หุ้นเหล็ก-อิเล็กฯตบเท้าเทิร์นอะราวด์

โบรกฯประสานเสียง หุ้นเหล็ก-อิเล็กทรอนิกส์ ผ่านจุดต่ำสุดทางธุรกิจแล้ว เชื่อปีนี้เดินหน้าโกยกำไร ปรับเพิ่มน้ำหนักลงทุนหุ้นเหล็กเป็น “เท่ากับตลาด” ชู MCS-SMIT เด่นสุด ขณะที่ TMT ทำยอดขายปีนี้โต 20% แนะนำซื้อ ส่วน GSTEL มั่นใจพลิกฟื้น หลังปรับโครงสร้างหนี้เรียบร้อย-ได้ผู้บริหารชุดใหม่ ด้านกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ โบรกฯให้น้ำหนักลงทุน”มากกว่าตลาด” เลือก CCET เป็นดาวเด่น ขณะที่เอเซียพลัสคาด SVI กำไรโต 45.6% ส่วนเมย์แบงก์กิมเอ็ง เชียร์ KCE หลังมองกำไรปีนี้โต 1,072.7% ทำระดับสูงสุดใหม่

* กูรู ชี้หุ้นเหล็ก-อิเล็กฯ ปีนี้ผงาดรับ ศก.ฟื้น

นักวิเคราะห์จากบล.ยูโอบีเคย์เฮียน (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า แนวโน้มของธุรกิจในกลุ่มเหล็กมีทิศทางที่ดีขึ้นมาจาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ กรณีที่เศรษฐกิจเริ่มมีการฟื้นตัวและโครงการก่อสร้างในประเทศมีทิศทางที่ฟื้นตัวขึ้นอย่างชัดเจน แต่ยังคงไม่ได้ให้คำแนะนำในการเข้าลงทุนในหุ้นกลุ่มเหล็ก โดยเฉพาะบริษัทที่มีธุรกิจเหล็กต้นน้ำ หลังจากยังคงมีปัญหาโอเวอร์ ซัพพลายอยู่ในตลาดที่มาก ทำให้ราคาเหล็กจึงยังไม่มีการฟื้นตัวที่ชัดเจนนัก แม้ว่าจะมีปัจจัยสนับสนุนจากเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น แต่ก็คงจะส่งผลบวกได้ไม่มากนัก เพราะบริษัทก็มีการจำหน่ายส่งออกไปยังต่างประเทศและมีการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นการชดเชยกัน ซึ่งโดยปัจจุบันก็ได้มีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนโดยการทำประกันไว้แล้ว
ขณะที่แนวโน้มของธุรกิจชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เชื่อว่าขณะนี้จะยังถูกกดดันจากปัจจัยค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น โดยปัจจุบันค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นราว 3-4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่หากไม่นำปัจจัยค่าเงินบาทแข็งมารวมกับการประเมินก็พบว่าคำสั่งซื้อเริ่มมีการฟื้นตัวขึ้นอย่างชัดเจน โดยคาดว่าจะเห็นได้ตั้งแต่ไตรมาส 2/2556 เป็นต้นไป และจะมีสัญญาณการฟื้นตัวที่ดีต่อเนื่อง จากตัวแปรหลักได้แก่ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่เริ่มดีขึ้น ทั้งจากประเทศจีน สหรัฐฯ และยุโรป

* โบรกฯเพิ่มน้ำหนักลงทุนเป็น”เท่ากับตลาด” ชู MCS-SMIT เด่น

บทวิเคราะห์ บล.เอเซียพลัส ระบุว่า ราคาเหล็กในตลาดโลกที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปลายปี 2555 จากสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน และมีหลายปัจจัยบวกที่ส่งผลดีของบริษัทเหล็กไทย ไม่ว่าจะเป็น ความต้องการใช้เหล็กในประเทศที่เพิ่มขึ้นตามภาคก่อสร้างและยานยนต์ การออกมาตรการเริยกเก็บภาษี AD กับเหล็กเจือโบรอนของจีนที่เข้ามาตีตลาดเหล็กไทยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา รวมถึงเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ช่วยให้บริษัทเหล็กมีต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบที่ถูกลง
ผลประกอบการของบริษัทเหล็กไทยน่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในปี 2555 โดยบริษัทเหล็กขนาดใหญ่อย่าง SSI แม้ยังมีความเสี่ยงที่จะประสบผลขาดทุนสุทธิอีกในปี 2556 แต่แรงกดดันของบริษัทที่ลดลงไปมากหลังการเพิ่มทุนและยืดอายุหนี้ออกไป รวมถึงการดำเนินงานของโรงถลุงเหล็กที่อังกฤษที่คาดว่าจะถึงจุดคุ้มทุนในช่วง 3Q56 ปีนี้ น่าจะทำให้ผลขาดทุนสุทธิในปี 2556 ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเทียบกับปี 2555 ขณะที่ TSTH และ BSBM เชื่อว่าจะกลับมาทำกำไรได้อีกครั้งในปีนี้ หลังประสบปัญหาขาดทุนในปีก่อน สำหรับ TMT และ SMIT ซึ่งอยู่ในอุตสาหกรรมเหล็กขั้นปลาย มีแนวโน้มผลกำไรที่ดีขึ้นตามการเติบโตของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการใช้เหล็ก ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมก่อสร้างและยานยนต์ เช่นเดียวกับ MCS ที่คาดว่าจะเห็นการฟื้นตัวของผลประกอบการที่ชัดเจน จาก Order งานล่วงหน้าที่มีเพิ่มขึ้นไปจนถึงกลางปี 2557
ฝ่ายวิจัยปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนกลุ่มเหล็ก จากเดิม น้อยกว่าตลาด เป็น เท่ากับตลาด โดยเลือก SMIT(FV@B5.42) ซึ่งเป็นผู้นำเข้าเครื่องจักรอุตสาหกรรมและเหล็กชนิดพิเศษสำหรับทำแม่พิมพ์ (เป็นหุ้นที่มีค่า PER 8.5เท่า แต่มี upside 6.3%โดยไม่รวมเงินปันผลอีกราว 6% ต่อปี)และ MCS(FV@B7.96) ที่คาดว่าจะเห็นการฟื้นตัวของผลประกอบการที่ชัดเจนในปีนี้ ทั้ง 2 บริษัทจึงเป็นหุ้นที่มีค่า PER 10 เท่า แต่มี upside 19% โดยไม่รวมเงินปันผลอีกราว 3.6% ต่อปี) Top Picks ของกลุ่มฯ

*ทรีนีตี้ คาด TMT ทำยอดขายปีนี้โต20% แนะนำซื้อ

บทวิเคราะห์ บล.ทรีนีตี้ ระบุว่า คาดผลประกอบการ 4/55 จะยังโดดเด่นถึง 110 ล้านบาท (กำไรต่อหุ้น 0.26 บาท) โดยเป็นระดับกำไรปกติที่สูงสุดของปีนี้ สวนภาวะอุตสาหกรรมเหล็กที่ตกต่ำหนัก แนวโน้มผลประกอบการ ปี 2556 คาดจะเติบโตสูง โดยยอดขายจะเติบโตถึง 20% แรงหนุนภาคที่แท้จริง ที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมการผลิตและ ยังมีเหล็กโครงสร้าง ที่ส่งออกไปออสเตรเลีย เข้าสู่ตลาด Modern Trade รวมถึง TMT มีการขายเหล็กเป็น Solution คือ ขายสินค้า บวกด้วยบริการ หุ้นซื้อขาย P/E ปี 2556 ต่ำ เงินปันผลตอบแทน 8% ปรับประมาณการและเป้าหมายขึ้นเป็น 11.50 บาท แนะนำ ซื้อ
TMT ตั้งเป้าหมายยอดขายในปี 2556จะเติบโตต่ออีก 20% เทียบกับปีก่อนที่เติบโต 34% โดย TMT มีการขายเหล็กเป็น Solution คือ ขายสินค้า บวกด้วยบริการ ทำให้ลูกค้าซื้อระยะยาวขึ้น โดยเหล็กแผ่นที่ TMT ขายจะเกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมการผลิต การก่อสร้างโรงงาน ที่มีการเติบโต มีการย้ายฐานมาประเทศไทย และ ยังมีเหล็กโครงสร้าง ที่ส่งออกไปออสเตรเลีย จากอุตสาหกรรมเหมืองแร่โตสูง ทำให้แนวโน้มยอดขายของ TMT จะเติบโตต่อเนื่องสวนภาวะอุตสาหกรรมเหล็กทั่วโลกที่ตกต่ำในปัจจุบัน เราปรับประมาณการขึ้น ประเมินยอดขายในปี 2556 เท่ากับ 12,366 ล้านบาท โต 20% และ คาดจะมีกำไรสุทธิเท่ากับ 445 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 5% จากปีก่อนมีรายได้ค่าชดเชยประกันภัย
จ่ายปันผลสูง P/E ต่ำ ราคาเป้าหมาย 11.5 บาท : หุ้น TMT เป็นหุ้นประเภทปันผลเราคาดจะจ่ายเงินปันผลสำหรับกำไรปี 2555 เท่ากับ 0.75 บาท หรือ คิดเป็น เงินปันผลตอบแทน 7.7% และจะเพิ่มเป็น 8.1% ในปี 2556 ดังนั้น เราจึงคงคำแนะนำ ซื้อ โดยประเมินราคาเป้าหมายปี 2556 เท่ากับ 11.5 บาท (จากเดิม 9.5 บาท) บนฐาน Forward P/E ปี 2556 เท่ากับ 11 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ย Forward P/E ในอดีตเล็กน้อย

* SMIT ได้ประโยชน์จากเงินบาทแข็ง

บทวิเคราะห์ บล.เอเซียพลัส ระบุด้วย ค่าเงินเอเซียยังคงอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าตราบที่ยังมีเงินทุนไหลเข้าดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตามในระยะสั้น ๆ เริ่มเห็นเงินเอเซียบางแห่งกลับมาอ่อนค่า (หลังจากที่แข็งค่าตลอด 7 เดือนที่ผ่านมา) นำโดยเงินริงกิต อ่อนค่ามากสุด และตามมาด้วย เงินบาทที่เริ่มกลับมาอ่อนค่าต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 สถานการณ์นี้ยังคงต้องติดตามใกล้ชิด เพราะอาจจะเป็นสัญญาณการขายของต่างชาติ เพื่อล๊อกกำไรจาก FXเพิ่มเติม นอกเหนือจาก กำไรจากส่วนต่างราคาหุ้น ดังนั้นกลยุทธ์ในระยะสั้นจึงยังแนะนำหุ้นที่ได้ประโยชน์จากเงินบาทแข็งค่า และมีเงินปันผลสูงเช่นเดิมคือSMIT(FV@B 5.42) นอกจากเป็นผู้นำเข้าเครื่องจักรอุตสาหกรรม และเหล็กพิเศษสำหรับทำแม่พิมพ์มาขาย ในประเทศ ต้นทุน 50%ดอลลาร์ 50% ยูโร รายได้เป็นเงินบาททั้งหมด ยังเป็นหุ้น PER ต่ำแค่ 8 เท่า และมี Upside จากราคาปัจจุบันอีกกว่า 10% และคาดหวังจ่ายเปินปันผลครึ่งหลังสูงประมาณถึง 3.1%

*บิ๊ก GSTEL มั่นใจธุรกิจเทิร์นอะราวด์ คาดQ2/56 พลิกกำไร

พลเอกเลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธานกรรมการบริษัท จีสตีล จำกัด (มหาชน)หรือ GSTEL เปิดเผยว่า ได้รับเชิญเข้ามาร่วมงานกับกลุ่มจีสตีล ซึ่งถือเป็นมิติใหม่ของกลุ่มนี้ โดยมีความมุ่งมั่นทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเพื่อทำให้บริษัทกลับมาฟื้นตัว (เทิร์นอะราวด์) เพิ่มผลผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ โดยกลุ่มจีสตีล เป็นบริษัทที่มีศักยภาพและความพร้อมเป็นบริษัทผลิตเหล็กที่มีโรงงานใหญ่ที่สุดในเอเชีย กำลังผลิตรวม 2 โรงงาน 3.3 ล้านตัน/ปี
“ผมมั่นใจในทีมบริหารและมั่นใจมืออาชีพที่เข้ามาทั้งหมด และการที่ภาครัฐให้การสนับสนุนผู้ผลิตเหล็กในประเทศด้วยมาตรการภาษีป้องกันการทุ่มตลาดเหล็กของต่างประเทศ จะเอื้อต่อกลุ่มจีสตีล รองรับการเปิดตลาด AEC ในอีก 2 ปีข้างหน้า”
ประธานกรรมการบริษัท กล่าว นายเอริค อี ทอมสัน (Eric E. Thompson) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (คนใหม่) GSTELกล่าวว่า ปัจจุบันเป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท อีลิค พาร์ตเนอร์ ซึ่งเป็นบริษัทเชี่ยวชาญการพลิกฟื้นธุรกิจให้กลับมาดำเนินธุรกิจตามปกติโดยที่ผ่านมาเข้าไปพลิกฟื้นธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมใหญ่ เช่น บริษัท เจเนอรัล มอร์เตอร์ (GM)บริษัท เจแปน แอร์ไลน์ บริษัท เมกะสตีล ของมาเลเซีย และฟิล์มโกดัก นายเอริค กล่าวว่า การเข้ามาพลิกฟื้นสัญญาจ้างในการบริหาร 1 ปีโดยจะเริ่มในต้นเดือนก.พ.นี้ เบื้องต้นจะช่วยมุ่งสร้างให้บริษัทมีอนาคตที่สดใสในธุรกิจเหล็กของไทยที่ดีต่อไปในอนาคต
โดยทั้ง 2 โรงงาน จะกลับมาผลิตได้ตามปกติ ในกลางเดือนก.พ.นี้ และคาดถึงจุดคุ้มทุนไม่เกินไตรมาส 2/56 โดยมีกำลังการผลิต 55-60%ของกำลังผลิตรวม 3.3 ล้านตันต่อปี ขณะที่ปัจจุบันมีกำลังการผลิตเฉลี่ย 20-30% และตั้งแต่ไตรมาส 3/56 กำลังผลิตจะเพิ่มเป็น 80-90%”โรงงานผลิตเหล็กรีดร้อนของกลุ่มจีสตีล เป็นโรงงานที่ทันสมัยที่สุดในเอเชีย ซึ่งมีความพร้อมทั้งเครื่องจักร และบุคลากรตลอดจนวัตถุดิบที่สามารถเดินเครื่องได้ทันที ที่มีเงินทุนเข้ามา คิดว่าการพลิกฟื้นกลุ่มจีสตีล ไม่น่ายากที่จะทำตามเป้าหมายที่ตนเองตั้งไว้” นายเอริค กล่าว
ด้านนายชาญ บูลกุล ประธานเจ้าหน้าทีบริหาร บริษัท บรุ๊คเคอร์ กรุ๊ป (BROOK) ในฐานะที่ปรึกษาการเงินกลุ่มจีสตีลกล่าวว่า แผนของกลุ่มจีสตีล แผนแรกดำเนินการแล้ว ด้วยการลดหนี้จาก 950 ล้านเหรียญสหรัฐ ลงเหลือ 550 ล้านเหรียญสหรัฐด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ แปลงหนี้เป็นทุน และยืดเวลาชำระหนี้ ซึ่งดำเนินการไปแล้ว เหลืออีก 2-3 รายที่อยู่ระหว่างการเจรจาหากสำเร็จ หนี้จะลดลงเหลือ 400 ล้านเหรียญสหรัฐ อัตราหนี้สินต่อทุน (DE) เหลือ 0.8 เท่า ขณะที่หุ้นเหล็กคู่แข่ง ดี/อี อยู่ที่ 1.6 เท่าขณะที่ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการเพิ่มทุนของจีสตีล และจี เจ สตีล (GJS) ปลายเดือนม.ค.นี้ ซึ่งจะได้เงินเข้ามาหมุนเวียน 3,000 ล้านบาทและเงินที่ซัพพลายเออร์ 8,000-9,000 ล้านบาท รวมเงินทุนที่ใช้หมุนเวียนธุรกิจ 1.2 หมื่นล้าน บาท ซึ่งเพียงพอและไม่ต้องเพิ่มทุนอีกนานสำหรับแผนขั้นสุดท้ายคือ การควบรวมกิจการระหว่างจีสตีลและจีเจสตีล ที่คาดว่าจะสำเร็จภายในสิ้นปีนี้โดยหลังจาการควบรวมจะช่วยลดต้นทุนการผลิต 5-6% นอกจากนี้ การที่กลุ่มจีสตีลใช้วัตถุดิบจากเศษเหล็กมีต้นทุนต่ำกว่าบริษัทที่ใช้สินแร่เหล็กเป็นวัตถุดิบถึง 20% อย่างไรก็ตาม หลังจากการเพิ่มทุนเสร็จ มูลค่าหุ้นตามบัญชี (บุ๊คแวลู)จะอยู่ที่ 0.50 บาท และ GJS อยู่ที่ 0.16 บาท แต่ถ้าโรงงานกลับมาผลิตได้ดี บุ๊คแวลูจะเพิ่ม 2-3 เท่าตัว แต่ถ้าไม่มี บุ๊คแวลูจะเพิ่มแค่ 30-40%

* บิ๊ก BSBM ยิ้มร่าบาทแข็งต้นทุนลด

นายวีระวิทย์ ดุละลัมพะ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท บางสะพานบาร์มิล จำกัด (มหาชน) (BSBM) เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมเหล็กที่มีการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ ค่าบาทแข็งทำให้ต้นทุนลดลงในระยะสั้น แต่ในระยะต่อไปหากค่าเงินบาทยังคงแข็งค่าขึ้นจนทำให้ผู้บริโภคเห็นว่าระดับของราคาเหล็กต่ำลงก็จะทำให้ระดับราคาซื้อขายจะถูกลงตามไปด้วย
‘จากทิศทางของค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นทำให้บริษัทฯมีต้นทุนที่ถูกลงจากวัตถุดิบที่นำเข้าเป็นภาระหนี้สกุลเงินดอลลาร์ แต่ก็จะได้ประโยชน์ในระยะสั้นกับบริษัทฯที่มีการซื้อสินค้าเข้ามาล่วงหน้าทำให้มีส่วนต่างของกำไรของอัตราแลกเปลี่ยน แต่ค่าเงินบาทยังคงมีความไม่แน่นอน และหากค่าเงินยังคงแข็งค่าขึ้นจะมีผลต่อราคาให้ถูกลงเช่นกัน เพราะลูกค้าเห็นว่าระดับราคามีต้นทุนที่ถูกลง แต่ในทิศทางกลับกันกำลังซื้อของลูกค้าก็จะเพิ่มขึ้น’ นายวีระวิทย์ กล่าว

* โบรกฯ แนะเพิ่มน้ำหนักหุ้นกลุ่มอิเล็กฯ

บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ขึ้นสู่ Overweight เนื่องจากเชื่อว่าอุตสาหกรรมได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้วในปีที่ผ่านมา และกลับเข้าสู่วงจรขาขึ้นอีกครั้ง จากการเคลื่อนย้ายฐานการผลิตจากจีนที่ประสบปัญหาเรื่องค่าแรงที่ปรับตัวขึ้นถึง 380% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา กลับเข้าสู่ประเทศไทยที่จะเป็น Hub สำคัญเพื่อกระจายสินค้าเข้าสู่ตลาด Asian ในอนาคต
นอกจากนี้ยังเชื่อว่าดีมานด์สินค้า Consumer Electronics จะกลับเข้าสู่การขยายตัวในปี 2556 จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ขณะที่ภาคธุรกิจจะเข้าสู่ New CAPEX cycle ตามการเติบโตของเทคโนโลยี เช่น การเกิด Window 8 จะเป็นแรงผลักดันให้เกิดการลงทุนรอบใหม่
ดังนั้นฝ่ายวิเคราะห์จึงให้บริษัทแคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ CCET เป็นหุ้น Top pick ของกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากคาดว่ากำไรสุทธิปี 2556 จะขยายตัวสูงถึง +156.3% yoy เป็น 2,058 ล้านบาท หลังได้คำสั่งซื้อ Printer ล็อตใหญ่จาก HP กลับมาอีกครั้ง และเป็นบวกมากต่อ Product Mix ของบริษัท เพราะผลิตภัณฑ์ Printer มีอัตรากำไรที่สูงกว่า Hard Disk Drive อย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนั้น ยังมี Valuation ที่ค่อนข้างต่ำ และซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี โดยมี PBV 2556 เพียง 0.8x เทียบกับ SVI 2.1x, SMT 1.8x และ KCE 1.3x และเป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลในเกณฑ์ดี โดยคาดการณ์เงินปันผล 2H55 หุ้นละ 0.08 บาท คิดเป็นผลตอบแทนจากเงินปันผล 2.2% และเพิ่มขึ้นเป็นหุ้นละ 0.20 บาท ในปี 2556 คิดเป็นผลตอบแทนจากเงินปันผล 5.6%

* เอเซียพลัส มองบาทแข็งกระทบ SVI ระยะสั้น คาดปีนี้กำไรโต45.6%

บทวิเคราะห์ บล.เอเซียพลัส แนวโน้มธุรกิจหลักของ SVI ในงวด 4Q55 เริ่มเห็นการฟื้นตัวมากขึ้น โดยฝ่ายวิจัยประเมินกำไรปกติในงวดนี้ เท่ากับ 101 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.3% qoq ด้วยปัจจัยสนับสนุนจาก
1) คาดการณ์กำไรขั้นต้นเติบโต 5% qoq แม้ยอดขายรวมงวด 4Q55 ชะลอตัวลง 7.1% qoq ตามช่วง Low season ของธุรกิจชิ้นส่วนฯ ทั่วโลก แต่คาด Gross margin จะปรับตัวสูงขึ้นสู่ระดับ 9% จากงวด 3Q55 เพียง 8% หลังจากที่โรงงาน SVI เริ่มดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์มากขึ้น รวมถึงมีการบริหารจัดการวัตถุดิบให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงช่วยหักล้างการชะลอตัวของยอดขายรวม และทำให้กำไรขั้นต้นในงวดนี้ยังเห็นการปรับตัวเพิ่มขึ้น และ 2) ค่าใช้จ่ายการขายและบริหารคาดว่าจะปรับตัวลดลง 5.7% qoq ผลจากการกลับรายการตั้งสำรองค่าใช้จ่ายอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ในงวด 4Q55 คาดว่าบริษัทฯ จะมีรายได้พิเศษลดลงจากงวดก่อนหน้า อาทิ กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน (ราว 30 ล้านบาท ลดลง 51% qoq) และเงินประกันชดเชยจากเหตุการณ์น้ำท่วม (ราว 80 ล้านบาท ลดลง 81% qoq) จึงทำให้คาดการณ์กำไรสุทธิงวด 4Q55 เท่ากับ 211 ล้านบาท ลดลง 62.8% qoq โดยรวมแล้ว จบทั้งปี 2555 ฐานกำไรสุทธิอยู่ที่ระดับ 1.24 พันล้านบาท พลิกจากที่ขาดทุนสุทธิถึง 1.28 พันล้านบาท แต่ต่ำกว่าประมาณการปัจจุบันอยู่ราว 11%
ฝ่ายวิจัยเชื่อว่าแนวโน้มกำไรปกติของ SVI ในปี 2556 จะกลับมาเติบโตโดดเด่นถึง 45.6% yoy จากปัจจัยสนับสนุนจาก 1) คาดการณ์ยอดขายรวมในปี 2556 จะปรับตัวสูงขึ้น 20% yoy ผลจากการเพิ่มขึ้นของคำสั่งซื้อลูกค้าปัจจุบันหลังจากสินค้าผ่านการทดสอบคุณภาพแล้ว ผนวกกับคำสั่งซื้อจากลูกค้ารายใหม่ 5 ราย ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการผลิตในช่วง 2Q-3Q56 และ 2) แนวโน้มประสิทธิภาพการทำกำไรที่ปรับตัวสูงขึ้น หลังจากโรงงานเดินเครื่องผลิตเชิงพาณิชย์มากขึ้น รวมถึงการดำเนินนโยบายมุ่งเน้นต่อยอดฐานรายได้เฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มี Margin สูง นอกจากนี้ ประมาณการกำไรปี 2556 ยังไม่รวมถึงความเป็นไปได้ที่บริษัทฯ จะบันทึกเงินประกันชดเชยที่เหลืออีกมูลค่ากว่า 1.3 พันล้านบาท ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าจะเกิดขึ้นได้ทันในช่วง 1H56 และจะบันทึกทั้งจำนวนเลยหรือไม่ ซึ่งถือเป็น Upside ที่จะทำให้ผลการดำเนินงานปี 2556 สูงกว่าที่ฝ่ายวิจัยประเมินไว้
ฝ่ายวิจัยยังคงคำแนะนำ ถือ กำหนดให้มูลค่าพื้นฐาน ณ สิ้นปี 2556 อิงวิธี DCF (WACC 8.99%) เท่ากับ 4.2 บาท ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยยังให้น้ำหนักกับปัจจัยเสี่ยงในเรื่องเงินบาทแข็งค่าในระยะสั้น ซึ่งถือเป็นปัจจัยกดดันต่อผลการดำเนินงานของ SVI เพราะฐานรายได้อยู่ในรูปสกุลเงินตราต่างประเทศ 100% (ดอลลาร์เป็นส่วนใหญ่) ขณะที่ต้นทุนเป็นสกุลต่างประเทศราว 90% โดยผลกระทบต่อกำไรสุทธิ จะลดลง 3.2% หากเงินบาทแข็งค่าทุก 1 บาทจากเดิม (สมมติฐานค่าเงินบาทเฉลี่ยปี 2556 เท่ากับ 30 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ)

* กิมเอ็ง คาดปีนี้ KCE กำไรโต 1,072.7% ทำจุดสูงสุดใหม่

บทวิเคราะห์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าคาดกำไรปกติในไตรมาส 4/2555 ของบริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE จะอยู่ที่ 100 – 120 ล้านบาท เติบโตถึง 3 เท่าตัว qoq และ Turnaround โดยพลิกกลับจากขาดทุนในไตรมาส 4/2554 และมีมุมมองเชิงบวกต่อ แนวโน้มผลประกอบการใน 4 ไตรมาสข้างหน้า ที่คาดว่าจะเติบโต qoq ต่อเนื่อง หลังโรงงาน KCE Tech ที่อยุธยากลับเข้าสู่จุดคุ้มทุนแล้ว และการเข้าซื้อเคมโทรนิกส์ (CT) ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำยาสกัดลายแผ่นวงจร PCB จะช่วยลดต้นทุนการผลิตในระยะยาว และส่งผลบวกต่ออัตรากำไรขั้นต้นให้เร่งตัวขึ้น
ดังนั้นจึงคาดว่าปกติปี 2556 จะขยายตัวถึง +1,072.7% yoy เป็น 604 ล้านบาท ทำระดับสูงสุดใหม่ของบริษัทยังมี Valuation ที่ค่อนข้างถูก เมื่อเทียบกับบริษัทในกลุ่มอิเล็กทรอนิคส์ที่อยู่ใน Coverage ของฝ่ายวิเคราะห์ ได้แก่ PER 2556 : KCE ที่ 8.5x น้อยกว่า SMT – SVI ที่ 8.9x และ 10.3x ตามลำดับ PBV 2556 : KCE ที่ 1.4x น้อยกว่า SMT – SVI ที่ 1.65x และ 2.0x ตามลำดับ
นอกจากนั้นยังเชื่อว่าราคาหุ้นมี upside potential ที่จะ re-rating ได้ โดยราคาเหมาะสมของเรา อิง PE เพียง 10x ซึ่งถือว่าค่อนข้างอนุรักษ์นิยม เมื่อเทียบกับ PER ของ SET Index ปัจจุบันที่ซื้อขายเกือบ 13 เท่า ดังนั้น หากราคาหุ้น re-rating ขึ้นสู่ PER ที่ 11 -12x จะได้ราคาเหมาะสมที่ 14.20 – 15.50 บาท

*บิ๊ก KCE คาดยอดขายปีนี้เกิน 253 ล้านเหรียญฯ สูงสุดเป็นประวัติการณ์

นายปัญจะ เสนาดิสัย กรรมการผู้จัดการ บมจ.เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ (KCE) เปิดเผยกับ eFinanceThai.com ว่า คาดว่ายอดขายปีนี้จะสูงสุดเป็นประวัติการณ์คือมากกว่า 253 ล้านเหรียญสหรัฐ หลังจากที่มีคำสั่งซื้อจากปลายปี 55 ต่อเนื่องมาถึงปีนี้ค่อนข้างมาก ทำให้บริษัทฯ มีงานในมือเพิ่มขึ้นตั้งแต่ต้นปี ดังนั้น ขณะนี้บริษัทฯ จึงเร่งทำการผลิต เพื่อรองรับคำสั่งซื้อของลูกค้าเก่าจากปีก่อน ขณะเดียวกันยังเพิ่มการหาลูกค้าใหม่ โดยจะเน้นกลุ่มลูกค้าที่ให้มาร์จิ้นในระดับสูงเป็นหลัก
นอกจากนี้ การปรับโครงสร้างการผลิต มาใช้เครื่องจักรสมัยใหม่มากขึ้น ทำให้ลดแรงงานลง แต่ได้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตสูงขึ้น ดังนั้น จะส่งผลให้ยอดขายในปีนี้เติบโตเป็นประวัติการณ์ หรือมากกว่า 253 ล้านเหรียญสหรัฐ จากที่เคยทำไว้สูงสุดในปี 2553 คิดเป็นการเติบโตเพิ่มขึ้นกว่า 25%จากปีก่อน ทั้งนี้ จะส่งผลกำไรในปีนี้ให้เติบโตทำสถิติเช่นเดียวกัน จากที่เคยทำไว้สูงสุด 534.6 ล้านบาทในปี 2553
‘ ปีนี้ดีขึ้น ตั้งเป้าไว้โต 25% จากปีก่อน ซึ่งปี 55 เองก็ดีขึ้นมามากจากที่น้ำท่วมในปี 54 และตอนนี้เองออเดอร์จากปลายปีก่อนก็ทะลักมาเป็น Backlog เยอะ และเราก็หาลูกค้าใหม่ เลือกกลุ่มที่ได้มาร์จิ้นสูงๆ ออเดอร์ดี และพอเราคุมเรื่องคนให้น้อยลง หลังปรับมาใช้เครื่องจักรที่ทันสมัย ปรับโครงสร้างการผลิตด้วย เพราะฉะนั้นปีนี้ยอดขายจะทำได้สูงสุด กำไรด้วย’ นาย ปัญจะ กล่าว
ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งหลังปีนี้บริษัทฯมีแผนที่จะสร้างโรงงานใหม่เพื่อขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอีกกว่า 1.2 ล้านตารางฟุตต่อเดือน จากปัจจุบันที่มีกำลังการผลิตรวม 1.8-1.9 ล้านตารางฟุตต่อเดือน โดยคาดว่าจะใช้งบลงทุนราว 2.8 พันล้านบาท และใช้พื้นที่เดิมที่มีอยู่กว่า 20 ไร่ในเขตลาดกระบัง
สำหรับการก่อสร้าง จะแบ่งเป็น 3 เฟส โดยเฟสแรกมีกำลังการผลิตประมาณ 3-4 แสนตารางฟุตต่อเดือน คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ก่อนในปลายปีนี้ ทั้งนี้ เพื่อรองรับยอดคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ส่วนเฟสที่ 2 และ 3 เป็นปีถัดๆ ไป โดยการสร้างเฟสถัดไปขึ้นอยู่กับคำสั่งซื้อของลูกค้าว่ามีมากเพียงใด สำหรับเฟสแรกจะทยอยรับรู้รายได้ในช่วงปี 2557 เพราะใช้ระยะเวลาการก่อสร้างประมาณ 9 เดือน
ทั้งนี้ หากก่อสร้างครบ 3 เฟสจะทำให้กำลังการผลิตรวมเพิ่มขึ้นเป็น 3 ล้านตารางฟุตต่อเดือน
‘ ปลายปีนี้เราจะมีลงทุนเพิ่ม จะสร้างโรงงานใหม่ที่ลาดกระบัง เพราะเรามีพื้นที่อยู่แล้ว เพื่อรองรับออเดอร์ใหม่ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งตอนนี้การขายไม่มีปัญหาเพราะตลาดรวมอุตสาหกรรมนี้ใหญ่กว่า 3 หมื่นล้านเหรียญฯ อยู่ที่เราต้องคุมค่าใช้จ่ายกับของเสียให้ได้ ดังนั้น เราจะขยายกำลังการผลิตเพิ่ม ถ้าครบทุกเฟสกำลังการผลิตจะเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว แต่จะครบเมื่อไหร่ยังตอบยาก เพราะต้องดูจากออเดอร์ เราจะขยายไปเรื่อยๆ ถ้ามีออเดอร์เข้ามา ตอนนี้ก็เตรียมความพร้อมไว้ก่อน’ นายปัญจะ กล่าว
อย่างไรก็ดี เงินลงทุนดังกล่าวจะมาจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงานและการกู้ยืมเงิน แต่สัดส่วนการกู้ยืมจะไม่มากนัก เนื่องจากต้องการคุมสัดส่วนหนี้สินต่อทุนไว้ไม่ให้เกิน 1.5 เท่า ซึ่งใกล้เคียงกับปัจจุบัน และไม่ต้องการที่จะเพิ่มทุนแต่อย่างใด
ส่วนค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นจะกระทบต่อมูลค่ายอดขายโดยรวมที่เป็นสกุลเงินสหรัฐ เมื่อแปลงมาเป็นสกุลเงินบาท แต่อีกนัยหนึ่งบริษัทฯ ก็มีหนี้สินที่เป็นสกุลสหรัฐเช่นกัน ดังนั้นเมื่อต้องมีการชำระหนี้ในขณะนี้ จึงถือเป็นโอกาสที่ทำให้มูลค่าในการชำระหนี้ลดลง และสามารถทดแทนผลกระทบจากยอดขายที่ลดลงได้ นอกจากนี้ในส่วนของยอดขาย บริษัทฯ ได้ซื้อประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนไว้แล้ว จึงยิ่งช่วยลดแรงกดดันจากปัญหาดังกล่าวได้ดีขึ้น
‘ บาทแข็งก็กระทบบ้าง แต่ส่วนหนึ่งของเราก็มีเงินกู้ที่เป็นเหรียญสหรัฐ จึงช่วยชดเชยกันได้ แม้ในแง่บัญชียอดขายจะมากกว่าเงินกู้ แต่เราก็มีซื้อประกันความเสี่ยงไว้ด้วย ทำให้ผลกระทบไม่มาก’ นายปัญจะ กล่าว

Advertisements