SETติดปีกทะลุ 1,400 จุด รับพ.ศ.ใหม่
** หลังสหรัฐไม่ตกหน้าผาฯ แต่ตลท.เตือนระวังพี/อีเริ่มสูง

ตลาดหุ้นไทยปีงูเล็กเปิดทำการวันแรกทะลุ 1,400 จุด สูงสุดรอบ 16 ปี 11 เดือน รับอานิสงส์สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐรับรองร่าง กม.หลีกเลี่ยงภาวะหน้าผาการคลัง(fiscal cliff)ขณะที่หลายโบรกฯ มองสิ้นปีถึง 1,500 จุดแน่ เพียงแต่ช่วงเดือน ม.ค.ดัชนีฯ อาจพักฐานจากแรงขายของกองทุน LTF-RMF ดังนั้น สัปดาห์นี้แนะขายทำกำไร ชูหุ้นกลุ่มพลังงาน ด้านแบงก์ชาติเผยตลาดการเงินทั่วโลกรับผลบวกสหรัฐแค่ระยะสั้น ยังต้องตามต่ออีก 2 เดือน ส่วนค่าเงินบาทแข็งค่าแตะ 30.345 บาท/ดอลลาร์ หลังเงินไหลเข้าตลาดหุ้น ตลท.ออกโรงเตือนนักลงทุนใช้ความระมัดระวังในการซื้อขาย หลัง P/E ratio เริ่มสูง

ในที่สุดตลาดการเงินทั่วโลก รวมทั้งตลาดการเงินไทยก็ได้รับผลบวกเต็มๆ หลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ให้การรับรองร่างกฎหมายหลีกเลี่ยงภาวะหน้าผาการคลัง(fiscal cliff) แม้ว่าอาจจะเป็นเพียงระยะสั้นก็ตาม โดยตลาดหุ้นไทยวานนี้เป็นวันทำการแรกของปี พ.ศ.2556 เปิดตลาดมาสดใสทะยาน 14 จุด ดันดัชนีทะลุ 1,400 จุด ก่อนจะปิดตลาดที่ 1,407.45 จุด เพิ่มขึ้น 15.52 จุด หรือ 1.11% สูงสุดในรอบ 16 ปี 11 เดือน ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 38,699.44 ล้านบาท

*** SET Index วานนี้ปิดสูงสุดรอบ 16 ปี 11 เดือน
นายจรัมพร โชติเสถียร กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงสาเหตุที่ส่งผลให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (SET Index) วานนี้(วันพุธที่ 2 มกราคม 2556) ปิดปรับตัวสูงขึ้นเช่นเดียวกับตลาดหลักทรัพย์อื่นๆ ในภูมิภาคและทั่วโลกซึ่งส่วนใหญ่ปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 1 – 3% โดย SET Index ปิดปรับเพิ่มขึ้น 1.11% หรือ 15.52 จุด มาปิดที่ 1,407.45 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 16 ปี 11 เดือน (จากเมื่อ 7 กุมภาพันธ์ 2539 ซึ่งปิดที่ 1,408 จุด)การปรับขึ้นของ SET Index ได้รับปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากความเชื่อมั่นที่เพิ่มมากขึ้นต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก หลังวุฒิสมาชิกและสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกาให้ความเห็นชอบความตกลงใหม่ด้านภาษีและงบประมาณรายจ่ายภาครัฐเพื่อแก้ไขปัญหาหน้าผาการคลัง (fiscal cliff) ซึ่งคลายความกังวลของผู้ลงทุน และเป็นสัญญาณที่ดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาและเศรษฐกิจโลก ขณะที่ตัวเลขดัชนีภาคการผลิตของจีนที่ประกาศออกมาเมื่อสุดสัปดาห์ชี้ถึงทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับต้นปี 2555 SET Index ปรับเพิ่มขึ้นถึง 37% ขณะที่ P/E ratio อยู่ในระดับสูงที่ 18.25 เท่า ผู้ลงทุนจึงควรใช้ความระมัดระวังในการซื้อขาย พิจารณาที่ปัจจัยพื้นฐาน และติดตามข้อมูลสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่อการซื้อขายอย่างใกล้ชิด เพื่อประกอบการตัดสินใจในการลงทุน

*** เกียรตินาคิน เผยหุ้นไทย ดีดตัวรับ Fiscal Cliff
บทวิเคราะห์ บล.เกียรตินาคิน ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยในวานนี้ได้รับปัจจัยหนุนจากความคาดหวังในประเด็น Fiscal Cliff ที่ล่าสุดกำลังอยู่ในการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ที่คาดว่าจะมีมติในคืนวานนี้ ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่กับวุฒิสภาสหรัฐที่มีมติด้วยเสียง 89:8 ไปก่อนหน้านี้ ให้ผ่านร่างกฎหมายที่ถูกเสนอโดยรัฐบาลสหรัฐ โดยเนื้อหาให้ปรับเพิ่มอัตราภาษีของผู้มีรายได้สูง 4 แสนดอลลาร์/ คน หรือ 4.5 แสนดอลลาร์/ ครัวเรือนจาก 35% เป็น 39.6% – ขยายระยะเวลาการให้สวัสดิการแก่คนอเมริกันที่ตกงานออกไปอีก 1 ปี – เลื่อนการลดการใช้จ่ายโดยอัตโนมัติ (Automatic Spending Cut) ออกไปอีก 2 เดือนก่อน เพื่อไปรอพิจารณาพร้อมการขยายเพดานหนี้ (Debt Ceiling) สหรัฐ จากปัจจุบันอยู่ที่ 16.4 ล้านล้านดอลลาร์ที่จะมีเส้นตายช่วง มี.ค.2556
ทั้งนี้ ไม่ว่าถ้าสภาผู้แทนฯ สหรัฐจะมีมติเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับวุฒิสภา เราประเมินว่า SET มีโอกาสพักตัวลง หลังประชุมคองเกรส 3 ม.ค.2556 โดยที่ถ้าสภาผู้แทนฯสหรัฐเห็นด้วย SET อาจเกิด Sell on Fact และกลับมากังวลกับ Debt Ceiling ที่ยังไม่ได้ข้อสรุป แต่ถ้าไม่เห็นด้วย จะส่งผลให้สหรัฐเกิด Full Fiscal Cliff ชั่วคราว และ SET จะถูกแรงขายทำกำไรออกมา

*** ธปท.เผยตลาดการเงินของโลก-ไทยรับผลบวกระยะสั้น
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท.เปิดเผยถึงกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ให้การรับรองร่างกฎหมายหลีกเลี่ยงภาวะหน้าผาการคลัง(fiscal cliff)แล้วว่า จะส่งผลบวกในระยะสั้นต่อตลาดการเงินโลกและของไทย
อย่างไรก็ตาม กรณีดังกล่าวนี้ เหมือนจะบรรลุข้อตกลงชั่วคราวได้ แต่ยังคงต้องติดตามสถานกาารณ์ต่อไปในอีก 2 เดือนข้างหน้าว่า สหรัฐจะบรรลุข้อตกลงอย่างไร เพราะสหรัฐมีอุปสรรคหลายอย่างที่ต้องแก้ไข ดังนั้น จึงต้องพยายามต่อไปที่จะให้ได้ข้อยุติในมาตรการต่างๆ ของสหรัฐ ในขณะที่สถานการณ์เงินทุนเคลื่อนย้าย และอัตราแลกเปลี่ยน ขณะนี้ยังคงเป็นปกติดี โดยบรรยากาศขณะนี้อยู่ในเชิงบวก ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวขึ้น รวมถึงตลาดหุ้นไทยด้วย

*** ค่าเงินบาทวานนี้แข็งค่าสุด 30.345 บาท/ดอลลาร์ เงินไหลเข้าตลาดหุ้น
ด้านความเคลื่อนไหวของสถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทวานนี้ นักค้าเงินจากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK เปิดเผยว่า ปิดตลาดที่ระดับ 30.37-30.38 บาท/ดอลลาร์ ซึ่งถือว่าแข็งค่าขึ้นมากจากปิดตลาดสิ้นปีก่อน โดยระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวแข็งค่าสุดที่ 30.345 บาท/ดอลลาร์ และอ่อนค่าสุดที่ 30.57 บาท/ดอลลาร์
ทั้งนี้ ประเมินว่าเป็นผลจากเงินทุนที่ไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นเป็นหลัก ขณะเดียวกันความชัดเจนของแนวนโยบายทางด้านภาษีในการจัดการปัญหาหน้าผาทางการคลังของสหรัฐเป็นไปอย่างดี ทำให้ sentiment ของตลาดการเงินเปลี่ยน และพบว่าอัตราแลกเปลี่ยนในเอเชียแข็งค่าขึ้น
สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวในวันพรุ่งนี้ คาดว่าค่าเงินบาทยังคงทิศทางแข็งค่าเป็นหลักที่ 30.30-30.50 บาท/ดอลลาร์

*** เป้าหมายดัชนีปีนี้ 1,500 จุด
รายงาน “Quarterly Theme Report” ที่เผยแพร่วานนี้ ได้ประเมินกำไรสุทธิปี 2556 ของหุ้นภายใต้การดูแลของ บล.เกียรตินาคิน หรือ KKS จะขยายตัวโดยเฉลี่ย 13.0% YoY จาก 17.6% ในปีก่อนหน้า และประเมินเป้าหมายของ SET ในปี 2556 ณ Trailing P/E ที่ 14.5 เท่า (ค่าเฉลี่ย 10 ปี +1SD) ไว้ที่ 1,500 จุด บนสมมติฐาน Prospective EPS ของ SET ในปี 2556 ที่ 103.5 บาท/หุ้น
กลยุทธ์การลงทุน เรายังเห็นโอกาสพักฐานของ SET ในช่วงต้นไตรมาสที่ 1 ดังนั้นเราแนะนำให้รอซื้อเมื่อ SET ปรับตัวลงมาในกรอบ 1,350-1,300 จุด โดยเน้นลงทุนในหุ้นรายตัวที่มีปัจจัยเฉพาะตัวแข็งแกร่ง หรือกลุ่ม “CHIC Star” ที่มีความสามารถในการแข็งขันสูง (Competitive Advantage : C) – แนวโน้มของกำไรสุทธิแข็งแกร่ง (High Earnings Growth : H) – ได้ประโยชน์จากการลงทุนในประเทศ (Investment : I) – ได้ประโยชน์จากการกระตุ้นการบริโภคของรัฐบาล (Consumption : C) ได้แก่ CK, ROJNA, SAT, STANLY, TCAP, SIRI, TUF, MFEC, BCH ขณะที่หุ้นในกลุ่ม Cyclical Play เราเลือกเพียง TOP, THAI

*** บล.ฟินันเซียไซรัส เตือนอย่าชะล่าใจ เดือน ม.ค.มีโอกาสพักฐาน จากแรงขายของกองทุน
บทวิเคราะห์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส คาดว่า หุ้นไทยจะพักฐานในเดือน ม.ค.56 หลังจากที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยปี 2012 ปรับขึ้น 36% สูงที่สุดในกลุ่ม TIP และในเอเชีย โดยต่างชาติซื้อหุ้นไทย 7.6 หมื่นล้านบาท
สำหรับปี 2013 เรามองภาพตลาดหุ้นเป็นขาขึ้นโดยประเมินดัชนีสิ้นปีที่ 1,500 จุด แต่ระยะสั้นในเดือน ม.ค. มีโอกาสพักฐาน โดยสถิติตั้งแต่ปี 2007-11 ดัชนีในเดือน ม.ค. ปรับลงเฉลี่ย 5.4% M-M จากแรงขายของทั้งกองทุน (เม็ดเงินที่ซื้อ LTF ในปี 2009 มี 1.7 หมื่นล้านบาท และดัชนีปรับขึ้นมาแล้ว 138% คิดเป็นมูลค่าที่ขายได้เกือบ 4 หมื่นล้านบาท) และจากต่างชาติที่ซื้อไปถึง 2.3 หมื่นล้านบาทเฉพาะในเดือน ธ.ค. แม้สภาล่างจะผ่านร่างกม.เลี่ยง Fiscal cliff ได้แต่ตลาดหุ้นอาจตอบรับข่าวบบวกเพียงช่วงสั้นๆ หุ้นที่แนะนำในระยะ 1 เดือนจึงเป็นหุ้นขนาดกลาง-เล็ก ได้แก่ BTS (TP 7.70 บาท), CPF (TP 40 บาท), HMPRO (TP 14.10 บาท), FPI (TP 13 บาท), MINT (TP 25 บาท)

*** บล.เอเซียพลัส เตือนระวังแรงขายกองทุน LTF กดดันตลาดในช่วงม.ค. – ก.พ. 56
บทวิเคราะห์ บล.เอเซียพลัส ระบุว่า คาดว่าตลาดหุ้นไทย อาจเผชิญกับแรงขายทำกำไรระยะสั้น จากกองทุน LTF ซึ่งครบกำหนด 5 ปีปฏิทิน (ตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา) มีมูลค่ารวมกว่า 2.6 หมื่นล้านบาท ณ ดัชนีตลาด ขณะนั้นอยู่ที่ 674 จุด เทียบกับดัชนีปัจจุบันทำให้มี unrealized gain ถึง 100% และ ตามสถิติในอดีตพบว่าดัชนีหุ้นไทย มักมีแรงขายจากนักลงทุนดังกล่าว ในช่วงเดือน ม.ค. – ก.พ. ของทุกปี แต่มักจะขายหนักในช่วงเดือน ม.ค. ซึ่งพบว่าดัชนีมักจะมีการปรับฐาน เฉลี่ย 3.5%
ทั้งนี้ หากเหตุการณ์เกิดซ้ำรอย และ หากคาดว่าจะมีแรงขายจากส่วนนี้ ราว 50% ของยอดเงินรวม หรือราว 1.3 หมื่นล้านบาท ตามต้นทุน แต่จะเพิ่มเป็น 2.6 หมื่นล้านบาท ตามราคาตลาด

*** กลยุทธ์สัปดาห์นี้แนะขายทำกำไร ลุ้นแนวต้าน 1,419 จุด
นายประกิต สิริวัฒนเกตุ นักวิเคราะห์เทคนิค ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า ทิศทางในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ประเมินว่าดัชนีฯ จะปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องหากได้รับแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติและสถาบันกองทุนภายในประเทศอย่างกองทุน LTF/RMF ในขณะเดียวกันแนะนำนักลงทุนควรระมัดระวังการลงทุนในช่วงที่เหลือของสัปดาห์นี้เนื่องจากตลาดหุ้นไทยมีแรงซื้อเข้ามามากซึ่งอาจเกิดแรงเทขายออกมาได้เช่นกันโดยประเมินว่าดัชนีฯอาจจะขึ้นไปแตะระดับทดสอบแนวต้านที่ระดับ 1,419 จุดได้
ทั้งนี้ กลยุทธ์การลงทุนในช่วงที่เหลือของสัปดาห์แนะนำนักลงทุนหาโอกาสขายเพื่อทำกำไรและในขณะเดียวกันควรระมัดระวังแรงเทขายที่อาจจะส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นได้ โดยเลือกเล่นหุ้นในกลุ่มที่มีการจ่ายเงินปันผลในรอบปีและหุ้นที่มีราคา P/E ต่ำรวมถึงพื้นฐานทางการเงินที่แข็งแกร่งโดยมีผลประกอบการในช่วงปี 2555 ที่เติบโตได้แก่ TICON,INTUCH,DTAC หุ้นกลุ่มค้าปลีกได้แก่ HMPRO กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ROJNA กลุ่มสินเชื่อและกลุ่มประกันชีวิต

*** โกลเบล็ก คาด 2 สัปดาห์แรกปีนี้ SET ผันผวนสูง
นายธวัชชัย อัศวพรไชย ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.โกลเบล็ก เปิดเผยว่า ภาพรวมดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยวานนี้ ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงในรอบหลายปี เนื่องจากมีแรงซื้อต่อเนื่องเข้ามาจากปลายปีก่อน ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นผลจากความชัดเจนในแนวนโยบายทางภาษีของสหรัฐฯ หรือที่เรียกว่าภาวะหน้าผาทางการคลัง
แต่อย่างไรก็ดีทาง บล.โกลเบล็กเชื่อว่าในช่วง 2 สัปดาห์แรกของปี 2556 ดัชนีจะยังมีความผันผวนสูง เนื่องจากยังไม่มีปัจจัยที่โดดเด่นนอกเหนือจากประเด็นที่กล่าวไว้ ขณะเดียวกัน ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงจากเงินทุนที่ไหลเข้ามาลงทุนตามภาวะเงินทุนไหลเข้า และเงินลงทุนจากกองทุน LTF และ RMF ซึ่งได้สิ้นสุดแล้วในช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา ดังนั้นในระยะกลางจึงแนะนำว่า เมื่อดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นมาในกรอบ 1,400-1,420 จุด ให้ปรับลดพอร์ตการลงทุน และเมื่อถึง 1,420 จุด แนะนำให้ขายเพื่อลดความเสี่ยง

*** แนะลงทุนหุ้นกลุ่มพลังงาน เหตุยัง Laggard
ขณะที่คำแนะนำในการลงทุนยังมองว่าหุ้นในกลุ่มพลังงานยังคงมีความน่าสนใจ เนื่องจากราคาหุ้นหลายตัวปรับขึ้นต่ำกว่าตลาด (Laggard) รวมถึงหุ้นในกลุ่มวัสดุก่อสร้าง และอุปโภคบริโภค ซึ่งจะได้รับอานิสงส์หากรัฐบาลสามารถเดินหน้าโครงการเมกะโปรเจกต์ในการบริหารจัดการน้ำอย่างเบ็ดเสร็จได้ตามเป้าหมาย ซึ่งอีกนัยหนึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศด้วย

Advertisements