สแกนหุ้นได้-เสียจากบาทแข็ง
วันพุธที่ 23 มกราคม 2013 เวลา 11:19 น. กอง บก.ฐานเศรษฐกิจ การเงิน FINANCIAL – คอลัมน์ : การเงิน-ตลาดทุน

การแข็งค่าของเงินบาทมีผลกระทบต่อธุรกิจต่าง ๆ ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับสัดส่วนการนำเข้า และสัดส่วนการส่งออก โดยธุรกิจที่เน้นนำเข้าวัตถุดิบนั้นเมื่อเงินบาทแข็งค่าก็จะมีค่าใช้จ่ายถูกลงเมื่อคิดเป็นเงินบาท ส่วนผู้ที่ทำธุรกิจส่งออกเมื่อเงินบาทแข็งค่าจะทำให้รายได้ลดลงเมื่อนำรายได้ที่เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐฯมาแลกเป็นเงินบาท

ขณะที่บริษัทจดทะเบียน(บจ.)ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ ปัจจุบัน ซึ่งมีกว่า 500 บริษัทก็มีการทำธุรกิจที่หลากหลาย “ฐานเศรษฐกิจ” ได้รวบรวมข้อมูลจากบทวิเคราะห์หลักทรัพย์ ถึงผลกระทบเชิงบวกและผลกระทบด้านลบ ที่บจ.ได้รับจากเงินบาทที่แข็งค่า
โดยบทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์(บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)(บมจ.) ระบุว่า ในขณะนี้ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนมุมมองต่อกลยุทธ์การลงทุนต่อหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากเงินบาทที่แข็ง ซึ่งปัจจุบันให้น้ำหนักการลงทุนน้อยเพราะปัจจัยเศรษฐกิจโลกกดดัน เช่น ในกลุ่มผู้ส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ ส่งออกอาหารสัตว์บก-ทะล ส่งออกยาง เพราะผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่มักจะมีการตกลงราคาขายล่วงหน้าไว้จำนวนหนึ่งแล้ว
อย่างไรก็ตาม บล.ฟิลลิปฯ มองว่าหากเงินบาทยังคงแข็งค่ายาวนานกว่านี้ก็จะทำให้สูญเสียความได้เปรียบการแข่งขันและอาจจะตกลงทำสัญญาราคาล่วงหน้ายากขึ้น
ด้านน.ส.ศศิกร เจริญสุวรรณ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิปฯ กล่าวในงานเสวนา “หุ้นโดนใจ ปี 2556 จิ๋วราคาต่ำสิบ และแจ๋วปันผลดี” เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยคาดว่าค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเชื่อว่าจะเป็นแค่ระยะสั้น
สำหรับผลกระทบที่มีต่อตลาดหุ้นในส่วนของผลตอบแทนสำหรับผู้ที่ลงทุนในหุ้นที่เป็นบริษัทเกี่ยวกับการส่งออก และหากมีปัญหากระทบอย่างรุนแรง อาจจะทำให้เงินปันผลที่ได้ในส่วนนี้ปรับลดลงกว่า 8% แต่หากปัญหาไม่รุนแรงมากนัก เชื่อว่าจะทำให้เงินปันผลหายไปเพียง 1-2% เท่านั้น
บทวิเคราะห์บล.กรุงศรีฯ ระบุว่า กรณีที่บาทแข็งค่าในระยะนี้อาจมีผลในแง่จิตวิทยาการลงทุนกับหุ้นที่เกี่ยวข้อง แต่ในส่วนผลประกอบการจริงเชื่อว่ายังไม่ส่งผลกระทบต่อหุ้นในกลุ่มส่งออกเท่าปัจจัยหลักทางธุรกิจ อาทิ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ยังน่าจะได้รับผลกระทบจากแรงกดดันด้านเศรษฐกิจของทั้งสหรัฐอเมริกาและยุโรป ด้านกลุ่มอาหารก็ยังน่าจะสามารถเติบโตได้ในปีนี้ เพราะประชากรทั่วโลกยังคงต้องมีการบริโภคมากขึ้น
บทวิเคราะห์บล.ฟินันเซียไซรัสฯ ระบุว่าค่าเงินบาทที่แข็งค่าเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่นำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ เช่น บมจ.น้ำมันพืชไทย (TVO), บมจ.เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC), บมจ.โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์(HMPRO), บมจ.การบินไทย (THAI ), บมจ.เอเชีย เอวิเอชั่น (AAV) หรือไทยแอร์เอเชีย ,
ส่วนกลุ่มเหล็กที่ได้รับผลบวก เช่น บมจ.บางสะพานบาร์มิล(BSBM),บมจ.ทาทาสตีล(TSTH) และบมจ.สหวิริยาสตีลฯ( SSI), กลุ่มสื่อสาร บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC),บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น(DTAC),บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น(TRUE),บมจ.แอดวานซ์ อินฟอร์เมชั่นเทคโนโลยี ( AIT), บมจ.จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล (JAS) และบมจ.สามารถเทลคอม (SAMTEL)
ขณะที่เงินบาทแข็งค่าจะเป็นลบต่อผู้ที่มีรายได้เป็นดอลลาร์สหรัฐฯ เช่น กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด, กลุ่มอาหารส่งออก (บมจ.ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF), บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร(CPF), บมจ.จีเอฟพีที(GFPT), บมจ.ซีเฟรชอินดัสตรี(CFRESH) และบมจ.ทิปโก้ฟูดส์(TIPCO), บมจ.น้ำตาลขอนแก่น(KSL), บมจ.ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี(STA), บมจ.ศรีไทยซุปเปอร์แวร์(SITHAI), กลุ่มโรงแรม, กลุ่มโรงพยาบาล (บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ หรือBGH,บมจ.บางกอก เชน ฮอสปิทอล หรือBCH), บมจ.ไทยคม(THCOM )
ส่วนกลุ่มที่เป็นกลางจากผลกระทบเงินบาทแข็งค่าครั้งนี้บล.ฟินันเซียไซรัสฯ มองว่าคือ กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี เพราะแม้มีรายได้เป็นดอลลาร์สหรัฐฯแต่ก็มีหนี้เงินกู้เป็นดอลลาร์สหรัฐฯในสัดส่วนใกล้เคียงกัน ขณะที่กลุ่มที่ไม่ถูกกระทบ คือ กลุ่มบ้าน นิคมอุตสาหกรรมและรับเหมาก่อสร้าง
ฝ่ายวิจัยบล.เอเซีย พลัสฯ แนะนำหุ้นที่จะได้ประโยชน์จากการแข็งค่าของเงินและราคายังมีส่วนเพิ่ม(อัพไซด์)พร้อมจ่ายเงินปันผลสูง ได้แก่ บมจ.สหมิตรเครื่องกล (SMIT) โดยให้ราคาเหมาะสม 5.42 บาทต่อหุ้น
โดยนอกจากSMIT เป็นผู้นำเข้าเครื่องจักรอุตสาหกรรม และเหล็กพิเศษสำหรับทำแม่พิมพ์มาขายในประเทศ ต้นทุน 50% เป็นดอลลาร์สหรัฐฯ อีก 50% เป็นยูโร ขณะที่รายได้เป็นเงินบาททั้งหมด อีกทั้งยังเป็นหุ้นที่มีอัตราราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น(พีอี เรโช) ต่ำแค่ 8 เท่า และมีอัพไซด์จากราคาปัจจุบันอีกกว่า 10% และคาดหวังจ่ายเงินปันผลสำหรับผลประกอบการครึ่งปีหลังของปี 2555 สูงถึงประมาณ 3.1%
นอกจากนี้มีหุ้นบมจ.น้ำมันพืชไทย ให้ราคาเหมาะสม 32.32 บาทต่อหุ้น มีอัพไซด์สูงถึง 31.4% และเป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลสูง คาดหวังจ่ายเงินปันผลครึ่งหลังไว้ที่ 4% โดยได้รับประโยชน์จากการแข็งค่าของเงินบาท เนื่องจากมีสัดส่วนต้นทุนหลัก คือ เมล็ดถั่วเหลือง ซึ่งนำเข้าจากต่างประเทศ 90% ที่เหลือ 10% ซื้อในประเทศขณะที่ขายกากถั่วเหลืองและน้ำมันถั่วเหลืองในประเทศเป็นหลัก
เช่นเดียวกับบทวิเคราะห์บล.ดีบีเอส วิคเคอร์สฯ ที่ระบุว่าTVO รายได้ของบริษัทดังกล่าวอยู่ในประเทศ ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยหนุนให้อัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาส 1-2 ของปีนี้ดีขึ้น นอกเหนือจากผลดำเนินงานปกติที่คาดว่าจะเติบโตได้ดีต่อเนื่อง ทั้งจากปริมาณขายและอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยในปี 2556 ที่อยู่ในเกณฑ์สูง แนะนำ”ซื้อ”หุ้นTVO ให้ราคาพื้นฐาน 31.80 บาท

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,812 วันที่ 24 – 26 มกราคม พ.ศ. 2556

เปิดโผ 11 หุ้นเสี่ยง กระอักพิษบาทแข็ง

จับตาสัญญาณ เงินบาทแข็งค่า ทำพิษธุรกิจ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์-เกษตร-อาหาร กระอัก นักค้าเงินเสียวแตะระดับ 30 บาท/ดอลลาร์ ด้านขุนคลัง สั่งเกาะติดภาวะบาทแข็งค่า แต่ยันไม่เข้าแทรกแซง ฟากโบรกเกอร์ เตือนหากสถานการณ์ไม่ผ่อนคลายจำเป็นต้องหั่นประมาณการกำไรหุ้นที่เกี่ยวข้อง ระบุ TUF-CPF-GFPT-CFRESH-TIPCO-KSL-STA-SITHAI-BGH-BCH-THCOM เสี่ยง

ค่าเงินบาทไทย ทำสถิติแข็งค่าในรอบ 15 เดือน มีโอกาสแข็งค่าแตะ 30 บาท/ดอลลาร์ หลังเงินทุนต่างชาติยังคงไหลเข้าต่อเนื่อง จากนโยบาย QE ของสหรัฐฯ และหลายๆมาตรการของประเทศยักษ์ใหญ่ที่มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ขณะที่นักลงทุนที่เก็งกำไรหุ้นที่เกี่ยวข้องอาทิ ยางพารา อุตสาหกรรมอาหาร โรงแรม น้ำตาล ผ้า โรงสีข้าว และเครื่องหนัง อาจต้องระวังผลกระทบในอนาคต จากค่าเงินที่แข็งค่า

***นักค้าเงินชี้บาทมีโอกาสแตะระดับ 30 บาท/ดอลลาร์ จับตาทุนไหลเข้า
นักบริหารเงินจากธนาคารซีไอเอ็มบีไทย เปิดเผยว่า เงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา ในระดับ 30.15/17 บาท/ดอลลาร์ จากเย็นก่อนหน้าที่ปิดตลาดที่ระดับ 30.22/25 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าต่อเนื่องมาที่ระดับ 30.07/09 บาท/ดอลลาร์ คาดว่าเป็นผลมาจากมีเงินทุนไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง เมื่อเวลา 11.10 น. (15 มกราคม) เงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 30.09/11 บาท/ดอลลาร์ และค่าเงินบาทเย็นวานนี้ปิดที่ 30.03/05 บาท
“ระหว่างวันมีโอกาสแตะ 30 แต่ยังไม่น่าจะหลุด 30 ที่ต้องจับตาคือกระแสเงินทุนไหลเข้า ที่น่าจะมีเข้ามา แต่ภูมิภาคยังทรงๆตัว มีริงกิตอาจจะแข็งบ้าง ส่วนยูโรทรงๆตัว” นักบริหารเงิน กล่าว

*** ขุนคลังเกาะติดบาทแข็งค่า แต่ยันไม่เข้าแทรกแซง
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทของไทยที่แข็งค่าขึ้น เนื่องจากเงินสกุลดอลลาร์ได้อ่อนค่าลงหลังจากมีปริมาณของเม็ดเงินที่เข้าสู่ระบบเป็นจำนวนมาก จากนโยบาย QE ของสหรัฐฯที่ใช้ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยยืนยันว่ากระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) จะไม่เข้าแทรกแซงค่าเงินบาท โดยจะปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดและไม่ผิดเพี้ยนจากธรรมชาติ ซึ่งรัฐบาลได้มีนโยบายที่จะสนับสนุนให้ภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจไปลงทุนในต่างประเทศ โดยเป็นการลงทุนทางตรง และการลงทุนในตราสารเงิน เพื่อให้เกิดความสมดุลกับเงินที่ไหลออกและไหลเข้าสู่ในประเทศ ขณะเดียวกันยังสนับสนุนให้ภาคเอกชนนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ เพื่อให้มีต้นทุนที่ถูกลงและผลตอบแทนที่ดีขึ้นในอนาคต
นอกจากนี้ รัฐบาลได้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศโดยไม่ได้เป็นการกู้เงินจากต่างประเทศ เพราะจะทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่า ซึ่งรัฐบาลจะหาแหล่งเงินทุนในประเทศ เพราะสภาพคล่องในประเทศยังอยู่ในระดับที่ดี และธปท.ยังช่วยดูแลไม่ให้สภาพคล่องล้นจนเกินไป ขณะเดียวกันยังดูแลให้ค่าเงินบาทมีเสถียรภาพ เพื่อไม่ให้กระทบกับผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจส่งออก
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังเป็นประเทศที่นำเข้าพลังงาน ดังนั้นการที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นจะส่งผลดีในแง่ของการนำเข้าพลังงานที่มีต้นทุนที่ถูกลง โดยเป็นการช่วยไม่ให้เป็นแรงกดดันในเรื่องของเงินเฟ้อในประเทศได้
“คลังและแบงก์ชาติยืนยันว่าจะติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ส่งผลดีในด้านใดด้านหนึ่ง และยืนยันว่าจะไม่เข้าไปแทรกแซงให้เกิดการเคลื่อนไหวแบบผิดธรรมชาติ” นายกิตติรัตน์ กล่าว

***ใครเสีย-ใครได้ประโยชน์จากบาทแข็ง
การแข็งค่าของเงินบาทจะมีผลกระทบต่อธุรกิจต่าง ๆ ไม่เท่ากัน ซึ่งขึ้นอยู่กับสัดส่วนการนำเข้า (import content) และสัดส่วนการส่งออก (export content) ธุรกิจที่เน้นนำเข้าวัตถุดิบ พอเงินบาทแข็งก็จะมีค่าใช้จ่ายถูกลงเมื่อคิดเป็นเงินบาท ส่วนผู้ที่เน้นส่งออก พอเงินบาทแข็งค่าก็จะมีรายได้ลดลงเมื่อนำรายได้ที่เป็นเงินดอลลาร์มาแลกเป็นเงินบาท
โดยกลุ่มธุรกิจที่มีสัดส่วนการนำเข้าวัตถุดิบน้อยแต่สัดส่วนของผลผลิตที่ส่งออกสูง กลุ่มนี้มีแนวโน้มจะเสียประโยชน์จากการ แข็งค่าของเงินบาท เพราะค่าเงินบาทที่แข็งไม่ได้ช่วยลดต้นทุนเท่าไร แต่รายได้จากการส่งออกเมื่อแลกเป็นเงินบาทแล้วจะเหลือน้อยลง ธุรกิจในกลุ่มนี้ เช่น ยางพารา อุตสาหกรรมอาหาร โรงแรม น้ำตาล ผ้า โรงสีข้าว และเครื่องหนัง เป็นต้น
กลุ่มธุรกิจที่มีสัดส่วนการนำเข้าวัตถุดิบสูงแต่มีสัดส่วนการ ส่งออกผลผลิตน้อย กลุ่มนี้มีแนวโน้มจะได้รับประโยชน์จากการ แข็งค่าของเงินบาทอยู่แล้ว เพราะช่วยลดต้นทุนของการนำเข้าวัตถุดิบ ธุรกิจในกลุ่มนี้ ได้แก่ ผู้ผลิตเหล็กกล้า ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง อุตสาหกรรมก่อสร้าง เป็นต้น

***โบรกเกอร์เตือนระวังหุ้นส่งออกอิเล็กทรอนิกส์-เกษตร-อาหาร
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ระบุว่า ในขณะนี้ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนมุมมองต่อกลยุทธ์การลงทุนต่อหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากค่าบาทแข็ง ซึ่งปัจจุบันให้น้ำหนัการลงทุนน้อยเพราะปัจจัยเศรฐกิจโลกกดดัน เช่นในกลุ่มผู้ส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ ส่งออกอาหารสัตว์บก-ทะล ส่งออกยาง เพราะผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่มักจะมีการตกลงราคาขายล่วงหน้าไว้จำนวนหนึ่งแล้ว
อย่างไรก็ตามหากค่าบาทยังคงแข็งยาวนานกว่านี้ก็ย่อมจะทำให้สูญเสียความได้เปรียบการแข่งขันและอาจจะตกลงทำสัญญาราคาล่วงหน้ายากขึ้น
“ถ้าบาทแข็งต่อไปอีกก็จะกระทบผลประกอบการแน่นอน และถ้าแข็งกว่า 30 บาท เราอาจต้องทบทวนน้ำหนักการลงทุนหุ้นเหล่านี้อีกที” นักวิเคราะห์ กล่าว
ด้านหุ้นที่ได้ประโยชน์โดยตรงจะเป็นหุ้นกิจการ ที่เน้นการน้ำเข้า หรือกิจการที่มีหนี้ต่างประเทศสูง แต่ในปัจจุบันกิจการไทยมีสถานะการเงินโดยรวมแข็งแกร่ง ส่วนใหญ่มักใช้นโยบายคงระดับอัตราหนี้ให้อยู่ระดับต่ำ
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. กรุงศรี ระบุว่า กรณีที่บาทแข็งค่าในระยะนี้อาจมีผลในแง่จิตวิทยาการลงทุนกับหุ้นที่เกี่ยวข้อง แต่ในส่วนผลประกอบการจริงเชื่อว่า ยังไม่ส่งผลกระทบต่อหุ้นในกลุ่มส่งออกเท่าปัจจัยหลักทางธุรกิจอาทิ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ยังน่าจะได้รับผลกระทบจากแรงกดดันด้านเศรษฐกิจของทั้งสหรัฐและยุโรป ด้านกลุ่มอาหารก็ยังน่าจะสามารถเติบโตได้ในปีนี้ เพราะประชากรทั่วโลกยังคงมีต้องมีการบริโภคมากขึ้น

***TUF-CPF-GFPT-CFRESH-TIPCO-KSL-STA-SITHAI-BGH-BCH-THCOM เสี่ยง
บทวิเคราะห์ บล.ฟินันเซียไซรัส ระบุว่า ปีนี้เงินบาทแข็งค่ามากสุดเป็นอันดับ 2 ในเอเชีย 1.4% YTD รองจากริงกิตมาเลเซียที่แข็งค่ามากสุด 1.8% YTD ขณะที่ค่าเงินใน
ภูมิภาคเอเชียแข็งค่าขึ้นเฉลี่ย 0.8% YTD สำหรับค่าเงินบาทที่แข็งค่าเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่นำเข้าวัตถุดิบจากตปท.เช่น TVO, BJC, HMPRO, THAI, AAV, กลุ่มเหล็ก (BSBM, TSTH, SSI), กลุ่มสื่อสาร (ADVANC, DTAC, TRUE, AIT, JAS, SAMTEL) (-) เป็นลบต่อผู้ที่มีรายได้เป็นดอลลาร์เช่น กลุ่มอิเล็คทรอนิกส์ทั้งหมด, กลุ่มอาหารส่งออก (TUF, CPF, GFPT, CFRESH, TIPCO), KSL, STA, SITHAI, กลุ่มโรงแรม, กลุ่มโรงพยาบาล (BGH, BCH), THCOM และเป็นกลางกับกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีเพราะแม้มีรายได้เป็นดอลลาร์แต่ก็มีหนี้เงินกู้เป็นดอลลาร์ในสัดส่วนใกล้เคียงกัน ขณะที่กลุ่มที่ไม่ถูกกระทบคือกลุ่มบ้าน นิคมฯ และรับเหมาก่อสร้าง

*** ผู้นำเข้ายิ้มร่า BSBM ต้นทุนลด
นายวีระวิทย์ ดุละลัมพะ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท บางสะพานบาร์มิล จำกัด (มหาชน) (BSBM) เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมเหล็กที่มีการนำเข้าวัตถุดิบจากต่าง
ประเทศ ค่าบาทแข็งทำให้ต้นทุนลดลงในระยะสั้น แต่ในระยะต่อไปหากค่าเงินบาทยังคงแข็งค่าขึ้นจนทำให้ผู้บริโภคเห็นว่าระดับของราคาเหล็กต่ำลงก็จะทำให้ระดับราคาซื้อขายจะถูกลงตามไปด้วย
“จากทิศทางของค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นทำให้บริษัทฯมีต้นทุนที่ถูกลงจากวัตถุดิบที่นำเข้าเป็นภาระหนี้สกุลเงินดอลลาร์ แต่ก็จะได้ประโยชน์ในระยะสั้นกับบริษัทฯที่มีการซื้อสินค้าเข้ามาล่วงหน้าทำให้มีส่วนต่างของกำไรของอัตราแลกเปลี่ยน แต่ค่าเงินบาทยังคงมีความไม่แน่นอน และหากค่าเงินยังคงแข็งค่าขึ้นจะมีผลต่อราคาให้ถูกลงเช่นกัน เพราะลูกค้าเห็นว่าระดับราคามีต้นทุนที่ถูกลง แต่ในทิศทางกลับกันกำลังซื้อของลูกค้าก็จะเพิ่มขึ้น” นายวีระวิทย์ กล่าว

เงินบาทผันผวน โดย ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

เรื่องเศรษฐศาสตร์โดยเฉพาะเศรษฐศาสตร์การเงินนั้นบางคนบ่นว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจยากเป็นทุนอยู่แล้วดังนั้น เมื่อเราพูดว่าเราเป็นห่วงเรื่องเงินบาท “ผันผวน” แต่ที่จริงแล้วเราหมายความว่าเราเป็นห่วงเงินบาทกำลังแข็งค่าขึ้น ก็จะยิ่งทำให้เรื่องที่ไม่ง่ายอยู่แล้วเข้าใจยากขึ้นไปอีก ทั้งนี้เวลาที่มีการเรียกร้องให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้าไปแทรกแซงตลาดให้เงินบาทมีเสถียรภาพนั้น เรามักจะหมายความว่าให้ ธปท. เข้าไปกดไม่ให้เงินบาทแข็งค่าเร็วเกินไปมากกว่าเป็นห่วงว่าเงินบาทปรับตัวขึ้นและลงมากเกินไป ทั้งนี้เพราะหากค่าเงินปรับตัวขึ้น-ลงมากแต่อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยอยู่ที่เดิมผู้ส่งออกก็จะไม่สูญเสียความสามารถในการแข่งขันและผู้กู้เงินดอลลาร์จะไม่มีภาระเพิ่มขึ้น ในทำนองเดียวกันตอนที่ประเทศไทยประสบวิกฤติค่าเงินบาท คนทั่วไปก็จะไม่สามารถเข้าใจถึงภัยอันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้นเพราะเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 1997 นั้นทางการประกาศว่าได้ปล่อยให้ค่าเงินบาท “ลอยตัว” ทำให้เข้าใจว่าเงินบาทจะปรับขึ้นลง ไม่ใช่อ่อนค่าลงอย่างฉับพลันจาก 25 บาทต่อ 1 ดอลลาร์ไปเป็น 50 บาทต่อ 1 ดอลลาร์ในระยะเวลาเพียง 3-4 เดือน

มาวันนี้ประเทศไทยก็มีแววว่าจะมีความเป็นห่วงเกี่ยวกับ “ความผันผวน” ของค่าเงินบาทอีกแล้ว ผมจึงขอเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งผมต้องขอสรุปว่าเป็นเรื่องที่ผมเชื่อว่าจะท้าทายนโยบายการเงินของไทยอย่างยิ่ง กล่าวคือเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะพยายามหามาตรการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอาจเป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณาถึงโครงสร้างและความเหมาะสมของนโยบายการเงินของไทยในภาพรวม

นโยบายการเงินของไทยสมัยก่อนวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 1997 นั้นเป็นนโยบายที่ผูกค่าเงินบาทกับเงินดอลลาร์เป็นหลัก กล่าวคือเมื่ออัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทกับดอลลาร์มีความคงที่ก็จะสรุปได้ว่าเงินเฟ้อของไทยก็จะเท่ากับเงินเฟ้อของสหรัฐไปด้วย เช่น หากเงินเฟ้อสหรัฐประมาณ 2% ต่อปี เงินเฟ้อไทยก็จะ 2% ต่อปีไปด้วย แต่หากว่าเงินบาทอ่อนค่าลงเทียบกับเงินดอลลาร์เฉลี่ยปีละ 3% เงินเฟ้อของไทยก็จะเฉลี่ยปีละ 5% เป็นต้น ตรงนี้เป็นการอธิบายแบบพื้นฐานทางทฤษฎี แต่ในความเป็นจริงนั้นเงินเฟ้อไทยจะสูงกว่าสหรัฐและค่าเงินก็จะปรับตัวเป็นครั้งคราว แต่ครั้งละมากๆ เช่น จาก 23 บาทต่อดอลลาร์ เป็น 27 บาทต่อดอลลาร์ในปี 1984 เป็นต้น

หลังวิกฤติเศรษฐกิจในปี 1997 ธปท. เปลี่ยนนโยบายการเงินจากการผูกค่าเงินบาทกับเงินสกุลหลักมาเป็นการตั้งเป้าเงินเฟ้อ (inflation targeting) ข้อดีคือเมื่อไม่ต้องผูกค่าเงิน ที่สำคัญคือ ธปท. มีความสามารถและความน่าเชื่อถือเพียงพอที่จะกำหนดเป้าเงินเฟ้อของตัวเองโดยตรงไม่ต้องหยิบยืมความน่าเชื่อถือของธนาคารกลางสหรัฐมาใช้เช่นแต่ก่อน และในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมากรอบนโยบายการเงินที่ตั้งเป้าเงินเฟ้อก็ประสบความสำเร็จในการควบคุมเงินเฟ้อและรักษาเสถียรภาพทางการเงินในภาพรวมได้เป็นอย่างดี แต่ก็มีผลข้างเคียงตามมาคือการที่ ธปท. ได้เข้าไปแทรกแซงตลาดเพื่อชะลอการแข็งค่าของเงินบาท กล่าวคือ ธปท. ต้องซื้อเงินดอลลาร์เป็นจำนวนมาก โดยการพิมพ์เงินบาทออกมา แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องดูดซับเงินบาทส่วนเกินดังกล่าวออกจากระบบโดยการออกพันธบัตร ธปท. ทำให้ ธปท. ต้องสะสมเงินตราต่างประเทศเป็นสินทรัพย์เป็นจำนวนมาก ในขณะที่หนี้สินที่เป็นพันธบัตรก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

ปัญหาและสิ่งที่จะท้าทายประเทศไทยและการยึดเป้าเงินเฟ้อเป็นกรอบนโยบายการเงินคือการที่ธนาคารกลางสหรัฐมุ่งมั่นที่จะกดดอกเบี้ยลงไปใกล้ศูนย์และพิมพ์เงินออกมาเป็นจำนวนมากมาซื้อพันธบัตร ทำให้ดอกเบี้ยระยะยาวต่ำผิดปกติเพื่อช่วยให้เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวในปี 2013 นี้ เป็นต้นไป ธนาคารกลางสหรัฐยืนยันว่าจะพิมพ์เงินออกมาซื้อพันธบัตรเพิ่มขึ้นเดือนละ 85,000 ล้านดอลลาร์หรือปีละ 1.02 ล้านล้านดอลลาร์จนกว่าอัตราการว่างงานของสหรัฐจะลดต่ำกว่า 6.5% (ปัจจุบันอยู่ที่ 7.9%) ทำให้ตลาดคาดการณ์ว่ามาตรการพิมพ์เงินดังกล่าวจะทำต่อเนื่องไปอีก 2 ปี กล่าวคือสหรัฐจะพิมพ์เงินดอลลาร์ออกมาอีก 2 ล้านล้านดอลลาร์ ทั้งนี้เมื่อก่อนวิกฤติสหรัฐเมื่อปี 2009 มีเงินดอลลาร์สหรัฐอยู่ในระบบการเงินทั่วโลกเพียง 8 แสนล้านดอลลาร์และหลังวิกฤติก็ได้พิมพ์เงินเพิ่มขึ้นเรื่อยมา โดยในช่วง 2009-2012 งบดุลธนาคารกลางสหรัฐขยายตัวมาเป็น 2.8 ล้านล้านดอลลาร์ (กล่าวคือพิมพ์เงินออกมาเพิ่มประมาณ 2 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา)

ในขณะเดียวกันธนาคารกลางอังกฤษ ธนาคารญี่ปุ่นและธนาคารกลางยุโรปได้พิมพ์เงินออกมาเป็นจำนวนมากเช่นกัน โดยเมอร์ริล ลินซ์ ประเมินว่างบดุลของธนาคารกลางดังกล่าวบวกกับทุนสำรองของธนาคารกลางอื่นๆ ของโลก (ซึ่งเป็นการบ่งชี้ว่าสภาพคล่องในโลกมีอยู่มากน้อยเพียงใดนั้นได้เพิ่มขึ้นจากประมาณ 13-14 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2008-2009 เป็น 21 ล้านดอลลาร์ในขณะนี้) กล่าวคือสภาพคล่องของโลกเพิ่มขึ้นกว่า 50% ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา นอกจากนั้นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่นคือนายชินโซ อาเบะ ก็ได้กดดันให้ธนาคารกลางญี่ปุ่นยอมปรับเป้าเงินเฟ้อจากเดิมประมาณ 1% ต่อปีมาเป็น 2% ต่อปี ทำให้ตลาดเชื่อมั่นว่าญี่ปุ่นจะพิมพ์เงินเยนออกมาเป็นจำนวนมากส่งผลให้เงินเยนอ่อนค่าลงกว่า 10% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา (เงินเยนเริ่มอ่อนค่าตั้งแต่นายอะเบเริ่มหาเสียงในเดือนพฤศจิกายน) การที่เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงเดียวกันเมื่อเทียบกับเงินยูโร (จากประมาณ 1.2 ดอลลาร์ ต่อ 1 ยูโร มาเป็น 1.33 ดอลลาร์ ต่อ 1 ยูโร) ทำให้ยุโรปเริ่มแสดงท่าทีไม่พอใจที่เงินของตนแข็งค่ามากเกินไปและเร็วเกินไป ในขณะที่ยุโรปยังอยู่ในสภาวะเศรษฐกิจถดถอย ทำให้เชื่อได้ว่ายุโรปก็อาจมีมาตรการทำให้เงินของตนอ่อนค่าลงจากระดับปัจจุบัน

หากตลาดเชื่อว่าเงินดอลลาร์จะค่อยๆ อ่อนค่าเมื่อเปรียบเทียบกับเงินหลายสกุลในเอเชีย (เช่นที่กำลังที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้) และหากเชื่ออีกว่าธนาคารกลางของประเทศพัฒนาแล้วดังกล่าวข้างต้นจะพิมพ์เงินออกมาเป็นจำนวนมากอย่างต่อเนื่องอีก 1-2 ปี ก็มีความเสี่ยงว่าจะมีเงินไหลเข้ามาในประเทศไทยและประเทศเอเชียอื่นๆ เพื่อซื้อพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าและยังสามารถคาดหวังว่าเงินจะแข็งค่าอีกด้วย เช่น พันธบัตร 2 ปีของรัฐบาลไทยหรือ ธปท.ให้ผลตอบแทนประมาณ 3% ในขณะที่พันธบัตร 2 ปีของรัฐบาลสหรัฐให้ผลตอบแทน 0.25%
หากสภาพคล่องที่ล้นโลกกระตุ้นให้เงินทุนไหลเข้ามา (ส่วนใหญ่เพื่อซื้อพันธบัตรไทย) จริงก็ดูเสมือนว่าจะมีทางเลือกในการรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวอยู่ 4 ทางคือ

1. ไม่ต้องทำอะไรเพราะเงินบาทแข็งค่าไปพร้อมกับค่าเงินในภูมิภาค และการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดจะค่อยๆ ลดลง เป็นการปรับตัวตามกลไกตลาด

2. ปล่อยให้เงินบาทแข็งค่าอย่างมากโดยไม่แทรกแซง จนกระทั่งเศรษฐกิจและเงินเฟ้อชะลอตัวลง ทำให้มีเหตุผลที่จะลดดอกเบี้ยได้ตามกรอบของนโยบายการเงินที่ตั้งเป้าเงินเฟ้อ

3. เข้าไปแทรกแซงเพื่อชะลอการแข็งค่าของเงินบาท แต่ก็จะมีผลข้างเคียงคืองบดุลของ ธปท. ต้องอ่อนแอลงไปอีกและมีโอกาสสูงที่จะขาดทุนเพิ่มขึ้น

4. สกัดการไหลเข้าของเงินทุนโดยการออกมาตรการควบคุมเงินทุน (capital control) ซึ่งอาจทำเฉพาะจุดและจะเลี่ยงที่จะทำให้ตลาดตื่นตระหนก อย่างไรก็ตาม อาจเสี่ยงต่อการส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนและลดโอกาสที่ความน่าเชื่อถือของประเทศไทยจะได้รับการปรับขึ้นโดยสถาบันจัดอันดับความเสี่ยง

เปิด 10 อุตสาหกรรมอ่วมบาทแข็ง “ข้าว-ยางพารา” แจ็กพอต

“ยิ่งลักษณ์” ระดมทีมแก้บาทแข็งด่วนสัปดาห์นี้ ส่งออก-ภาคอุตสาหกรรม 10 กลุ่มอ่วมพิษค่าบาทแข็ง สินค้าเกษตร ทั้งข้าว ยางพาราแจ็กพอต พาณิชย์นัดผู้ส่งออกถกหาทางรับมือ ด้าน ส.อ.ท.กระทุ้งแบงก์ชาติเข็น 7 มาตรการรับมือ โฟกัสเก็งกำไร ดอกเบี้ย-ค่าเงิน ชี้เครื่องสำอาง รองเท้า สิ่งทอ อัญมณี เฟอร์นิเจอร์ ยานยนต์ น้ำตาล กระทบหนักบาทปีนี้เฉลี่ย 30.70 บาท/ดอลล์

แหล่ง ข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในช่วงนี้อาจจะดูแข็งค่าขึ้นเร็ว โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) วิเคราะห์ว่า ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันที่ค่าเงินบาทอยู่ที่ 29.80 บาท/ดอลลาร์นั้น ได้ปรับแข็งค่าขึ้น 2.5% ซึ่งเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับสกุลเงินอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชีย ปีนี้ สศค.คาดว่าอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยจะอยู่ที 30.70 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ 29.7-31.7%)

นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการ สศค. กล่าวว่า นายกฯได้สั่งการให้กระทรวงการคลังให้เร่งหามาตรการในการเข้าไปรองรับ และบรรเทาผลกระทบจากค่าบาทที่มีความผันผวน โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากภาคส่งออก หลังจากที่ได้รับผลกระทบจากค่าแรง 300 บาท

“มาตรการที่คลังเร่งทำ อยู่ และถือว่าสอดคล้องกันกับการบริหารงานของ ธปท.เพื่อผลักดันให้เกิดการออกไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้น จะเป็นแพ็กเกจด้านภาษีต่าง ๆ เช่น เว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลกรณีนำผลกำไรกลับมาไทย และจะเสนอ รมว.คลังภายในไตรมาส 2 นี้” นายสมชัยกล่าว

ปัจจุบันนิติบุคคลที่ออก ไปลงทุนต่างประเทศ แล้วส่งผลกำไรกลับเข้ามาในรูปเงินปันผลจะต้องนำมารวมเป็นเงินได้เพื่อเสีย ภาษีนิติบุคคลซึ่งเก็บอัตราที่ 20% ที่ผ่านมา สศค.เคยเสนอให้มีการยกเว้น แต่นายกิตติรัตน์ไม่เห็นด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเดือน ม.ค.นี้ มีเงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาสูงมากกว่าปีที่แล้วเกือบ 1 เท่าตัว หรือ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เทียบจากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ช่วง 11 เดือน

ปี 2555 มีเงินทุนไหลเข้าไทย 12,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เฉลี่ยเดือนละ 1,090 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันมีเงินต่างชาติไหลเข้ามาถึง 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เงินบาทแข็งค่าเป็นปัญหาที่ท้าทายและจะหนักขึ้นตลอดปีนี้ และไม่ได้มีเพียงดอลลาร์สหรัฐ แต่ยังมีเงินเยนของญี่ปุ่นอีก ดังนั้นหน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแลก็ต้องบริหารจัดการให้ดี ซึ่งตนไม่เห็นด้วยหากจะสกัดเงินไหลเข้าด้วยการลดดอกเบี้ยนโยบาย

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กังวลเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยนและค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างมาก นอกจากได้หารือกับทีมงานส่วนตัวในตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาลแล้ว ยังได้เรียกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจเข้าหารือ พร้อมกำชับนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และ รมว.คลัง ให้สั่งการ 3 หน่วยงานด้านเศรษฐกิจ เช่น เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ปลัดกระทรวงการคลัง และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้จับตามอนิเตอร์ความเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อภาคเอกชน”

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานทั้ง 3 และทีมที่ปรึกษานายกฯต่างเตรียมการจัดทำข้อมูล ตัวเลขที่เกี่ยวข้อง และเป็นปัจจัยต่อค่าเงิน เช่น การลงทุนซื้อเครื่องจักร ตัวเลขหนี้ต่างประเทศของรัฐวิสาหกิจ และภาวะการ

ส่งออกของธุรกิจ เรียลเซ็กเตอร์ทั้งหมด และนำเสนอมาตรการต่อนายกฯสัปดาห์หน้า แต่ฝ่ายการเมืองจะไม่พูดหรือสั่งการเป็นนโยบายต่อสาธารณะ เพราะเป็นประเด็นอ่อนไหวต่อเศรษฐกิจ

10 กลุ่มอุตฯอ่วมพิษค่าบาทแข็ง

นาย เจน นำชัยศิริ รองประธาน ส.อ.ท. เปิดเผยว่า จากผลการสัมภาษณ์ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเกี่ยวกับผลกระทบค่าเงินบาทแข็งค่า 25 อุตฯ พบว่า

1) มี 10 อุตฯได้รับผลกระทบรุนแรง (40%) ได้แก่ กลุ่มอุตฯเครื่องสำอาง เซรามิก รองเท้า โรงเลื่อยและโรงอบไม้ หนังและผลิตภัณฑ์หนัง อาหาร อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องนุ่งห่ม ยานยนต์ น้ำตาล ที่ส่งออกเป็นหลัก

2) ผลกระทบปานกลาง 7 กลุ่ม (28%) กลุ่มอุตฯการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์กระดาษ น้ำมันปาล์ม ผลิตภัณฑ์ยาง เฟอร์นิเจอร์ เยื่อและกระดาษ เครื่องจักรกลการเกษตร ชิ้นส่วนรถยนต์ สมาคมเอสเอ็มอี 3.ไม่กระทบ 8 กลุ่ม (ร้อยละ 32) ได้แก่ กลุ่มอุตฯก๊าซ เครื่องจักรกลและโลหการ ซอฟต์แวร์ ต่อเรือและซ่อมเรือ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ยา พลังงานทดแทน พลาสติก

ชง 7 มาตรการให้แบงก์ชาติอุ้ม

ทั้ง นี้ สำนักวิชาการ ส.อ.ท.ได้รวบรวมข้อมูลการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยระหว่าง 21 ธ.ค. 2555-17 ม.ค. 2556 พบว่าเงินบาทของไทยแข็งค่ามากที่สุด 3.13% รองลงมาคือ อินเดีย 2.40% เกาหลีใต้ 2.35% มาเลเซีย 2.20% ฟิลิปปินส์ 1.62% เวียดนาม 0.66% ไต้หวัน 0.45% จีน 0.40% และอินโดนีเซีย 0.05% ส.อ.ท.จะเสนอมาตรการแก้ไข 7 ข้อ ในการหารือ ผู้ว่าการ ธปท.สัปดาห์หน้า

1) ให้ ธปท.ช่วยดูแลค่าเงินบาทไม่ให้ผันผวนเกินไป 2) ดูแลไม่ให้ค่าบาทแข็งค่ากว่าคู่แข่ง อย่างมาเลเซียและอินโดนีเซียเกินไป 3) ปลดล็อกถือครองค่าเงินดอลลาร์สหรัฐให้นานขึ้น 4) ลดค่าธรรมเนียมทำประกันความเสี่ยงการส่งออกให้เอสเอ็มอี 5) ให้ ธปท.แยกบัญชีเงินตราต่างประเทศ ที่เข้ามาเก็งกำไร กำหนดแยกรายการบัญชีที่เข้ามาลงทุน มีวัตถุประสงค์จะลงทุนรายการใดให้ชัดเจน เงินทุนที่เข้ามาเพื่อจะเก็งกำไรค่าบาท ให้กำหนดมาตรการควบคุม เช่น มาตรการตั้งสำรอง 30% ช่วง 6 เดือน-1 ปี หรือเก็บภาษีกำไรจากการขายหุ้น เป็นต้น 6) เร่งส่งเสริมการลงทุน (BOI) นักลงทุนไทยไปลงทุนต่างประเทศ และ 7) ให้รัฐเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ช่วงที่เงินบาทแข็งค่า

ด้านนาย วัลลภ วิตนากร รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า จะหารือถึงนโยบายอัตราดอกเบี้ยกับผู้ว่าการ ธปท. ซึ่งอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ที่ 2.75% สูงมากเทียบกับดอกเบี้ยในภูมิภาคอื่น เงินทุนไหลเข้าไทยในขณะนี้ เป็น 3 สกุล คือเงินดอลลาร์สหรัฐ เงินยูโร และเงินเยน

ด้านนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้ นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ หารือผู้ส่งออกถึงผลกระทบอัตราแลกเปลี่ยน พร้อมสรุปมาตรการเสนอต่อนายกรัฐมนตรี

บาทแข็งดันสินค้าไอทีกำไรพุ่ง

นาย นิธิพัทธ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายบริหารการตลาด บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด เปิดเผยว่าค่าเงินบาทแข็งขึ้นในช่วงนี้ ไม่ได้ส่งผลต่อกำไรมากนัก เพราะการตั้งราคาสินค้าจะคาดการณ์ล่วงหน้า 3-6 เดือน จึงมีโอกาสที่บริษัทจะมีทั้งกำไรและขาดทุนสลับกันไป

ทั้งนี้ ค่าเงินแข็งมีประโยชน์ต่อวงการไอทีค่อนข้างมาก เพราะเป็นสินค้านำเข้า แต่คงไม่มีใครที่เอากำไรส่วนนี้มาทำส่วนลด เพราะเจ็บตัวมาเยอะจากค่าบาทอ่อน

ท่องเที่ยวกับค่าเงินบาท

นาย ชิดชัย สาครบดี อุปนายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว หรือแอตต้า กล่าวว่า ระยะสั้นบาทแข็งจะไม่กระทบธุรกิจทัวร์ที่รับนักท่องเที่ยวขาเข้า (อินบาวนด์) เพราะไม่ได้สะวิงจนน่ากลัว และคงเกิดระยะสั้น ๆ ประกอบกับนักท่องเที่ยวจากตลาดอเมริกาและยุโรปได้ชำระค่าทัวร์ล่วงหน้า หากกระทบคงเป็นการใช้จ่ายส่วนตัวของนักท่องเที่ยว เพราะแลกเงินไทยได้น้อยลง

แต่ ถ้ายังแข็งค่าต่อเนื่อง ไปอยู่ที่ต่ำกว่า 28 บาท/ดอลลาร์ หรือ 37 บาท/ยูโร จะกระทบการซื้อขายทัวร์ในไตรมาส 2 ทำให้ทัวร์อินบาวนด์ขาดทุนได้ ผู้ประกอบการต้องปรับตัว โควตราคามาเป็นเงินบาทแทน

นายรณชิต มหัทธนะพฤทธิ์ รองประธานอาวุโสฝ่ายการเงินและบริหาร บมจ.โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา กล่าวว่า ค่าเงินบาทแข็งค่า ไม่ส่งผลกระทบธุรกิจโรงแรมของ

เซ็นทารา เพราะอัตราค่าห้องพักเป็นเงินสกุลบาทมา 3-4 ปีแล้ว แต่ถ้าแข็งค่ามากกว่านี้ อาจมีบางรายเข้ามาพูดคุย อย่างไรก็ตาม บริษัทนำเที่ยวที่ดีลกับคู่ค้าต่างประเทศจะเชี่ยวชาญเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน จะชิงจังหวะทำธุรกรรมช่วงที่บาทอ่อนค่า หรือทำสวอปเงินตราต่างประเทศรับมือ

อิงค่าบาทซื้อสินค้าจาก รง.ผลิต

สำหรับ ความเคลื่อนไหวของผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า นายประพนธ์ โพธิวรคุณ กรรมการรองผู้จัดการ บจ.มิตซูบิชิ อีเล็คทริค กันยงวัฒนา กล่าวว่า ค่าเงินบาทตอนนี้ไม่เป็นผลดีต่อตลาดส่งออก โรงงานจึงต้องบริหารจัดการต้นทุนควบคู่กับหาตลาดส่งออกหลายรูปแบบมาเสริม แต่ดีต่อสินค้านำเข้ามาขาย เพราะต้นทุนลดลง ปัจจุบันเครื่องใช้ไฟฟ้ามิตซูบิชิ มีทั้งสินค้าที่ผลิตเองในประเทศและที่นำเข้ามาขาย นอกจากนี้ปัจจัยหนุนให้สามารถทำราคาในตลาดได้ดี คือ ซื้อสินค้าจากโรงงานมิตซูบิชิ อีเล็คทริคฯที่ผลิตในประเทศด้วยเงินบาท

ข้าว-ส่งทอ-อัญมณี เสี่ยงสูง

ศูนย์ วิจัยกสิกรไทย วิเคราะห์แนวโน้มการส่งออกปี 2556 ว่า หากเศรษฐกิจโลกไม่ย่ำแย่ลง และเศรษฐกิจจีนและเอเชียยังเติบโต การส่งออกของไทยน่าจะขยายตัวได้ 10.0-15.0% ส่วนผลกระทบจากเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นจะกระทบการส่งออกสินค้าแต่ละชนิดแตก ต่างกัน

ทั้งนี้กลุ่มสินค้าที่ต้องเร่งปรับตัวเนื่องจากมีความ เสี่ยงสูง มีข้าว, อาหารสัตว์, ผ้าผืน สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม, อัญมณีและเครื่องประดับ, ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ และเฟอร์นิเจอร์

สงครามค่าเงิน-โจทย์หินของไทย

แม้ว่ารองนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นนายทาเคฮิโกะ นาคาโอะ จะออกมาแถลงข่าวว่าญี่ปุ่นไม่ได้ตั้งใจให้เกิดสงครามค่าเงิน ตามที่นายกรัฐมนตรีเยอรมนี นางแองเกลา แมร์เคิล กล่าวหาในการประชุมผู้นำเศรษฐกิจโลกที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่านโยบายคิวอีของญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา จะทำให้เกิดความปั่นป่วนในตลาดการเงินและเศรษฐกิจโลก

ประเทศเล็ก ๆ อย่างประเทศไทย คงหลีกเลี่ยงผลกระทบจากสงครามการเงินครั้งนี้ได้ยาก นโยบายคิวอี ของทั้งสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น โดยเนื้อแท้ก็คือการพิมพ์เงินออกมาจำนวนมากและกดดอกเบี้ยให้ต่ำติดดิน ทำให้เงินทุนพวกนี้หลั่งไหลออกไปทั่วโลกเพื่อแสวงหาผลกำไร
ประเทศที่เงินไหลเหล่านี้ชอบที่จะไหลเข้าไปคือประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา เงินทุนพวกนี้จะเข้าไปทำให้เงินของประเทศนั้น ๆ แข็งตัวขึ้น ทำให้ดัชนีตลาดหุ้นพุ่งไม่หยุด ราคาสินทรัพย์ต่าง ๆ รวมทั้งอสังหาริมทรัพย์พุ่งสูงขึ้น ทำให้เกิดฟองสบู่เศรษฐกิจที่คนไทยคุ้นเคยกันดี เพราะเคยเพลิดเพลินอย่างสุดใจกับฟองสบู่พวกนี้มาแล้วและเคยลำบากยากเข็ญมาแล้วตอนฟองสบู่แตก

ประเทศไทยจะแก้ปัญหานี้ได้ยากมาก เพราะนโยบายของรัฐบาลในปัจจุบันเน้นประชานิยม เอาเงินงบประมาณชดเชยราคาสินค้าเกษตร ชดเชยการบริโภครถยนต์ ทำให้ประชาชนใช้จ่าย ผลักดันเศรษฐกิจภายในประเทศให้ขยายตัว เมื่อฟองสบู่ทำให้คนเล่นหุ้น เก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์ ร่ำรวย กู้เงินง่าย มีรถแลกเงินได้ภายในไม่กี่นาที ทำให้มีการบริโภคสินค้านำเข้า มีชีวิตหรูหราเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศใช้เงินเกินตัวประชาชนจะเริ่มเสพติดชีวิตร่ำรวยแบบเดียวที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยสมัยมีฟองสบู่เศรษฐกิจ

รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังหรือธนาคารแห่งประเทศไทย จะแก้ปัญหาอย่างไร ขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากเพื่อให้ประชาชนอดออมมากขึ้น ก็มีปัญหาว่ายิ่งขึ้นดอกเบี้ยเงินทุนเยนและดอลลาร์ยิ่งวิ่งเข้ามาในประเทศเพื่อเอากำไรดอกเบี้ยที่สูงกว่าในสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ถ้ากดดอกเบี้ย คนก็เอาเงินจากแบงก์ไปเก็งกำไรในตลาดหุ้นหรืออสังหาริมทรัพย์มากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นคนคงคิดว่าจะเอาฝากแบงก์ทำไมไปดาวน์รถคันแรกดีกว่า ได้ลดภาษีคันละเป็นแสน

สงครามการเงินโลกครั้งนี้เราเชื่อว่าเป็นเรื่องหนักหนาสาหัสมากสำหรับประเทศเล็ก ๆ อย่างประเทศไทยที่เปรียบเสมือนหญ้าแพรกที่จะต้องโดนทั้งหัวเลขและหางเลข ดังนั้นรัฐบาลท่านนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ควรจะเร่งระดมทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมทั้งธนาคารแห่งประเทศไทยตั้งวอร์รูม ติดตามปัญหานี้และเตรียมตั้งรับอย่างเร่งด่วนและจริงจังเพื่อให้ประเทศไทยเสียหายน้อยที่สุด

หุ้นที่ได้รับผลกระทบ จาก “ค่าเงินบาทแข็ง”

การแข็งค่าของเงินบาทมีผลกระทบต่อธุรกิจต่าง ๆ ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับสัดส่วนการนำเข้า และสัดส่วนการส่งออก โดยธุรกิจที่เน้นนำเข้าวัตถุดิบนั้นเมื่อเงินบาทแข็งค่าก็จะมีค่าใช้จ่ายถูกลงเมื่อคิดเป็นเงินบาท ส่วนผู้ที่ทำธุรกิจส่งออกเมื่อเงินบาทแข็งค่าจะทำให้รายได้ลดลงเมื่อนำรายได้ที่เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐฯมาแลกเป็นเงินบาท

ขณะที่บริษัทจดทะเบียน(บจ.)ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ ปัจจุบัน ซึ่งมีกว่า 500 บริษัทก็มีการทำธุรกิจที่หลากหลาย “ฐานเศรษฐกิจ” ได้รวบรวมข้อมูลจากบทวิเคราะห์หลักทรัพย์ ถึงผลกระทบเชิงบวกและผลกระทบด้านลบ ที่บจ.ได้รับจากเงินบาทที่แข็งค่า

โดยบทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์(บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)(บมจ.) ระบุว่า ในขณะนี้ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนมุมมองต่อกลยุทธ์การลงทุนต่อหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากเงินบาทที่แข็ง ซึ่งปัจจุบันให้น้ำหนักการลงทุนน้อยเพราะปัจจัยเศรษฐกิจโลกกดดัน เช่น ในกลุ่มผู้ส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ ส่งออกอาหารสัตว์บก-ทะล ส่งออกยาง เพราะผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่มักจะมีการตกลงราคาขายล่วงหน้าไว้จำนวนหนึ่งแล้ว

อย่างไรก็ตาม บล.ฟิลลิปฯ มองว่าหากเงินบาทยังคงแข็งค่ายาวนานกว่านี้ก็จะทำให้สูญเสียความได้เปรียบการแข่งขันและอาจจะตกลงทำสัญญาราคาล่วงหน้ายากขึ้น

ด้านน.ส.ศศิกร เจริญสุวรรณ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิปฯ กล่าวในงานเสวนา “หุ้นโดนใจ ปี 2556 จิ๋วราคาต่ำสิบ และแจ๋วปันผลดี” เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยคาดว่าค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเชื่อว่าจะเป็นแค่ระยะสั้น

สำหรับผลกระทบที่มีต่อตลาดหุ้นในส่วนของผลตอบแทนสำหรับผู้ที่ลงทุนในหุ้นที่เป็นบริษัทเกี่ยวกับการส่งออก และหากมีปัญหากระทบอย่างรุนแรง อาจจะทำให้เงินปันผลที่ได้ในส่วนนี้ปรับลดลงกว่า 8% แต่หากปัญหาไม่รุนแรงมากนัก เชื่อว่าจะทำให้เงินปันผลหายไปเพียง 1-2% เท่านั้น

บทวิเคราะห์บล.กรุงศรีฯ ระบุว่า กรณีที่บาทแข็งค่าในระยะนี้อาจมีผลในแง่จิตวิทยาการลงทุนกับหุ้นที่เกี่ยวข้อง แต่ในส่วนผลประกอบการจริงเชื่อว่ายังไม่ส่งผลกระทบต่อหุ้นในกลุ่มส่งออกเท่าปัจจัยหลักทางธุรกิจ อาทิ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ยังน่าจะได้รับผลกระทบจากแรงกดดันด้านเศรษฐกิจของทั้งสหรัฐอเมริกาและยุโรป ด้านกลุ่มอาหารก็ยังน่าจะสามารถเติบโตได้ในปีนี้ เพราะประชากรทั่วโลกยังคงต้องมีการบริโภคมากขึ้น

บทวิเคราะห์บล.ฟินันเซียไซรัสฯ ระบุว่าค่าเงินบาทที่แข็งค่าเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่นำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ เช่น บมจ.น้ำมันพืชไทย (TVO), บมจ.เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC), บมจ.โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์(HMPRO), บมจ.การบินไทย (THAI ), บมจ.เอเชีย เอวิเอชั่น (AAV) หรือไทยแอร์เอเชีย ,

ส่วนกลุ่มเหล็กที่ได้รับผลบวก เช่น บมจ.บางสะพานบาร์มิล(BSBM),บมจ.ทาทาสตีล(TSTH) และบมจ.สหวิริยาสตีลฯ( SSI), กลุ่มสื่อสาร บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC),บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น(DTAC),บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น(TRUE),บมจ.แอดวานซ์ อินฟอร์เมชั่นเทคโนโลยี ( AIT), บมจ.จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล (JAS) และบมจ.สามารถเทลคอม (SAMTEL)

ขณะที่เงินบาทแข็งค่าจะเป็นลบต่อผู้ที่มีรายได้เป็นดอลลาร์สหรัฐฯ เช่น กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด, กลุ่มอาหารส่งออก (บมจ.ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF), บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร(CPF), บมจ.จีเอฟพีที(GFPT), บมจ.ซีเฟรชอินดัสตรี(CFRESH) และบมจ.ทิปโก้ฟูดส์(TIPCO), บมจ.น้ำตาลขอนแก่น(KSL), บมจ.ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี(STA), บมจ.ศรีไทยซุปเปอร์แวร์(SITHAI), กลุ่มโรงแรม, กลุ่มโรงพยาบาล (บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ หรือBGH,บมจ.บางกอก เชน ฮอสปิทอล หรือBCH), บมจ.ไทยคม(THCOM )

ส่วนกลุ่มที่เป็นกลางจากผลกระทบเงินบาทแข็งค่าครั้งนี้บล.ฟินันเซียไซรัสฯ มองว่าคือ กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี เพราะแม้มีรายได้เป็นดอลลาร์สหรัฐฯแต่ก็มีหนี้เงินกู้เป็นดอลลาร์สหรัฐฯในสัดส่วนใกล้เคียงกัน ขณะที่กลุ่มที่ไม่ถูกกระทบ คือ กลุ่มบ้าน นิคมอุตสาหกรรมและรับเหมาก่อสร้าง

ฝ่ายวิจัยบล.เอเซีย พลัสฯ แนะนำหุ้นที่จะได้ประโยชน์จากการแข็งค่าของเงินและราคายังมีส่วนเพิ่ม(อัพไซด์)พร้อมจ่ายเงินปันผลสูง ได้แก่ บมจ.สหมิตรเครื่องกล (SMIT) โดยให้ราคาเหมาะสม 5.42 บาทต่อหุ้น

โดยนอกจากSMIT เป็นผู้นำเข้าเครื่องจักรอุตสาหกรรม และเหล็กพิเศษสำหรับทำแม่พิมพ์มาขายในประเทศ ต้นทุน 50% เป็นดอลลาร์สหรัฐฯ อีก 50% เป็นยูโร ขณะที่รายได้เป็นเงินบาททั้งหมด อีกทั้งยังเป็นหุ้นที่มีอัตราราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น(พีอี เรโช) ต่ำแค่ 8 เท่า และมีอัพไซด์จากราคาปัจจุบันอีกกว่า 10% และคาดหวังจ่ายเงินปันผลสำหรับผลประกอบการครึ่งปีหลังของปี 2555 สูงถึงประมาณ 3.1%

นอกจากนี้มีหุ้นบมจ.น้ำมันพืชไทย ให้ราคาเหมาะสม 32.32 บาทต่อหุ้น มีอัพไซด์สูงถึง 31.4% และเป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลสูง คาดหวังจ่ายเงินปันผลครึ่งหลังไว้ที่ 4% โดยได้รับประโยชน์จากการแข็งค่าของเงินบาท เนื่องจากมีสัดส่วนต้นทุนหลัก คือ เมล็ดถั่วเหลือง ซึ่งนำเข้าจากต่างประเทศ 90% ที่เหลือ 10% ซื้อในประเทศขณะที่ขายกากถั่วเหลืองและน้ำมันถั่วเหลืองในประเทศเป็นหลัก

เช่นเดียวกับบทวิเคราะห์บล.ดีบีเอส วิคเคอร์สฯ ที่ระบุว่าTVO รายได้ของบริษัทดังกล่าวอยู่ในประเทศ ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยหนุนให้อัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาส 1-2 ของปีนี้ดีขึ้น นอกเหนือจากผลดำเนินงานปกติที่คาดว่าจะเติบโตได้ดีต่อเนื่อง ทั้งจากปริมาณขายและอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยในปี 2556 ที่อยู่ในเกณฑ์สูง แนะนำ”ซื้อ”หุ้นTVO ให้ราคาพื้นฐาน 31.80 บาท
ตอบพร้อมอ้างข้อความ

Advertisements