรก็ดี บริษัทมองว่า สถานการณ์ต่างๆ น่าจะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นจากนี้ไป และยังคงไม่ชะลอโครงการลงทุนต่างๆ เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นการลงทุนเพื่อขยายธุรกิจในต่างประเทศ โดยในประเทศไทยจะเป็นการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจอาหาร ซึ่งรวมถึง การขยายกำลังผลิตอาหารพร้อมรับประทาน และการขยายช่องทางจัดจำหน่ายสินค้าอาหาร เช่น การเริ่มทดลองโครงการ CP Food World ซึ่งได้เริ่มโครงการแรกไปที่อาคารปิยราชมหาการุณย์ โรงพยาบาลศิริราช จึงคาดว่าปีหน้าบริษัทน่าจะคงระดับการเติบโตของธุรกิจไว้ได้ที่ประมาณ 15-20% จากปีนี้
ด้านนางสาวพัชรา ชาติบัญชาชัย เลขานุการ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF เปิดเผยว่า กำไรสุทธิของบริษัทฯ และบริษัทย่อยในไตรมาสที่ 3 ของปี 2555 ลดลงจากงวดเดียวกันของปี 2554 ร้อยละ 53.3 นั้น เป็นผลมาจากปัจจัยหลัก คืออัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงของธุรกิจฟาร์มเลี้ยงสัตว์ จากการที่ระดับราคาเนื้อสัตว์ในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้อยู่ในระดับต่ำกว่าไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ประกอบกับต้นทุนวัตถุดิบหลักที่ใช้ในการผลิตอาหารสัตว์อยู่ในระดับราคาที่สูงกว่าปี 2554

*** โบรกฯ ยังแนะ “ซื้อ” เหตุเห็นสัญญาณฟื้นตัวในปี 56
บล.เมย์แบงก์กิมเอ็ง เปิดเผยว่า กำไรสุทธิของ CPF ที่ลดลง 40 % QoQ และ 53% YoY เป็น 2,404 ล้านบาท หากไม่รวมกำไรจากการขายเงินลงทุนและกำไรจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์ชีวภาพ CPF มีกำไรปกติลดลง 59% QoQ และ 76% YoY เป็น 1,152 ล้านบาท ต่ำกว่าที่คาดการณ์ แม้ยอดขายจะเพิ่มขึ้นโดดเด่นจากการรวมธุรกิจ CPP แต่อัตรากำไรถูกบั่นทอนจากราคาเนื้อสัตว์ที่ตกต่ำขณะที่ต้นทุนอาหารเพิ่มปรับตัวสูงขึ้น ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 17.9% ใน 3Q54 เหลือ 11.7% อีกทั้งดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มขึ้น 154% YoY เนื่องจากหนี้สินที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนใน CPP
ธุรกิจเนื้อสัตว์มีแนวโน้มฟื้นตัวตามราคาขายที่เริ่มปรับตัวสูงขึ้น แต่คาดว่ากำไร 4Q55 ยังคงชะลอตัวเนื่องจากเป็นช่วงโลว์ซีซั่นของธุรกิจ และ ไตรมาส 4 โดยปกติเป็นช่วงที่มีค่าใช้จ่ายสูง อย่างไรก็ดี คาดผลประกอบการจะฟื้นตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปี 2556 จากกำไรที่ตกต่ำในปีนี้ โดยคาดว่าราคาเนื้อสัตว์จะปรับตัวสูงขึ้นหลังจากสถานการณ์ Over supply เริ่มคลี่คลายลง ส่งผลทำให้อัตรากำไรของ CPF ฟื้นตัว
กำไรปกติ 9M55 มีสัดส่วน 69% ของคาดการณ์กำไรปีนี้ที่ 9,690 ล้านบาท เราอาจมีการปรับลดประมาณการกำไรปีนี้ลงแต่ยังเชื่อว่าปีหน้าผลการดำเนินจะฟื้นตัวดีขึ้น ขณะที่ราคาหุ้นคาดจะปรับตัวลดลงสะท้อนกำไร 3Q55 ที่ต่ำกว่าคาด จึงเชื่อว่าเป็นโอกาสในการเข้าซื้อเมื่อราคาอ่อนตัวลง โดยประเมินราคาเป้าหมายอิง SOTP ที่ 39.50 บาท

*** ชู CP Food World เป็นเรือธงในปีหน้า
บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยว่าจากกรณีที่ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF กำลังพัฒนาธุรกิจศูนย์อาหารโมเดลใหม่ ภายใต้ชื่อ CP Food World โดยเปิดสาขาแรกที่อาคารปิยมหาราชการุณย์ โรงพยาบาลศิริราช ด้วยพื้นที่ 400 ตร.ม. ใช้เงินลงทุน 10 ล้านบาท ซึ่งจะใช้เป็นต้นแบบในการขยายสาขาในอนาคต ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเตรียมขยายธุรกิจไก่ย่าง 5 ดาว ในประเทศอินเดีย เปิดสาขาแรกในวันที่ 21 พ.ย.55 ซึ่งในเบื้องต้นคาดว่าจะขยายจุดขายไก่ย่างให้ได้ 10 จุดภายในปี 2555 และเปิดให้ครบ 200 จุดขายภายในปี 2556 ด้วยงบประมาณรวม 60 ล้านบาท
ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยมีมุมมองบวกต่อแผนกลยุทธ์ขยายธุรกิจค้าปลีกของ CPF ซึ่งถือเป็นการต่อยอดจากธุรกิจผลิตอาหาร อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มสัดส่วนยอดขายในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปให้ปรับตัวสูงขึ้นตามที่บริษัทฯ เคยนำเสนอไว้ในช่วงที่ผ่านมา (CPF ตั้งเป้าหมายว่าจะเพิ่มสัดส่วนรายได้จากกลุ่ม Food ให้ได้ 20% ของรายได้รวมในปี 2559 จากปัจจุบันที่ระดับ 12%)
โดยสุดท้ายแล้วจะส่งผลให้แนวโน้มรายได้รวม และอัตรากำไรขั้นต้นของ CPF เติบโตในระยะยาว แม้ว่าแนวโน้มกำไรสุทธิ ไตรมาส 3/2555 จะไม่สดใสมากนัก เนื่องจาก CPF ต้องเผชิญกับปัญหา Oversupply ของอุตสาหกรรมสัตว์บกในประเทศ ผนวกกับราคาวัตถุดิบหลักในตลาดโลกที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งถือเป็นปัจจัยกดดันต่ออัตรากำไรขั้นต้นของ CPF แต่ฝ่ายวิจัยเชื่อว่าสถานการณ์ที่ไม่สดใสจะเกิดขึ้นเพียงระยะสั้นเท่านั้น และเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติในช่วงปลายงวดไตรมาส 4/2555
เนื่องจากภาพรวมธุรกิจสัตว์บกจะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นหลังจากผลผลิตปรับตัวลดลงสู่ระดับใกล้เคียงกับการบริโภคในประเทศ เห็นได้จากราคาผลิตภัณฑ์สัตว์บกในปัจจุบัน (ทั้งสุกรและไก่) เริ่มฟื้นตัวต่อเนื่องในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ราคาวัตถุดิบหลักๆ ทั้งข้าวโพด และกากถั่วเหลืองเริ่มเห็นการอ่อนตัวลงจากที่ทำระดับ Peak ในช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค.55 ซึ่งน่าจะเริ่มส่งผลบวกต่อ Gross margin ของ CPF ในช่วงปลายไตรมาส 4/2555 โดยฝ่ายวิจัยยังคงคำแนะนำ ซื้อ CPF เพราะคาดว่าราคาหุ้นปัจจุบันได้ผ่านการปรับฐาน ซึ่งถือว่าสะท้อนปัจจัยลบในช่วง 2H55 ไปมากแล้ว จึงเป็นโอกาสดีให้ซื้อสะสมเพื่อการลงทุน เพื่อรอการฟื้นตัวของผลการดำเนินงานในปี 2556

*** GFPT แจงโค้ง3 ผลงานหดกว่า 100% หลังราคาขายไก่ในประเทศลดลง
นพ.อนันต์ ศิริมงคลเกษม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท จีเอฟพีที จำกัด (มหาชน) (GFPT) เปิดเผยว่า ในไตรมาสที่ 3 สิ้นสุด ก.ย. 2555 บริษัท และบริษัทย่อย มีผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิจำนวน 23.88 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปี 2554 ร้อยละ 106.44 (ไตรมาสที่ 3/2554: กำไรสุทธิ 370.93 ล้านบาท) และ งบการเงินเฉพาะกิจการไตรมาสที่ 3/2555 ของบริษัทฯ มีผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิจำนวน 13.61 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปี 2554 ร้อยละ 123.81 (ไตรมาสที่ 3/2554: กำไรสุทธิ 57.16 ล้านบาท) ผลการดำเนินงาน งวด 9 เดือนสิ้น สุดวันที่ 30 กันยายน 2555 งบการเงินรวมงวด 9 เดือน และบริษัทย่อย มีผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิ จำนวน 54.06 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปี 2554 ร้อยละ 105.49 (งวด 9 เดือน ปี 2554: กำไรสุทธิ 984.77 ล้านบาท) และ งบการเงินเฉพาะกิจการงวด 9 เดือน ของบริษัทฯ มีผลการขาดทุนสุทธิจำนวน 209.10 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปี 2554 ร้อยละ 167.73 (งวด 9 เดือนปี 2554: กำไรสุทธิ 308.75 ล้านบาท) ปัจจัยหลักที่ทำให้ผลการดำเนินงานของบริษัทและบริษัทย่อยลดลงเกินกว่าร้อยละ 20 สรุปได้ ดังนี้
1. ราคาขายสินค้าเฉลี่ยลดลง เนื่องจากราคาขายสินค้าชิ้นส่วนไก่ในประเทศ และ ราคาขายลูกไก่ ปรับตัวลดลงจาก อุตสาหกรรมการเลี้ย งไก่เนื้อ ของไทยอยู่ในภาวะอุปทานมากกว่าอุปสงค์ จึงทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในประเทศ เช่น ไก่เนื้อมีชีวิต ชิ้นส่วนไก่ และ ลูกไก่ ลดลงมากเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2554
2. ต้นทุนการผลิตรวมเพิ่มขึ้น ร้อยละ 11 เนื่องจากราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ เช่น ข้าวโพด และ กากถั่วเหลือง ในตลาดโลกมีการปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากภาวะแล้งในประเทศสหรัฐอเมริกา และ ค่าแรง ปรับขึ้น ในปี 2553. ค่าใช้จ่ายในการขายเพิ่มขึ้น ร้อยละ 17 เนื่องจาก ค่าระวางสินค้าในการส่งออกปรับสูงขึ้น และบริษัทฯมีปริมาณการส่งออกสินค้าไก่แปรรูปเพิ่มมากขึ้น ในปี 2555
4. ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น ร้อยละ 24 เนื่องจาก ค่าน้ำมันเชื้อ เพลิงมีการปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนค่าขนส่งอาหารสัตว์เพิ่มขึ้น และ มีผลขาดทุนจากการขายไก่ปู่ย่าพันธ์และพ่อแม่พันธ์ปลดระวางเพิ่มขึ้น

*** OISHI ขยับตัวช้า โดน อิชิตัน แย่งลูกค้าชาเขียว
แหล่งข่าวในตลาดหลักทรัพย์ เปิดเผยถึงสาเหตุที่ทำให้ บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (OISHI) มีผลประกอบการพลิกกลับมาเป็นขาดทุนในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ว่า มาจากที่ OISHI นั้นเสียลูกค้าในกลุ่มเครื่องดื่มชาเขียวบรรจุขวดไปพอสมควร เนื่องจากคู่แข่งคนสำคัญอย่าง อิชิตัน ซึ่งบริหารงานโดย ตัน ภาสกรนที ซึ่งเป็นผู้ปลุกปั้นแบรนด์ OISHI ให้โด่งดังจนมาถึงปัจจุบัน ก่อนที่จะขายหุ้น OISHI ทั้งหมดให้กับกลุ่มเสี่ยเจริญ แล้วหันมาผลิตชาเขียวยี่ห้ออิชิตันแทน โดยกลยุทธ์การตลาดของอิชิตันนั้น ในช่วงแรกจะเน้นใช้สงครามราคา โดยราคาขายอิชิตันต่อขวดจะอยู่ที่ 16 บาท ถูกกว่าชาเขียวโออิชิที่ขายขวดละ 20 บาท ส่งผลให้รายได้จากเครื่องดื่มของ OISHI ลดลงถึง 13%
นอกจากนี้ต้นทุนในการประชาสัมพันธ์ของ OISHI ในไตรมาส 3 นั้นไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าที่ควรไม่ว่าจะเป็น แคมเปญที่พาผู้โชคดีไปเที่ยวญี่ปุ่นกับดาราชื่อดัง และปัญหาการผลิตชาเขียวแบบกล่องที่ไม่สามารถผลิตได้จากปัญหาน้ำท่วม โดยชาเขียวแบบกล่องของ OISHI ครองส่วนแบ่งการตลาดชาเขียวในประเทศถึง 20% นอกจากนี้ทาง OISHI ได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ คือชาเขียวขวดแก้ว หรือชาเขียวแบบคืนขวด โดยร่วมมือกับบริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) หรือ SSC ซึ่งทำให้ทาง OISHI ต้องมีต้นทุนในการทำขวดแก้วขึ้นมาใหม่ เพื่อเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดของ Lipton ที่เป็นเจ้าตลาดของชาคืนขวดอยู่ในขณะนี้
อย่างไรก็ตามในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ OISHI ยังต้องเผชิญกับอุปสรรคอีกหลายด้าน โดยเฉพาะแคมเปญด้านการตลาดที่ตั้งแต่ต้นไตรมาสที่ 4/2555 ทางอิชิตันยังใช้กลยุทธ์การตลาดอย่างแคมเปญ 60 วัน 60 ล้าน ที่แจกทองให้กับผู้โชคดีที่ดื่มอิชิตัน วันละ 1 ล้านบาท ในขณะที่ทาง OISHI เพิ่งจะเริ่มใช้แคมเปญในลักษณะคล้ายกันในช่วงกลางไตรมาส
ส่วนของผลิตภัณฑ์อาหาร OISHI ได้ทุ่มงบประชาสัมพันธ์ King of Japanese Food ประเดิมด้วย “โอโนริ (Onori by OISHI)” สาหร่ายทอดกรอบ เพื่อครองส่วนแบ่งตลาดหมวดหมู่ผลิตภัณฑ์สาหร่ายปรุงรส 6% และกลุ่มสาหร่ายทอด 9% โดยใช้โปรโมชั่นจูงใจด้วยการตัดมุมซองเพื่อมาแลกสาหร่ายห่อใหม่ หรือไปใช้เป็นส่วนลดในการรับประทานอาหารใน ร้านอาหารญี่ปุ่นในเครือโออิชิ ทุกสาขาทั่วประเทศ แต่ก็ยังไม่ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเท่าที่ควร
ทั้งนี้ทาง OISHI ชี้แจงว่าต้นทุนขายรวมของบริษัทฯ ในไตรมาส 3/55 เท่ากับ 1,979 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราส่วนต้นทุนขายรวมต่อรายได้จากการขายรวมที่ 73.2% ซึ่งคิดเป็นเปอร์เซ็นที่สูงกว่าต้นทุนขายรวมในงวดเดียวกันของปี ก่อนเท่ากับ1,842 ล้านบาท หรือคิดเป็น 70% ของรายได้จากการขายรวม การส่งเสริมการขายทางด้านราคามากขึ้นและต้นทุนสินค้า Outsource ที่สูงกว่าต้นทุนสินค้าทีผลิตเองต้นทุนขายรวมของบริษัทฯ ใน 9 เดือน เท่ากับ 5,862 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราส่วนต้นทุนขายรวมต่อรายได้จากการขายรวมที่ 68.7% ซึ่งใกล้เคียงกับต้นทุนขายรวมในงวดเดียวกันของปี ก่อนเท่ากับ 5,210 ล้านบาท หรือคิดเป็น69% ของรายได้จากการขายรวม

Advertisements