SET Index ปีหน้าจ่อทำไฮ 1,537 จุด
* แนะหุ้นเด่น BCP-INTUCH-KBANK-PTTEP-STEC

ส.นักวิเคราะห์ ประเมิน SET Index ปีมะเส็งจ่อทำไฮ 1,537 จุด แนะจัดพอร์ตลงทุนลุยหุ้น 45% เน้นเลือกหุ้นพื้นฐานแกร่งในจังหวะดัชนีฯ ปรับฐาน มองหุ้นเด่น BCP-INTUCH-KBANK-PTTEP-STEC ด้าน บล.เอเซีย พลัส สรุปการลงทุนปี 55 ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทน 33% สูงสุดของโลก

*.นักวิเคราะห์คาด ดัชนีหุ้นไทยสิ้นปีหน้าสูงสุดอยู่ที่ 1,537 จุด
นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นนักวิเคราะห์เกี่ยวกับแนวโน้มการลงทุนปี 56 โดยนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ประเมินดัชนีฯ ณ สิ้นปี 56 ที่ 1,471 จุด โดยจุดสูงสุดช่วงปี 56 อยู่ที่ 1,537 จุด และต่ำสุดช่วงปี 56 อยู่ที่ 1,245 จุด โดยประเมิน EPS Growth ปี 2556 อยู่ที่ 15.2% และปี 2557 อยู่ที่ 12.6% และประเมินราคาทองคำสิ้นปี 56 อยู่ที่ 26,732 บาทต่อบาททองคำ ส่วนสิ้นปี 2557 ประเมินราคาทองไว้ที่ 27,031 บาทต่อบาททองคำ
ทั้งนี้ สาเหตุที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ดัชนีฯ ณ สิ้นปี 2556 ไว้ที่เฉลี่ย 1,471 จุด มีปัจจัยบวกสำคัญมาจากการประเมินว่า ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนจะขยายตัวสูงในปีหน้า การลดภาษีเงินได้นิติบุคคลปี 2556 ลงเหลือ 20% การลดอัตราดอกเบี้ยในประเทศลงอีก โดยที่สหรัฐจะแก้ปัญหาหน้าผาการคลังได้ทัน และต่างชาติจะเข้าซื้อหุ้นไทย
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ประมาณการอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจปี 56 ที่เฉลี่ย 4.6%

* เลือกลงทุนหุ้น 45% กองทุน 11% เลือก BCP-INTUCH-KBANK-PTTEP-STEC เด่น
นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ได้แนะนำอัตราการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง โดยสัดส่วนการลงทุน 45% ลงทุนหุ้นสามัญหรือกองทุนหุ้นในประเทศ, ลงทุนในหุ้นหรือกองทุนหุ้นต่างประเทศ 11%, ทองคำและ Gold Futures 17%, ลงทุนในตราสารหนี้และกองทุนตราสารหนี้ 13%, เงินสดและเงินฝาก 3% และอื่นๆ เช่น กองทุนอสังหาฯ น้ำมัน เป็นต้น
โดยแนะนำให้นักลงทุนรอจังหวะทยอยซื้อสะสม ในช่วงที่ตลาดปรับฐานลง โดยเลือกหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูงสม่ำเสมอ แนะหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค และหุ้นที่อิงกับการเติบโตของเศรษฐกิจภายในประเทศเป็นหลัก โดยนักลงทุนควรลงทุนตามปัจจัยพื้นฐาน ไม่ใช่ลงทุนตามข่าวลือ โดยหุ้นเด่นที่แนะนำ ได้แก่ BCP INTUCH KBANK PTTEP STEC
ทั้งนี้ หุ้นที่นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งเห็นว่าราคาเต็มมูลค่าหรือเกินมูลค่าแล้ว ซึ่งควรหลีกเลี่ยงลงทุน ประกอบด้วย หุ้น 3 ตัว ซึ่งอยู่ในหมวดธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ธนาคาร และเหล็ก อย่างละ 1 ตัว
‘หุ้น 3 ตัวนี้ ไม่ใช่ตัวใหญ่ แต่เป็นตัวที่นักลงทุนส่วนใหญ่รู้จักกันดี ซึ่งเราพิจารณาแล้วว่าคงไม่บอกชื่อจะดีที่สุด เพราะไม่ต้องการให้ บลจ.เดือดร้อน ซึ่ง 3 ตัวนี้นักลงทุนส่วนใหญ่น่าจะรู้ดี’ นายสมบัติ กล่าว
ทั้งนี้ คาดว่านักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนสถาบันในประเทศรวมพอร์ตโบรกเกอร์จะซื้อสุทธิในช่วงปี 2556 รวมกว่า 3.2 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ นักวิเคราะห์เห็นว่า ภาครัฐควรเร่งลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคและโครงการขนาดใหญ่ ลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพื่อเพิ่มกำลังซื้อ ลดอัตราดอกเบี้ยช่วงนี้ถึงปี 2556 ลงอีก 0.25-0.50% และควรปล่อยให้ราคาสินค้าเป็นไปตามกลไกตลาด

* เมย์แบงก์ กิมเอ็ง มองปีนี้ดัชนีฯ ทำสถิติสูงสุดในรอบ 16 ปี
นายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าภาพรวมของตลาดหุ้นไทยในปี 2556 ว่าปี 2556 ถือว่าเป็นปีของความท้าท้ายใหม่รวมถึงโอกาสใหม่สำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นไทย โดยความท้าทายสำคัญของตลาดหุ้นไทยปี 2555 คือ ความสามารถในการฟื้นตัวของกำไรสุทธิของ บจ.จากภัยน้ำท่วมในปี 2554 ซึ่งพบว่าการฟื้นตัวดีเกินคาดส่งผลให้ SET Index สามารถปรับตัวขึ้นทำสถิติสูงสุดในรอบ 16 ปี ได้สำเร็จ ซึ่งทำให้ตลาดหุ้นไทยเป็นตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งในโลก
สำหรับความท้าทายในปี 2556 ได้แก่ การเริ่มต้นปี 2556 ด้วยระดับ SET Index ที่ไม่ได้ต่ำเหมือนกับต้นปี 2555 (Forward PER ของต้นปี 56 ประมาณ 12.50 เท่า เทียบกับ Forward PER ของต้นปี 2555 เท่ากับ 10.8 เท่า) ถือเป็นความท้าทายสำคัญที่สุดสำหรับปี 2556 ถึงแม้สภาพคล่องส่วนเกินจะยังคงสามารถผลักดันตลาดฯให้ปรับตัวขึ้นไปได้ แต่ในที่สุดนักลงทุนก็จะหันกลับมาพิจารณาปัจจัยพื้นฐานประกอบ
นอกจากนี้ หากพิจารณาอัตราผลตอบแทนย้อนหลังของตลาดหุ้นไทยและตลาดหุ้นในเอเชียรวมถึงดัชนี MSCI Asia ex Japan พบว่า ตลาดหุ้นไทยเริ่มกลับมาให้ผลตอบแทนเทียบเท่ากับค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้นอาเซียนแล้วในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ดังนั้น การที่ตลาดหุ้นไทยจะให้ผลตอบแทนได้ดีกว่าตลาดหุ้นในเอเชียจึงเป็นสิ่งที่ท้าท้ายซึ่งต้องพิสูจน์ด้วยการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองที่ยั่งยืน

* คาด SET Index ปี 56 พุ่งแตะ 1,400-1,450 จุด
สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไทยและโอกาสการลงทุนใหม่ในปี 2556 นายสุกิจ กล่าวว่า SET Index มีโอกาสปรับตัวขึ้นไปได้ถึง 1,400-1,450 จุด โดยมีปัจจัยหนุนจากผลการดำเนินงานปี 2556 ที่คาดว่าจะเติบโต 15-20% จากปี 2555 รวมถึง สภาพคล่องในตลาดการเงินโลกที่เพิ่มขึ้นเดือนละ 85 พันล้านเหรียญสหรัฐฯซึ่งพร้อมที่จะไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นทุกเมื่อ หากมีสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ชัดเจน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผ่านช่วงไตรมาสที่ 1/56 ซึ่งเป็นช่วงที่รอความชัดเจนในเรื่องเกี่ยวกับมาตรการลดหย่อนภาษีของรัฐบาลสหรัฐฯ (Fiscal cliff) อย่างไรก็ตาม SET index จะสามารถปรับตัวสูงขึ้นเกินเป้าหมายได้หากมีการปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนเพิ่มขึ้น ส่วนกรอบด้านล่างของ SET Index ประเมินไว้ที่ระดับ 1240 จุด
ส่วนโอกาสใหม่ของการลงทุนในปี 2556 คือ การลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวกับวัฏจักรของการลงทุนรอบใหม่ของรัฐบาล การบริโภคในเขตที่ไม่ใช่กรุงเทพฯและปริมณฑล และการลงทุนในธุรกิจที่ต่อเนื่องจากการเกิดขึ้นของใบอนุญาต 3G หลังจากหุ้นที่เกียวข้องกับการบริโภค และมีความปลอดภัยสูง อย่างเช่น หุ้นค้าปลีก โรงพยาบาล ได้มีการปรับตัวขึ้นมามากติดต่อกันหลายปีแล้ว โดยหุ้นเด่นที่จะแนะนำสำหรับปี 2556 ได้แก่ ASK HMPRO KTB LOXLEY MAJOR PS และ SCC
นายสุกิจ ได้กล่าวทิ้งท้ายถึงกลยุทธ์การลงทุนในปี 2556 ว่า ในช่วงไตรมาสที่ 1/56 แนะนำให้นักลงทุนซื้อหุ้นที่มีความเสี่ยงต่ำ มีเงินปันผลสูง เนื่องจาก เศรษฐกิจโลกยังคงมีความไม่แน่นอน สำหรับไตรมาส 2/56 ถือเป็นโอกาสในการซื้อหุ้นที่เกี่ยวข้องกับวัฏจักรเศรษฐกิจโลกมากขึ้น เช่น หุ้นพลังงาน หุ้นปิโตรเคมี และ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจาก เศรษฐกิจโลกมีโอกาสการฟื้นตัวที่ชัดเจนขึ้น ส่งผลให้ความเสี่ยงในการลงทุนในหุ้นดังกล่าวลดลง

* เอเซีย พลัส ระบุปีนี้ SET Index ให้ผลตอบแทน 33% สูงสุดของโลก
ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า ปี 2555 นับเป็นปีทองของตลาดหุ้นโลก สะท้อนจากที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทน 33% สูงสุดของโลก เท่ากับตลาดฟิลิปปินส์ ตามมาด้วยตลาดหุ้นเยอรมันเกือบ 30% อินเดีย 24% และฮ่องกง 21% ส่วนตลาดที่เหลือให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเกิน 10% เท่านั้น หรือในบางตลาดให้ผลตอบแทนติดลบหรือเปลี่ยนแปลงน้อยมากคือ จีน เกาหลี และไต้หวัน เป็นต้น ทั้งนี้เหตุผลที่หนุนตลาดหุ้นโลกในช่วงที่ผ่านมา น่าจะเกิดจากการที่ธนาคารกลางโลกใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินต่อเนื่องนับจากปลายปี 2554 เริ่มตั้งแต่สหภาพยุโรปอัดฉีดเงินเข้าระบบผ่านการให้ธ.พ. กู้ยืม หลายครั้ง ตามมาด้วยสหรัฐออกมาตรการ QE3 และ ล่าสุดยังยืดมาตรการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาว ด้วยการออกพันธบัตรระยะสั้นแทน หรือเรียกว่า QE4 (เพื่อทดแทน Operation Twist) รวมวงเงินกว่า 8.5 หมื่นล้านบาทต่อเดือน และญี่ปุ่น ได้ใช้ QE ต่อเนื่องถึง 9 ครั้ง ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา และล่าสุด 30 ต.ค.2555 ได้ยืด QE จนถึงสิ้นปี 2556
ขณะที่ทางฝั่งเอเซีย จีน ซึ่งเป็นหัวเรือใหญ่ ได้นำร่องลดดอกเบี้ยนโยบาย 2 ครั้ง 0.56% และยังลด RRR 3 ครั้ง 1.5% ตามมาด้วยอินเดียลดดอกเบี้ยนโยบาย 1 ครั้ง 0.5% และยังลด RRR 4 ครั้ง 1.75% และฟิลิปปินส์ลด 4 ครั้งราว 1% เหลือ 3.5% ขณะที่ไทยปรับลดดอกเบี้ย 3 ครั้ง 0.75% เหลือ 2.75% แต่เป็นที่สังเกตว่าผลตอบแทนสุทธิในหลายประเทศเริ่มมีบวกน้อยลง (ดอกเบี้ยนโยบายด้วยเงินเฟ้อ) ทำให้มีโอกาสลดดอกเบี้ยน้อยลงในช่วง 3 เดือนข้างหน้า แต่นั่นหมายความว่าดอกเบี้ยโลกยังคงต่ำแบบนี้ไปอีกระยะหนึ่งจนกว่าเศรษฐกิจโลกจะผ่อนคลาย
ดังนั้น การที่ตลาดหุ้นโลกบางแห่ง ให้ผลตอบแทนที่สูงมากในปีนี้ อาจจะทำให้ปี 2556 อาจจะขยับขึ้นยากลำบาก ดังนั้นจึงเป็นไปได้ที่ตลาดหุ้นในปีหน้าจะเห็นการไหลของ Fund Flow เข้าไปยังตลาดหุ้นที่ under perform ตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะตลาดหุ้นจีนและเกาหลี เป็นต้น ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนในตลาดหุ้นไทยนับจากนี้คงต้องใช้นโยบาย Selective มากขึ้น เนื่องจากดัชนีตลาดหุ้นไทยขึ้นมาเกินกว่า current PER 15 เท่าในปี 2555

* แนะติดตามการแก้ปัญหา Fiscal Cliff
ขณะที่เส้นตายของปัญหา Fiscal Cliff เริ่มใกล้เข้ามา ล่าสุด ทั้ง 2 พรรคแกนนำในสภา กำลังหาหนทางประนีประนอม และมีความเป็นไปได้ว่าจะมีการขึ้นภาษีในวงเงิน 1 ล้านล้านเหรียญฯ (จากรีพลับลิกัน 8 แสนล้านเหรียญฯ และเดโมแครต1.4 ล้านล้านเหรียญฯ) โดยเป็นการขึ้นภาษีเฉพาะบุคคลผู้มีรายได้เกิน 1 ล้านเหรียญฯต่อปี ประเด็นที่ต้องติดตามต่อคือ การตัดลดงบประมาณรายจ่าย ซึ่งภาระน่าจะไปตกอยู่ที่งบประมาณประกันสังคมและระบบสาธารณสุข ซึ่งนายโอบามาและพรรคเดโมแครต ไม่เห็นด้วย เพราะจะส่งผลกระทบต่อกำลังการจับจ่ายใช้สอยของชนชั้นกลาง ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของสหรัฐฯมาโดยตลอด (สัดส่วน 70% ของ GDP สหรัฐฯ) และส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก
ทั้งนี้ล่าสุด อินเดียได้ปรับลดประมาณการ GDP ในปี 2555 ลงมาเหลือ 5.7-5.9% ต่ำกว่าประมาณการครั้งล่าสุด เมื่อ มี.ค.2555 ที่ระดับ 7.6% และชะลอตัวลง จากปี 2554 ที่เติบโต 6.5% ปัญหาหลักมาจากยอดส่งออกที่ชะลอตัวมากในปีนี้ (งวด 11M55 -4.3% yoy) เช่นเดียวกับ สิงคโปร์ ที่ยอดส่งออกเดือน พ.ย.ยอดส่งออกหดตัวลง 2.5% yoy (ตลาดคาดจะขยายตัวได้ 2.1%) หลังจากที่เคยขยายตัวได้มากถึง 7.9% yoy เมื่อเดือน ต.ค. หลักๆ มาจาก สินค้าหมวดอิเล็กทรอนิกส์ ที่หดตัวลงมากถึง 16.5% เพราะฉะนั้น ความคืบหน้าในการแก้ปัญหา Fiscal Cliff น่าจะเป็นเพียงประเด็นบวกระยะสั้นที่คอยประคับประคองตลาดหุ้น แต่ตราบใดที่ยังไม่ได้ข้อสรุปที่แน่ชัด ปัญหานี้จะเป็นปัจจัยกดดันความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อไป
ขณะเดียวกัน หลังจากนักลงทุนต่างชาติเข้าซื้อสุทธิในตลาดหุ้นภูมิภาคมาตลอด 12 วันก่อนหน้านี้ วันที่ 17 ธ.ค.55 ได้สลับกลับมาขายขายสุทธิเป็นครั้งแรกราว 148 ล้านเหรียญฯ แต่หากพิจารณาเป็นรายประเทศ จะพบว่า ยอดขายมาจากไต้หวันเพียงประเทศเดียว แต่มูลค่าสูงถึง 335 ล้านเหรียญฯ ในขณะเดียวกัน มี 4 ประเทศที่ถูกซื้อสุทธิ ได้แก่ เกาหลีใต้ราว 132 ล้านเหรียญฯ ไทยราว 42 ล้านเหรียญฯ อินโดนีเซียราว 7 ล้านเหรียญฯ และฟิลิปปินส์ราว 6 ล้านเหรียญฯ ด้านตลาดหุ้นไทย พบว่า นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิมาต่อเนื่องถึง 5 วันทำการ รวม 9.5 พันล้านบาท ดันยอดสะสมตั้งแต่ 29 พ.ย. 2554 สูงกว่า 8.5 หมื่นล้านบาท
แต่ในตลาดฟิวเจอร์สนักลงทุนต่างชาติเริ่มมีการเปิดสถานะ Short สุทธิสลับเข้ามา จำนวน 742 สัญญา (รวม 2 วัน Short สุทธิ 827 สัญญา) แต่สถานะรวมตั้งแต่ต้นเดือน ธ.ค. ยังเป็นการ Long สุทธิ 1,051 สัญญา ด้านพอร์ตการลงทุนของโบรกเกอร์ได้ขายสุทธิหุ้นไทยออกมา 494 ล้านบาท หลังจากที่ได้ซื้อสะสมมาตั้งแต่ 21 พ.ย. 2555 รวม 7.5 พันล้านบาท แต่ได้เริ่มขายออกมาเพียง 1.2 พันล้านบาทในช่วงหลัง ในระยะต่อไป ประเมินว่านักลงทุนต่างชาติจะชะลอการเข้าซื้อจากที่เข้าใกล้ช่วงหยุดยาวสิ้นปี รวมถึงพอร์ตการลงทุนของโบรกเกอร์ที่ยังสามารถขายทำกำไรออกมาได้ ยังถือเป็นปัจจัยกดดันดัชนีในช่วงที่เหลือของปี

Advertisements