“บิ๊กทรี” อสังหาฯแข่งเดือด วิวาทะ!!!…โค่นแชมป์
ออกตัวท้าชนของ”บิ๊กทรี” กับคำถามใครคือแชมป์ (ตัวจริง) “แสนสิริ – พฤกษา หรือ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์” กลายเป็นวิวาทะเด็ด เดิมพัน 1.5 แสนล้าน

ร้อนแรงรับการเปิดศักราชปี 2556 สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่ถูกระบุว่า ปีนี้จะเป็น “ปีทอง” หลังเศรษฐกิจในประเทศเริ่มฟื้นตัว อัตราดอกเบี้ยขาลง ขณะที่เศรษฐกิจโลกเริ่มโงหัว จากทิศทางเศรษฐกิจในสหรัฐ และยุโรป ที่ส่งสัญญาณบวก บิ๊กเนมอสังหาฯต่างตีปีกพรึ่บพรั่บเตรียมพร้อมสู้ศึกกันคึกคัก

ประเมินจากตัวเลขการทุ่มงบประมาณผุดโครงการพุ่งกระฉูดกว่า 2 แสนล้านบาทแล้ว จากการทยอยประกาศแผนการดำเนินงานของแต่ละค่าย ตั้งแต่สัปดาห์แรกๆของปี แบบไล่กันไม่จบ ทั้ง บมจ.แอลพีเอ็น บมจ.แสนสิริ บมจ.พฤกษาเรียลเอสเตท บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ บมจ.ยูนิเวนเจอร์ บมจ.ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ และบมจ. ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ และจะมีตามมาอีกแน่นอน

โดยเฉพาะ “บิ๊กทรี” ในธุรกิจนี้ อย่าง แสนสิริ พฤกษาฯ และแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ “สามรายนี้” มูลค่าโครงการก็ปาเข้าไป 1.59 แสนล้านบาท (กว่า 3 ใน 4 ของมูลค่าโครงการลงทุนที่เข็นกันออกมาในช่วงที่ผ่านมา)

ที่สำคัญกว่านั้น ต่างเคลมสถานะความเป็น “แชมป์” !!

จนเกิด “วิวาทะ”ย่อมๆ ขึ้นในวงการ

ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารแสนสิริ ที่ลั่นว่าปีที่ผ่านมาสามารถโกยยอดขายเหนือแชมป์เก่าอย่างพฤกษาฯ ขณะที่ผู้บริหารพฤกษาฯเอง ก็พูดไม่เต็มปากว่า ณ ตอนนี้ยังรั้งตำแหน่งแชมป์..ได้อยู่หรือไม่

เพราะผลประกอบการเต็มปียังไม่ออกมา เป็นเพียงการรู้อยู่แก่ใจ !

แต่มิวายแลกหมัดเด็ดกับผู้บริหารแสนสิริว่า “เดิมพัน” แชมป์ ให้วัดกันที่ “ยอดโอน” หรือการรับรู้รายได้เมื่อปิดบัญชี ไม่ใช่มาเคลมกันด้วย “ยอดขาย” (พรีเซลล์) หรือแม้กระทั่งแชมป์เก่าอย่างแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ก็ย้ำกันชัดๆว่า “ในแง่ของกำไร” ยังไง๊ ยังไง แลนด์ฯก็ยังเป็นแชมป์ตลอดกาล

น่าปวดหัวว่าจะวัดตำแหน่งแชมป์กันด้วยขาของ “ยอดขาย ยอดโอน หรือกำไร” กันดี

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า ในปีที่ผ่านมา ยอดขายของแสนสิริ กลับมาขายดิบขายดีติดลมบน จน “ตุน” เงินไว้ในกระเป๋าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 42,600 ล้านบาท ซึ่ง “เศรษฐา ทวีสิน” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บอกว่า ยอดขายดังกล่าว เป็นการ “ปรับเป้าแล้วปรับเป้าอีก” ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปลายปี รวมๆแล้วก็ 3 ครั้ง

ปูพรมสู่การเป็น เบอร์ 1 ล้มแชมป์เก่าอย่างพฤกษาฯ ที่สำคัญ“สมใจอยาก” เพราะรอมานานกว่า 20 ปี เป็น “ไมล์สโตน” สำหรับผู้บริหารที่ชื่อ “เศรษฐา” เลยก็ว่าได้ แม้เจ้าตัวจะบอกว่า..“แสนสิริไม่ต้องมียอดขายเป็นเบอร์ 1แต่ขอให้แบรนด์เป็นที่ 1 ในใจของลูกค้า” ทว่าพฤติกรรม “ปรับเป้าแล้วปรับเป้าอีก” กลับดูจะสวนทาง

นั่นเพราะรู้กันดีว่า การ “รักษา” ตำแหน่งแชมป์ ไม่ใช่เรื่องง่าย ยกตัวอย่างแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ที่เพลี่ยงพล้ำการเป็นผู้นำในธุรกิจอสังหาฯให้กับพฤกษาฯ ไปเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่สามารถกลับขึ้นมายืน “ที่เดิม” แม้ว่าในแง่ความสามารถในการทำกำไร แลนด์ฯ จะยังคงเหนือชั้นกว่า ก็ตาม

จึงเป็นความท้าทายของบิ๊ก ดีเวลลอปเปอร์อย่างแสนสิริ !

กลยุทธ์การวางหมากของแสนสิริ นับจากนี้จึงมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่าครั้งไหนๆ

มาดนิ่งๆ ของผู้บริหารอย่าง “เศรษฐา” เริ่มรีวิวแผนธุรกิจในปี 2556 ด้วยความมั่นใจประกาศปักธงรบเจาะอสังหาริมทรัพย์ทุกตลาดทุกเซกเมนต์ ไม่เว้นตลาดเฉพาะหรือ นิช มาร์เก็ต ที่สำคัญเขาขอ “ท้าชน” กับเจ้าตลาดและทุกเจ้า โดยโดดลงมาชิงเค้กคอนโดมิเนียมระดับกลาง ราคา 1-2 ล้านบาท ที่วันนี้ เขาบอกว่า “แย่งมาร์เก็ตแชร์” จากคู่แข่งมาได้แล้วไม่น้อย และปีนี้ พร้อมรุกตลาดต่อเนื่อง เพื่อกอบโกยส่วนแบ่งตลาดต่อไป

“ปีนี้จะเห็นเทรนด์การกินมาร์เก็ตแชร์จากรายใหญ่ วันนี้ประกาศชัดบริษัทพร้อมทำตรงนี้”

“ตลาดบ้านหรู” เป็นอีกหนึ่งเซ็กเมนท์ที่แสนสิริกลับมาโฟกัสอีกครั้ง เพราะเป็นจุดแข็งของดีเวลลอปเปอร์รายนี้มานานนับ 20 ปี แต่ 2-3 ปีที่ผ่านมา เขายอมรับว่า “พลาด !” เพราะผุดโครงการออกมาน้อยเกินไป ปี 2556 เลยส่ง 4 โปรเจคใหม่ ภายใต้แบรนด์ “นาราสิริ” มูลค่ารวม 8,000 ล้านบาท สอดคล้องกับกลยุทธ์การ “ทวงแชมป์” บ้านแพง เปิดสมรภูมิปะทะแลนด์ ฯ บมจ.คิวเฮ้าส์ รวมทั้ง บมจ.เอสซีแอสเสท ธุรกิจของตระกูล นายกฯหญิง “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” แบบเต็มพิกัด

แม้จะรุกหนักบ้านหรู แต่ก็ไม่ทิ้งบ้านเดี่ยว ทาวเฮ้าส์ระดับราคา 3 ล้านบาท เพื่อต่อกรกับ บมจ.พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค แบรนด์อินดี้, อินนิซิโอ (Inizio) ของแลนด์ฯ

บอกได้เลยว่า…แสนสิริ ลุยทุกเซ็กเมนท์ เจาะทุกทาร์เก็ต ชนกับทุกเจ้า !

กุญแจสำคัญอีกด้านของแสนสิริ คือเจาะตลาดอสังหาฯภูธร ในหัวเมืองใหญ่ ซึ่งปีนี้จะเปิด 10 โครงการใหม่ ใน 11 ทำเล เช่น ระยอง อุดรธานี มหาสารคาม หาดใหญ่ เป็นต้น และ “เล็ง” ทำเลทองไว้อีก 4 จังหวัด ทั้งพิษณุโลก สุราษฎร์ธานี กาญจนบุรีและอุบลราชธานี พุ่งเป้าสู่การเป็นเบอร์ 1 หรือ ท็อป ออฟ มายด์ สำหรับ “แบรนด์แสนสิริ” ซึ่งเป็นโจทย์ที่ให้ไว้กับนักการตลาดของบริษัท

ในแต่ละปีแสนสิริ จึงใช้งบประมาณราว 1.7-1.8% ของยอดขาย หรือประมาณ 714-756 ล้านบาท เพื่อทำการตลาดและสร้างแบรนด์

เศรษฐา ยังเปรียบการรุกตลาดภูธร ว่าเหมือนสมัครเป็นเขย สะใภ้ ในพื้นที่จึงต้องให้ความสำคัญกับการทำตลาดโลคัล ไม่โฉ่งฉ่าง ไม่เข้าไปแบบยักษ์ใหญ่ ต้องถ่อมตน และต้องใช้ภาษาถิ่นสื่อสารกับผู้บริโภค

รวมๆแล้วปี 2556 แสนสิริ ผุด 45 โครงการ มูลค่า 61,000 ล้านบาท เป็นคอนโดมิเนียม 24 โครงการ มูลค่า 35,323 ล้านบาท บ้านเดี่ยว 13 โครงการ มูลค่า 22,504 ล้านบาท และทาวเฮ้าส์ 8 โครงการ มูลค่า 2,723 ล้านบาท ทั้งหมดใช้งบลงทุนรวม 24,000 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าก่อสร้าง 20,000 ล้านบาท และซื้อที่ดินอีก 4,000 ล้านบาท ทะยานสู่เป้ายอดขายปีนี้ 48,000 ล้านบาท เติบโต 20-30% และยอดรับรู้รายได้ 34,000-36,000 ล้านบาท

“เป้าปีนี้ Very Agressive คงโตได้ 20-30% ยอดขายแค่ 48,000 ล้านบาท พอแล้ว แค่นี้ก็เหนื่อยแล้ว” เขาบอก

“เศรษฐา” ยังกล่าวถึงตำแหน่งผู้นำตลาด ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจคือ..

“แค่ถ้าเราคิดว่าเป็นเบอร์ 1 นั่นคือการพ่ายแพ้แล้ว จึงต้องคิดเสมอว่าเราไม่ใช่ เพื่อให้บริษัทพัฒนาสิ่งที่ดีกว่า และมากกว่าคู่แข่งตอบสนองความต้องการของลูกค้า”

เมื่อแสนสิริประกาศศึกเช่นนี้ ความหนักใจจึงมาตกที่พฤกษาฯ โจทย์ใหญ่ของ “ทองมา วิจิตรพงศ์พันธ์” ประธานกรรมการบริหาร และกรรมการผู้จัดการ บมจ.พฤกษาฯ ที่ทิ้งประโยคบาดใจแบบเชือดนิ่มๆผู้ท้ารบว่า…

“รอดูเขาจะทำได้ไหม ?”

น้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปี 2554 ทำให้พฤกษาฯ พ่ายต่อแสนสิริด้านยอดขาย เพราะโครงการที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะบ้านเดี่ยวและทาวเฮ้าส์ของพฤกษาฯ ถือเป็นเรียลดีมานด์ ระดับราคาค่อนข้างต่ำ 1-3 ล้านบาท และอยู่รอบนอกเมืองเป็นหลัก ทำให้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม

ทว่าในแง่รายได้ยังเป็นสิ่งที่ต้องลุ้น ! หลังปิดงบประมาณปี 2555 ว่า ตัวเลขใคร จะเป็น “แชมป์”

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า สถานการณ์ซวนเซของพฤกษาฯในปีที่ผ่านมา กลายเป็นการ “เติมเชื้อไฟ” ให้กับธุรกิจอสังหาฯเพิ่มความเข้มข้น ดุเดือดมากขึ้นอีกครั้ง จนปีนี้ต้องกลับมาตั้งตัวให้ติด

“ทองมา” หัวเรือใหญ่ ตอกย้ำทิศทางการลงทุนของพฤกษาฯในปีนี้ว่า เขาจะให้น้ำหนักการลงทุนอสังหาฯในประเทศสัดส่วน 70% ต่างจังหวัด 20% และต่างประเทศ 10% ที่เป็นเช่นนี้ เพราะเห็นว่า 2 ตลาดหลัง อยู่ในช่วงตั้งไข่ เป็นระยะที่ต้อง “เรียนรู้” ค่อยก้าวเดินไปทีละขั้น

เป้าหมายหรือความตั้งใจของ ผู้บริหารคนนี้ ยังไม่ใช่การเป็นที่ 1 ในตลาด แม้จะถูกแสนสิริท้าชน แต่ทองมายังอมยิ้มเล็กๆก่อนจะบอกเพียงว่า.. “เขาจะแข่งก็ไม่เป็นไร เพราะเป็นธรรมดาของธุรกิจ”

เก้าอี้แชมป์อสังหาฯใครจะเป็นคนนั่ง กุนซือหลักของทองมา อย่าง “ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต” กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ บมจ.พฤกษาฯ สำทับว่า “จะจิบแชมเปญฉลองชัยชนะ ต้องวัดกันที่ยอดโอน สู้กันตอนปิดงบดีกว่า” ปะทะคารมกับแม่ทัพแสนสิริ อีกระลอก

ครั้นย้ำว่า พฤกษาฯ ยังครองแชมป์อยู่ใช่หรือไม่ “ประเสริฐ” กลับบอกว่า “ผมไม่กล้าฟันธง!!”

รู้แต่ว่า “วันนี้พฤกษาฯตุนแบ็กล็อกไว้ในมือสูงสุดถึง 3 ปี” เรียกว่าเป็นเสือนอนกิน หนึ่งในหมัดเด็ดของการรักษาแชมป์

และแม้จะได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม แต่พฤกษาฯ ฟื้นตัวเร็วมากภายในระยะเวลา 7 เดือน ผลประกอบการในปี 2555 ก็ไม่ได้ขี้เหร่ กับการสร้างปรากฏการณ์ “ New high record” ให้กับบริษัทในรอบ 19 ปี “ปีที่ 20 (ปีนี้) ก็จะต้องเป็น New high record ให้ได้” ประเสริฐ ว่าอย่างนั้น

กุนซือผู้แอ็กทีฟรายนี้ยังบอกด้วยว่า โปรเจคของพฤกษาฯที่จะเปิดตัวในปี 2556 มีทั้งสิ้น 78 โครงการ มูลค่า 55,000 ล้านบาท นำร่องด้วยทาวเฮ้าส์ 47 โครงการ บ้านเดี่ยว 16 โครงการ และคอนโดมิเนียม 13 โครงการ

เรียกว่า… “ลั่นกลองรบเต็มที่”

โครงการที่อยู่อาศัยของพฤกษาฯปีนี้ กล่าวได้ว่า ลุยไม่ยั้งเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดต่างจังหวัด ที่เป็นพระเอกเมื่อปี 2555 โดยเป็นตลาดใหญ่เทียบเท่ากรุงเทพฯมูลค่าสูงถึง 3 แสนล้านบาท เพิ่มจากปีก่อนที่มีมูลค่า 2.34 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 50% ของมูลค่าตลาดอสังหาฯรวมของประเทศที่ 6 แสนล้านบาท

พฤกษาฯจึงรุกต่อภูธร!

ต่างประเทศเป็นอีกหนึ่งพันธกิจของพฤกษาฯในปีนี้ นอกจากจะประกาศชัดว่าจะผุดโปรเจคในเวียดนาม แต่ไฮไลต์หนีไม่พ้นตลาดใหญ่อย่าง “แดนอิเหนา” หลังศึกษาตลาดมานาน ปีนี้ได้ฤกษ์ควักงบ 1,000 ล้านบาท ผุดโครงการที่อยู่อาศัย จับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคตลาดใหญ่ที่นิยมซื้อบ้านราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท เหมือนกับคนกรุงเทพฯ บังกาลอร์ ประเทศอินเดีย ก็จะส่งโปรเจค 2 ต่อยอดราย ได้ และยังมีโครงการที่มัลดีฟส์ ซึ่งทยอยโอนและรับรู้รายได้เพิ่มเติมในปี 2556 เรียกได้ว่าเป็นการเดินเกมรุกทุกธุรกิจและทุกตลาดอย่างแท้จริง

“เราเป็นลีดเดอร์ จะต้องครีเอท นิวเซ็กเมนท์ มาร์เก็ต คือสร้างสรรค์ตลาดที่อยู่อาศัยใหม่ๆ มีสินค้ารูปแบบใหม่ให้กับผู้บริโภคอย่างทั่วถึง เพื่อเป็นเบอร์ 1” ประเสริฐย้ำ

เขาบอกอีกว่า สิ่งสำคัญในการเป็นแชมป์ของพฤกษาฯ จะต้องอยู่ร่วมกันทั้งตลาด ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการรายเล็ก รายกลาง และรายใหญ่ การแข่งขันไม่ใช่ปัญหา

ขณะที่เป้าหมายของปีนี้ เขามั่นใจว่าจะขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตได้มากกว่าปีที่ผ่านมา เพราะมีแบ็กล็อกที่รอโอนราว 35,396 ล้านบาท เฉพาะโอนในปี 2556 ก็เบาะๆ 24,776 ล้านบาทเข้าไปแล้ว และมีสัดส่วนถึง 73% ของเป้าหมายรายได้ในปีนี้ที่ตั้งไว้ 34,000 ล้านบาท ผนวกกับโปรเจคใหม่ที่กำลังเดินหน้า ทำให้บริษัทมี “สต๊อก” เพื่อดันยอดขายหรือพรีเซลล์แตะ 40,000 ล้านบาท

การสยายปีกอสังหาฯของพฤกษาฯ ทำให้คู่แข่ง ผู้ประกาศตน “ท้ารบ” สั่นสะท้านไม่น้อย เพราะมีหรือที่เขา จะยอมนั่งมองและปล่อยให้ตำแหน่งแชมป์ “หลุดมือ” ไปได้ง่ายๆ

ระหว่างที่ 2 ค่ายใหญ่ กำลังเชือดเฉือนคารมกันอยู่นั้น “แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ฯ” ยังคงเมินประชันการแข่งขันครั้งนี้ ในฐานะดีเวลลอปเปอร์ ที่มีความสามารถในการทำกำไรสูงสุด

“ในแง่ของกำไร เรายังเป็นเบอร์ 1 ตลอดกาล คือ Forever” คำกล่าวซ้ำๆของรองแม่ทัพ อย่าง “อดิศร ธนนันท์นราพูล” กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์

ถามว่าวันนี้ แลนด์ฯ สนใจจะผลักดันองค์กรให้มียอดขายให้กลับไป “ผงาด” รั้งแชมป์ผู้นำตลาดหรือไม่ “อดิศร” บอกว่า หากมีโอกาส แน่นอนว่าบริษัทก็ต้องการทำ หากแต่นั่น ไม่ใช่สิ่งที่บริษัทจะให้ความสำคัญเป็นอย่างแรก

เพราะบริษัทมุ่งในการ “บาลานซ์” การดำเนินธุรกิจทุกส่วนควบคู่กันไป ไม่ว่าจะเป็นโครงการที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพจนกระทั่งส่งมอบถึงมือลูกค้า พนักงานในองค์กร ผู้ถือหุ้นแฮปปี้กับผลประกอบการและการเติบโตของธุรกิจ รวมไปถึงบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่อยู่เคียงข้างบริษัทมาโดยตลอด

นั่นคือคำตอบที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน !

เลยทำให้บริษัทไม่ห่วงเรื่องยอดขายหรือพรีเซลล์เหมือนที่ค่ายอื่นกำลังตะบี้ตะบันแข่งกันอยู่ เพราะท้ายที่สุดไม่รู้ว่า ลูกค้า พนักงาน ผู้ถือหุ้น ซัพพลายเออร์ ผู้รับเหมาจะได้ประโยชน์มากน้อยแค่ไหน ?

“ไม่ต้องไปทะเลาะกันเรื่องยอดขาย หรือยอดโอนจะเป็นที่ 1 และเป็นที่ 1 แล้วโดนลูกค้าตำหนิต่อว่าตามหลังแล้วดีหรือ แต่หากเป็นที่ 1 ได้ ก็เป็นเรื่องดี” อดิศรเล่าปนรอยยิ้ม

เขายังเปรียบเทียบอีกว่า ไม่มีผู้ประกอบการ หรือแบรนด์ใดที่จะเป็นผู้นำค้ำฟ้า เพราะไม่วันใดวันหนึ่ง ย่อมมีสิทธิ์ถูก “โค่น” อยู่ดี มีบทเรียนให้เห็นกันมามาก ที่เด่นชัด

เขายกตัวอย่างค่ายมือถือระดับโลกอย่าง “โนเกีย” ที่วันนี้อันดับหล่นชนิดที่ยากจะฟื้นกลับมาได้

“อย่าไปยึดติดที่ตำแหน่งแชมป์ ทำวันนี้ให้ดีก็พอ” เขาย้ำ

สอดคล้องกับนโยบายของ “อนันต์ อัศวโภคิน” บอสใหญ่ ผู้อยู่เบื้องหลังคอยเดินเกมให้กับแลนด์ฯ อดิศรขยายความ ก่อนจะบอกว่า

ทิศทางการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของบมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ฯ วันนี้ ยังให้ความสำคัญกับตลาดในประเทศ เพราะยังเชื่อมั่นว่า “ดีมานด์” ของที่อยู่อาศัยยังมีอยู่มาก แต่ไม่ได้หมายความว่า บริษัทจะไม่นำทัพธุรกิจไปลุยนอกบ้าน

แลนด์ฯเขามองข้ามช็อตจากอาเซียน เอเซียกลาง ไปที่สหรัฐอเมริกา โดยมีเหตุผลสนับสนุนจาก การเกิด “วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์” ในแวดวงอสังหาฯเมืองลุงแซม เมื่อปี 2550 ที่ผ่านมา ทำให้ราคาที่อยู่อาศัยตกต่ำลงอย่างมากร่วมๆ 50%

“ตอนวิกฤติต้มยำกุ้ง ต่างชาติขนเงินมาซื้อโครงการอสังหาฯบ้านเรา วันนี้เราเลยขนเงินไปซื้อกิจการของเขาบ้าง”

นั่นเป็นที่มาให้แลนด์ฯ เปิดประตูออกไปนอกบ้าน ด้วยการควักกระเป๋า 10 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือกว่า 300 ล้านบาท ซื้อกิจการอพาร์ตเมนต์ขนาด 1-2 ห้องนอน จำนวน 45 ยูนิต ที่ในย่านซันนี่เวล์ล (Sunnyvale) แคลิฟอร์เนีย มาปล่อยเช่าต่อ โดยย่านดังกล่าวเขามองเป็นทำเลทอง เพราะอยู่ใกล้แหล่งงานและสำนักงานใหญ่ของออฟฟิศชั้นแนวหน้าของโลกอย่าง Google, Facebook และ HP เป็นต้น

ที่สำคัญโลเคชันดังกล่าว ยังเป็นของกลุ่ม White-collar ในวัยเริ่มทำงาน มักมีการเปลี่ยนแปลงอาชีพบ่อยๆ จึงมองเป็นโอกาสทอง ของการปล่อยเช่า

ในปีนี้แลนด์ฯยังแสวงหาโอกาสเพิ่ม โดยเตรียมงบลงทุนราว 1,000 ล้านบาท เพื่อซื้ออพาร์ทเมนต์ในสหรัฐฯเพิ่ม แต่จะเล็งโปรเจคที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เฉลี่ย 500 ล้านบาทต่อโครงการ ต่อยอดอสังหาฯไทยในต่างแดน และมองผลตอบแทนจากการโครงการ (IRR) ไว้สูงถึง 14-15% มาเป็นตัวสนับสนุนกำไรจากการดำเนินงานของบริษัท

ปีนี้แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ฯ ประกาศแผนลงทุนไม่น้อยหน้าแสนสิริ และพฤกษาฯ โดยการเปิดตัวโครงการใหม่จะมีทั้งสิ้น 24 โครงการ มูลค่า 43,295 ล้านบาท เป็นบ้านเดี่ยว 10 โครงการ ทาวเฮ้าส์ 4 โครงการ และคอนโดมิเนียม 10 โครงการ และมีงบลงทุนอีก 10,000 ล้านบาท เพื่อซื้อที่ดินรองรับการพัฒนาโครงการในปี 2554 อีก 2,000 ล้านบาท กรุยทางสู่รีเทลและมิกซ์ยูส อย่างโครงการเทอร์มินัล 21 และการซื้อกิจการในสหรัฐฯตามที่กล่าวแล้ว

หมากที่วางไว้ทั้งหมด เป็นไปเพื่อคงความเป็นที่ 1 ของกำไร ตลอดกาล !

บทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ ยังระบุถึงทิศทางยอดขายของแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ว่ายังคงขยายตัวโตต่อเนื่อง ในปี 2556 คาดการณ์อยู่ที่ 26,961 ล้านบาท และเพิ่มเป็น 29,563 ล้านบาท ในปี 2557 และด้านกำไร ในปี 2556 ประเมินว่ากำไรจะอยู่ที่ 6,228 ล้านบาท และเพิ่มเป็น 6,906 ล้านบาทในปี 2557

เรียกว่า ในแง่กำไร พฤกษาฯและแสนสิริ ยัง “ห่างชั้น” อีกมาก

จึงเป็นคำถามที่ว่า “บัลลังก์แชมป์” วัดกันตรงไหน !!!

ผู้บริหารบิ๊กเนมทั้ง 3 ค่าย คงต้องหาคำตอบกันเองว่า…ใครกันแน่ที่เป็น “เบอร์ 1” อสังหาริมทรัพย์ไทย

Advertisements